สิ่งที่ปรากฏคือความพินาศ ผมเปรียบเทียบชั้นบนกับชั้นล่างว่าคือสวรรค์กับนรก พอน้ำไปแล้วเราจะเห็นหนังสือเปื่อยยุ่ยเป็นกระดาษสา พอน้ำใกล้แห้งผมก็ต้องเปิดหน้าต่างให้อากาศมันเข้ามา ผมก็ต้องเหยียบเข้าไป มันก็เหมือนเหยียบไปบนซากศพ ซึ่งก็มีสภาพต่างๆ กัน ก็ต้องขนมันออกไป ก็เหมือนคนตายแล้วไปวัด แต่ตอนที่ขนไปก็รู้ว่าบางเล่มยังใช้ได้ แต่ต้องขนไปก่อน เพราะเป้าหมายของเราคือกู้บ้านก่อน กู้หนังสือทีหลัง
"อย่างคนที่มาช่วยผม เป็นคนในแวดวงวรรณกรรมทั้งหมดก็ไม่ใช่ อย่างเวียง (วชิระ บัวสนธ์) เขาก็เอาพวกนักศึกษาที่เขาสอนอยู่ที่ ม.บูรพามาช่วย ก็เลยเกิดจิตอาสาโดยคนนอกกลุ่มวรรณกรรม
ขอเชิญช่วยกันลงขัน ทำชั้นหนังสือให้สิงห์สนามหลวง - โพสต์เมื่อ 30 ธันวาคม 54
THE ROOM
It is my house, and yet one room is locked.
The dark has taken root on all four walls.
It is a room where knots stare out from wood,
A room that turns its back on the whole house.
At night I hear the crickets list their griefs
And let an ancient peace come into me.
Sleep intercepts my prayer, and in the dark
The house turns slowly round its one closed room.
Kevin Hart
ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านที่รักช่วยกันทำชั้นหนังสือใหม่ให้คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี กันเถิด (ปิดรับการลงขันวันที่ 15 มกราคม 2555)
ข่าวจากพี่เวียง Vieng-vachira Buason
รายงานเพิ่มเติม (อีก) | เมื่อวานนี้ (28/12/2554) พวกเราซึ่งประกอบไปด้วยชาวนิตยสาร ฅ.คน นำโดยบรรณาธิการ กฤษกร วงค์กรวุฒิ, เหล่านิสิตเอกบรรณาธิการศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา, กองบรรณาธิการนิตยสาร Way นำโดยอธิคม คุณาวุฒิ ร่วมกับนักเขียนหนุ่มอย่างจารี จันทราภาและนิธิ นิธิวีรกุล อีกทั้งกลุ่มใบไม้ป่าที่มี หัวหน้า อย่างเรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ กับเลขาฯ ป๋อง ใบไม้ป่า ตลอดจนอาสาสมัครทางบ้าน และผู้จัดการสำนักนักพิมพ์สามัญชน วัฒนา คงแก้ว บวกรวมแล้วกว่า 30 ชีวิต ได้เข้าไปช่วยกันลงแรง ขนศพบ้านสิงห์ฯ ตั้งแต่ราว 10:30 น.เรื่อยไป กระทั่งประมาณ 5 โมงเย็น จึงยุติ
กล่าวได้ว่า ผ่านมาถึงจุดนี้ บ้านช่องห้องหับของ ครอบครัวสวัสดิ์ศรี ค่อนข้างเข้ารูปเข้ารอย ในระดับน่าพอใจแล้วครับ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเฉพาะหน้าอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย ก็คือ ยังมีหนังสือกว่าสองสามหมื่นเล่มที่รอดชีวิต ไม่นับอีกราวสองหมื่นเล่มที่ขนหนีน้ำไปยัดทะนานไว้ในห้องชั้นสองของบ้านก่อนหน้านี้ แน่ละว่า ล่าสุดเราทำได้เพียงจัดเรียงพวกมันไว้กับพื้นในห้องต่างๆ เท่านั้น เนื่องเพราะชั้นเดิมที่เคยมี ล้วนพังพินาศไปหมดแล้ว!
เช่นนี้เอง ผมจึงได้แจ้งความในใจต่อพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี กับพี่วรรณา สวัสดิ์ศรี หรือ ศรีดาวเรือง ว่า เพื่อป้องกันมิให้พวกเราต้องพลอยเศร้าใจกับอุทกภัยกันอีก เฉพาะหน้า สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรีบหาทางจัดสร้างชั้นสำหรับเก็บหนังสือหนังหาโดยเร็ว ซึ่งในการนี้ มิตรสหายของผม โดยเฉพาะคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ Suttipong Thamawuit และคุณอธิคม คุณาวุฒิ Athikhom Khoms Khunawut ได้มอบหมายให้ผมรับบทเป็นตัวแทนบอกกล่าวความปรารถนาดีแก่เจ้าบ้านทั้งสอง เพื่อยินยอมพร้อมใจให้พวกเราเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนี้ ซึ่งในที่สุดพี่เชื้อทั้งสองก็อนุญาตด้วยดี
ประเด็นก็คือ งานนี้ต้องใช้ตังค์พอสมควรละครับ พูดกันแบบไม่ห่วงหล่อก็ต้องสารภาพตามตรง ว่าพวกเราเองใช่จะร่ำรวยเสียที่ไหน เช่นนี้แล้ว ผมจึงใคร่ขอถือโอกาสเรียนเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ มาช่วยกันลงขันทำชั้นเก็บหนังสือดังกล่าวด้วยกันเถิดครับ
ผมขออนุญาตที่จะไม่ประกาศหมายเลขบัญชีให้เป็นที่เอิกเกริก หากท่านผู้ใดประสงค์จะโอนสตุ้งสตางค์ในการนี้ ขอความกรุณาแจ้งมาทางกล่องข้อความของผมโดยตรง แล้วผมจะบอกกล่าวให้ทราบอีกที (หรือ samanchonbooks@yahoo.com)
อนึ่ง ทันทีที่ทราบข่าวโครงการนี้ อาจารย์ไข่ แห่งวงมาลีฮวนน่า และ น้าป้ำ กฤษณพงษ์ นาคธน ได้ขอประเดิมเริ่มสมทนทุนมาแล้วครับ
ชมรูป ขนศพบ้านสิงห์ฯ | เนื่องมาแต่น้ำท่วม จากเฟซบุ๊กพี่เวียง
โอ้ อนิจจา ... ตั้งหนังสือของ Bertrand Russell
(จากพี่เวียง) ประกาศ! (เริ่มตั้งแต่วันนี้ หมดเขตวันที่ 15 มกราคม 2555) : หนังสือทั้ง 7 เล่มนี้ (ความเงียบ, ความว่าง, ความรื่นรมย์ครั้งสุดท้าย, หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว, บุหงา, ซ่อนกลิ่น และ เจ้ากาเหว่าเอย โดยสามเล่มแรกเป็นผลงานของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เล่มที่สี่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ และสามเล่มหลัง เป็นผลงานของ ศรีดาวเรือง) มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,390 บาท สำนักพิมพ์สามัญชนขออนุญาตขายเนื้อๆ ชุดละ 1,000 บาทถ้วน (ค่าส่ง 50 บาท) เงินทุกบาททุกสตางค์ ร่วมลงขันทำชั้นหนังสือบ้านพี่สุชาติครับ คนเป็นบรรณาธิการขอสัญญาว่าจะไม่ขโมยตังค์ส่วนนี้ไปกินเหล้าเมายาโดยเด็ดขาดครับ -- samanchonbooks@yahoo.com
จากพี่เวียง Vieng-vachira Buason
เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพ ครับ
บางท่านอาจพอทราบข่าวบ้างแล้วว่า บ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประสบอุทกภัยครั้งที่เพิ่งผ่านมาในระดับ ไม่ธรรมดา ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาต เล่าความเป็นมาให้ทุกท่านทราบ โดยสังเขปดังนี้
1. มวลน้ำเริ่มเข้าโจมตีบ้านพี่สุชาติตั้งแต่ทุ่มเศษๆ ของคืนวันที่ 21 ตุลาคม 2554 อันที่จริงก่อนหน้านั้น พี่สุชาติได้เตรียมการรับมือ โดยก่อกำแพงกั้นบริเวณประตูบ้านทุกบาน ตลอดจนตระเตรียมน้ำท่าอาหารไว้พร้อมสรรพ แต่ระดับได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ สรุปคือ คืนดังกล่าวทั้งคืน บวกกับวันที่ 22 อีกวันเต็มๆ สามพ่อแม่ลูก ทุ่มเทแรงกายขนย้ายหนังสือหนังหากันจ้าละหวั่น เพื่อนำไปยัดทะนานไว้บนชั้นสองของบ้านอีกหลัง ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ขนย้ายขึ้นไปเก็บหลายรอบแล้ว กระทั่งพลบค่ำ ระดับน้ำก็ยังเพิ่มไม่ยอมลดละ จนพี่วรรณา สวัสดิ์ศรี (ศรีดาวเรือง) ได้ขอร้องแกมบังคับให้พี่สุชาติสละเรือน เพราะตอนนั้น พี่วรรณาเริ่มไม่แน่ใจว่าบ้านจะถล่มหรือไม่ ด้วยแลเห็นพรายน้ำผุดพลุ่งจากโคนเสาบ้านอยู่ตำตา อย่าว่าแต่จำต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ทั่วอาณาบริเวณตกอยู่ในความมืด คาดเดาไม่ได้ว่าระดับน้ำจะทรงแค่ไหน
2. สามพ่อแม่ลูก ตัดใจสาวเชือกไนล่อน เกาะต้นกล้วย กะละมัง ออกมาในสภาพที่กล่าวได้ว่ามีแต่เสื้อผ้าติดตัว จากนั้นข้ามทางรถไฟ ไปอาศัยโทรศัพท์ร้านค้าของชาวบ้านริมถนนโลคัลโรด โทร.หามิตรรุ่นน้องคนหนึ่ง ขณะอีกใจก็คิดว่า อาจต้องไปอยู่ศูนย์อพยพชั่วคราวที่วัดรังสิต
3. สามทุ่มกว่าของคืนวันที่ 22 ตุลาคม 2554 ผมอาศัยรถของบริษัททีวืบูรพา โดยการอนุเคราะห์ของเพื่อนที่ชื่อสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ไปรับครอบครัวสวัสดิ์ศรี มาพำนักพักพิงอยู่ที่ทีวีบูรพาเรื่อยมา จวบจนต้นเดือนธันวาคม พี่สุชาติจึงตัดสินใจกลับคืนรวงรังอีกครั้ง เมื่อน้ำลดระดับลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
4. โดยข้อเท็จจริงแล้ว ในช่วงประมาณเดือนครึ่งที่หนีน้ำออกมาอยู่ทีวีบูรพา พี่สุชาติได้หาทางกลับบ้านไปให้อาหารสุนัขทั้งหกราวสี่ห้าหน (ช่วงนั้น น้ำท่วมกว่าสองเมตรครึ่ง) นอกเหนือจากลุงป้าคู่หนึ่งแล้ว บุคคลอีกผู้หนึ่งที่ให้ความกรุณา อาสาขับเรือรับส่ง ก็คือพี่มงคล สุระสัจจะ
5. วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2554 ผมพาพรรคพวกอีกสามไปช่วยเก็บกวาดทำความสะอาด หนึ่งในจำนวนนี้เป็นวิศวกร จึงขอให้ช่วยตรวจสอบสภาพบ้าน ว่ายังวางใจต่อการอยู่อาศัยได้มากน้อยขนาดไหน เพื่อนผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง แจ้งว่าอาการน่าเป็นห่วง แต่ยังพอถูไถไปได้สักระยะ กระนั้นสิ่งที่พวกเราเป็นห่วงกันเต็มสองตา ก็คือเชื้อราที่แผ่ลามไปตามซากศพหนังสือเรือนแสน ซ้ำร้ายส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตลบอบอวล แทบหายใจหายคอไม่ออก
6. ไม่กี่วันให้หลัง คุณอธิคม คุณาวุฒิ แห่งนิตยสาร Way พากอง บก.ไปเยี่ยมพี่สุชาติ เพื่อขอความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธี กู้หนังสือ เนื่องเพราะทราบมาก่อนหน้านั้น ว่าเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม คณะผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันได้เข้าไปสาธิตชี้แนะขั้นตอนถึงที่ โดยมีผู้บริหารหอศิลป์ กทม.และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งร่วมทางไปด้วย รวมแล้วสิบกว่าชีวิต ซึ่งต่อมาพี่สุชาติได้ขอให้ผมช่วยเป็นตัวกลางในการขอรับบริจาค ตู้แช่แข็ง เพื่อนำมาใช้งานกู้หนังสือจมน้ำด้วย กระทั่งคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ทราบข่าว จึงอาสาจัดหาตู้ดังกล่าวให้เอง พร้อมเครื่องกรองน้ำ และเตาแก๊ส
7. ผลจากการไปเห็นสภาพบ้านพี่สุชาติ คุณอธิคมได้ปรารภกับผมว่า ขืนปล่อยให้พี่เชื้อทั้งสองทำความสะอาดกันเอง (มีคนงานช่วยแค่คนเดียว โมน สวัสดิ์ศรี ต้องไปทำงาน) ท่าทางจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงถือวิสาสะ ชักชวนเพื่อนพ้องน้องนุ่ง รวมทั้งเชิญชวนอาสาสมัครจากทางบ้าน (โดยการประกาศบนหน้ากระดาน Facebook) พากันเข้าไปขนย้ายซากศพหนังสือ ตลอดจนเก็บกวาดทำความสะอาดครั้งใหญ่อยู่สองสามนัด จึงแล้วเสร็จลงด้วยดี
8. กระนั้น เราก็พบปัญหาใหม่อีกอย่าง นั่นคือ ยังมีหนังสือเหลือรอดจากการจมน้ำ บวกรวมแล้วไม่ต่ำกว่าสี่ห้าหมื่นเล่มด้วยกัน พวกมันเหล่านี้ยังไม่มีที่อยู่ที่เก็บแต่ประการใด ด้วยบรรดาชั้นเดิมที่เคยมี ต่างพังนินาศไปหมดสิ้นแล้ว
ผมเล่าเรื่องราวมายืดยาว เพื่อจะกราบเรียนต่อทุกท่านว่า บัดนี้ พวกเราจำนวนหนึ่ง ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งจัดสร้างชั้นหนังสือขึ้นที่บ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี (อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องเศร้าใจกันอีก หากน้ำเกิดท่วมขึ้นมาใหม่ในระดับไม่เลวร้ายกว่าครั้งนี้)
แน่ละว่า งานนี้ต้องใช้สตุ้งสตางค์พอสมควร
ผมจึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายร่วมกันลงขันจัดสร้างชั้นหนังสือดังกล่าว ตามแต่จิตศรัทธา หรือจะร่วมสนับสนุนด้วยการซื้อหนังสือ หนึ่งชุด รวม 7 เล่ม (ประกอบไปด้วย ความเงียบ, ความว่าง, ความรื่นรมย์ครั้งสุดท้าย, หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว, บุหงา, ซ่อนกลิ่น และ เจ้ากาเหว่าเอย โดยสามเล่มแรกเป็นผลงานของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เล่มที่สี่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ และสามเล่มหลัง เป็นผลงานของ ศรีดาวเรือง) มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,390 บาท ซึ่งสำนักพิมพ์สามัญชนขออนุญาตขายเนื้อๆ ชุดละ 1,000 บาทถ้วน (ค่าส่ง 50 บาท) เงินทุกบาททุกสตางค์จากการนี้ ผมจะนำไปสมทบทุนทำชั้นหนังสือบ้านพี่สุชาติด้วยเช่นกันครับ
อนึ่ง ผมต้องขออภัยทุกท่านด้วย หากจดหมายฉบับนี้พลอยทำให้ท่านไม่สบายใจ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
ด้ ว ย ค ว า ม นั บ ถื อ โ ด ย แ ท้
เวียง-วชิระ บัวสนธ์
หมายเหตุ : สารภาพตามตรง ผม จงใจ แจ้งข่าวสารนี้ในช่วงปีใหม่ ด้วยแลเห็นว่า นี่เป็นเรื่องดีๆ ที่พวกเราพอจะร่วมไม้ร่วมมือกันสร้างทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมได้ไม่ยาก หากท่านผู้ใดประสงค์จะร่วมลงขันในการนี้ ไม่ว่าจะโดยสั่งซื้อหนังสือ หรือโอนตังค์มาสมทบทุนโดยตรง รบกวนติดต่อกลับมาทางกล่องข้อความผมอีกครั้งนะครับ (หรือ samanchonbooks@yahoo.com) เพื่อจะได้บอกกล่าววิธีการกันต่อไป ขอบคุณครับ
ถนนหนังสือ ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี - โพสต์เมื่อ 30 ธันวาคม 54
นิตยสาร ฅ. คน ฉบับธันวาคม 2554 มีบทความ 3 หน้าเรื่อง 'ถนนหนังสือของสุชาติ สวัสดิ์ศรี' ที่เล่าว่าเมื่อกลับไปบ้าน "จิตร ภูมิศักดิ์ ลอยออกมารับ ไกลๆ นั่นเป็น แก้วหยดเดียว ของศรีดาวเรืองตุ๊บป่องๆ มาทักทาย" และ "เขายังได้วางแผนการหลังจากเสร็จงานแสดงศิลปะครั้งสำคัญในชีวิต โดยความร่วมมือของน้องน้ำ เพื่อจะนำผลงานทั้งหมดมาถมเป็นถนน..." ถนนหนังสือ
ฅ. คน เล่มนี้บอกให้ย้อนไปอ่าน ฅ. คน ฉบับที่ 23 (กันยายน 2550) ที่มีสกู๊ปยาวเรื่องของคุณสุชาติ (ขอแนะนำให้อ่านอย่างยิ่ง) อ่านครั้งนี้ใจหายนัก ส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องเล่าถึงหมู่เรือนสามหลังร่มรื่นบนที่สวนขนาด 2 ไร่ริมทางรถไฟ ซึ่งบัดนี้ถูกน้ำท่วมทำลายหนังสือไปมหาศาล รายการแมงโกทีวี โดยนันทพร ไวศยะสุวรรณ์ได้สัมภาษณ์คุณสุชาติ ไปชมได้ดังนี้
น้ำกลืนหนังสือนับแสนเล่ม ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6
เผื่อวันหน้า ลิงก์วีดิโอนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไป ดอทขอถอดถ้อยความจากคำสัมภาษณ์ดังนี้ (ภาพประกอบนำมาจาก ขนศพบ้านสิงห์ฯ)
วันเกิดเหตุ
ศรีดาวเรือง : คือความจริงเราก็ดูข่าว รู้ข่าวมาก่อน แต่ประมาท คิดว่ามันคงไม่ถึงขนาดร้ายแรงอะไรหรอก ... อยู่รังสิต ตรงข้ามกับหลักหก เราก็เก็บ เราก็เตรียมตัวเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเอาขึ้นทีละชั้น จากชั้นหนึ่งไปชั้นสองอะไรขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงสุดแล้วน้ำก็มาเรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วเราก็ไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ถ้าขนจากที่นั่นแล้วจะไปไหนล่ะ
หนังสือ
ศรีดาวเรือง : คุณสุชาติสะสมมาตั้งแต่เป็นเด็กจนป่านนี้ เค้าเบลอไปเป็นพักๆ บางครั้งบอกอยากจะร้องไห้ ความจริงเราดูข่าวเราก็เห็นนะ ทุกคนที่ประสบภัยมาก็จะบอกว่านึกไม่ถึง มันไม่เคยเป็น เราก็เหมือนเขา มันอยู่ในภาวะสับสน สับสนว่าจะหยิบอะไรจับอะไร คว้าไม่ถูกเลย อันที่ไม่น่าจะรักษาก็รีบคว้า อะไรก็ไม่รู้น่ะ คุณสุชาติยังบอกว่างานของตัวเองไม่ได้คว้า เอาของคนอื่นก่อนเพราะว่าสะสมไว้
โมน : ตอนนั้นลำบากมาก เพราะว่าเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องอพยพ ไม่มีการเตรียมแผนการณ์เลยว่าถ้าจะต้องอพยพจะต้องทำยังไง เอากระเป๋าเสื้อผ้าอะไร ไม่มี ก็เลยลงไปข้างล่างที่มันเป็นน้ำ เจิ่งไปด้วยน้ำเน่าทั้งหมดเนี่ย พบว่ามันสูงมากสักประมาณเมตรครึ่ง มันจะมิดหัวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าไปดีกว่า อย่างน้อยเอาชีวิตรอดก่อน ต้องทำใจว่าทรัพย์สินส่วนหนึ่ง--ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งก็คือหนังสือนะฮะ--จำเป็นต้องทิ้งไว้ที่นี่ รวมถึงสุนัขและแมวที่ไม่รู้ชะตากรรม ก็ต้องทิ้งไว้ที่ชั้นบนของบ้านก่อน ตัดสินใจเอาเสื้อผ้าชิ้นสองชิ้นแล้วลอยคอออกมาเลย คว้าต้นกล้วย โชคดี--โชคดีมากเลย ต้นกล้วยมาจากไหนไม่รู้ ลอยออกมา คว้าออกมาเลย--ผมคนเดียว พ่อนั้นค่อนข้างว่ายน้ำเก่งนะฮะ แม่เขาว่ายน้ำรองลงมา ได้แกลลอนน้ำมันกอดออกมา ผมคว้าต้นกล้วยลอยคอออกมา สักประมาณสองร้อยเมตรกว่า--สามร้อยเมตร ลอยคอออกมา ซึ่งน้ำค่อนข้างเชี่ยว มีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบถึงฝั่งก็เกือบตายเหมือนกัน เพราะว่ามันเหมือนหมดแรง เหมือนหมดที่สุดแล้ว
ความสูญเสียครั้งนี้
ศรีดาวเรือง : มันคงจะเป็นพักๆ บางพักก็สับสน บางพักก็อยากจะร้องไห้ ในห้องที่พักที่นี่ (ทีวีบูรพา)
มีรูปท่านพุทธทาสอยู่ ก็มองท่านแล้วว่า ถ้าท่านรู้ท่านจะพูดอะไรนะ ก็พยายามนึกแล้วมันค่อยๆ ดีขึ้นบ้าง ว่าห่วงอะไรนัก ของกูตัวกูอะไรประเภทนี้ ต้องคิดว่าชีวิตรอดก็ดีแล้ว อย่างอื่นเอาใหม่เริ่มต้นใหม่ ถึงแม้ว่าชีวิตจะเหลืออีกไม่นานเท่าไร ก็ไม่เป็นไร เราเห็นภาพที่คนอื่นเดือดร้อน คิดว่ามากกว่าเรามากมหาศาล
โมน : ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนในวงการนักเขียนด้วยกัน วงการบรรณาธิการสมัยใหม่ วงการสำนักพิมพ์ ที่ให้กำลังใจ โทรศัพท์เข้ามาบ้าง เขียนผ่านเฟซบุ๊กเข้ามาบ้าง เพราะกว่าครึ่งของคนที่ให้กำลังใจเขาก็โดนเหมือนกัน ดังนั้นนอกจากจะขอบคุณในกำลังใจตรงนี้แล้ว ก็จะเตือนว่าอย่าประมาทอย่างเรา ให้รีบเอาชีวิตให้รอด เก็บข้าวของหรือสิ่งจำเป็นจริงๆ อย่างตอนนี้ในเวลานี้ ที่พ่อผมไปกู้บางสิ่งบางอย่างที่เหลือมา ผมมีทัมบ์ไดร์ฟอันเล็กๆ ซึ่งบรรจุงานเขียนทั้งชีวิตเอาไว้ ฝากคุณพ่อไปกู้ออกมา ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า อยู่ชั้นสองเหมือนกันฮะ คือผมว่ามันก็ต้องสู้ มันต้องมีความหวัง แต่อีกมุมหนึ่งคือเราต้องเผื่อใจและคิดหาทางที่จะเอาชีวิตรอดจากภัยครั้งนี้
เป็นอย่างไรบ้าง
สุชาติ : ก็ต้องออกจากบ้าน อยู่ที่นี่ก็สบายครับ ... [พัก]ที่ตรงนี้ครับ เป็นห้องปฏิบัติธรรมของทางทีวีบูรพาเขา
ขอแสดงความเสียใจด้วย
สุชาติ : ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรนะ มันก็คงจะผ่านไป เรื่องร้ายๆ คงจะผ่านไป ... เรื่องง่ายๆ คือธรรมชาติเขาเอาคืนน่ะ ผมรู้สึกว่าเขาอั้นมานานแล้ว ธรรมชาติของเขาคือเขาต้องจากที่สูงไปหาที่ต่ำ ทุกอย่างที่ผ่านเข้าไปนี่ก็--ผมคิดว่าท่าเขาจะเอาคืนนะ ถ้าไม่สามารถจะอยู่กับเขาได้นะครับ นี่เป็นการพิสูจน์ เป็นตัวอย่างที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนราคาแพง มันเสนอให้เห็นว่ามนุษย์สมัยใหม่เห็นแก่ตัว โลภมาก เขาไม่เข้าใจธรรมชาติของน้ำ
บทเรียนครั้งนี้
สุชาติ : สอนยังไงไม่ทราบละ แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องรับรู้ร่วมกัน เป็นความเจ็บปวดร่วมกัน ในแต่ละแง่มุมผมเข้าใจว่าความสูญเสีย--เหตุที่เกิดขึ้น--ก็คงจะมีความหมายต่างๆ กันนะ ของผมก็อาจจะเป็นเรื่องหนังสือ--เรื่องอะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในเรื่องส่วนรวม เราเห็นเลยว่าจริงหรือคนไทยรักกัน เราเห็นแต่ภาพที่ปรากฏขึ้น แต่ว่าเบื้องหลังของมันคืออย่างไร ยกตัวอย่างเช่นของที่คนบริจาคกัน นักการเมืองเอาชื่อไปปิด อะไรทำนองนี้ แล้วก็ลักษณะของการที่--แทนที่จะบอกความจริงทั้งหมดกับประชาชน เหมือนกับเขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไร เขาจึงบอกได้แค่ความจริงครึ่งเดียว ก็เป็นโชคดีของพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เขาเป็นรัฐบาลผมว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ แล้วก็ยังมีปัญหากันในเรื่องการเมืองท้องถิ่นอะไรต่างๆ
สุชาติ : จะพูดว่าอย่างไรดี จะว่าเราประมาทก็ไม่น่าใช่ เพราะเราเตรียมตัวมาพอสมควร แต่อาจเพราะหนังสือมันมาก ที่เตรียมตัวนี่คือยกของขึ้นที่สูง ประมาณหนึ่งเมตร หนึ่งเมตรครึ่ง เทินของขึ้นไป ทำฐานแล้วเอากล่องไปวาง ส่วนใหญ่ก็วางซ้อนกันไป ห้าหกกล่อง แล้วด้านหลังเป็นชั้นหนังสือ ...[หนังสือ]เป็นแสน ถ้านับแบบทุกเล่ม ... ผมตั้งใจ คิดในใจแล้วว่าจะให้ จะบริจาค แต่ให้มันเป็นที่เป็นทางเป็นระบบ จะให้กับองค์กรหรือห้องสมุดสักแห่งหนึ่ง ก็เตรียมตัวยกของขึ้นที่สูงแล้วรอคอย ฟังข่าว แต่เราประเมินผลไม่ถูกเลยว่าน้ำจะมาแค่ไหน [บ้านอยู่]ปากทางที่เขาเรียกหลักหก ที่เขาพยายามจะกั้นไม่ให้น้ำเข้าไปเมืองเอกน่ะครับ ไม่ห่างจากประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ มีทำนบที่ทหารไปตั้งกำแพงกระสอบทราย เพื่อกั้นแม่น้ำที่จะล้นฝั่งมาจากคลองรังสิต เพราะฉะนั้นก็ไม่ห่างจากด่านหน้าเท่าไร
บ้านคุณสุชาติมีลักษณะเป็นแอ่งหรือไม่
สุชาติ : ใช่ เป็นแอ่ง อันที่จริงบริเวณตรงนั้นน่ะ วัดรังสิตแต่ก่อนนี้เขาเรียกวัดทะเลสาบ เพราะฉะนั้นตรงนั้นคือที่ต่ำ [บ้าน]ชั้นสองอยู่ประมาณสามเมตรกว่า ส่วนบ้านที่เป็นชั้นเดียวที่ปลูกติดกัน สามหลังติดกัน เป็นห้องของคุณศรีดาวเรือง ห้องของโมน และห้องทำงาน ห้องของโมนนี่เป็นชั้นหนังสือด้วย เป็นชั้นเดียวนะครับ ก็เก็บของพวกที่อยู่ชั้นเดียวขึ้นที่สูง เทินแล้วด้วยนะฮะ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เขาก็บอกว่าน้ำจะมาถึงสักเมตรครึ่ง เต็มที่สองเมตร เมื่อตอนปีสามแปดมันก็ประมาณเมตรหนึ่ง หนังสือที่มันจมไปนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งย้ายมาจากทุ่งสีกันตอนโดนไล่ที่ ก็หอบๆ กันมา
เมื่อตัดสินใจทิ้งบ้าน
สุชาติ : คือครั้งแรกตั้งใจว่า--ที่เราเทินของ เตรียมเอาเสบียงมาเก็บไว้ชั้นบน ...มีแก๊สปิกนิก คือถึงน้ำจะเข้ามาสักประมาณเมตรครึ่ง เราสู้ได้ ก็ขึ้นไปอยู่ชั้นสอง พอทำนบเขาแตกน้ำก็มาอย่างไว แต่เราพยายามกั้นโดยการทำกระสอบทรายวางไว้ที่ประตู ประตูสองด้านของบ้านสองชั้นนะ แล้วปิดประตูเลย เอาเครื่องสูบน้ำมาไว้ในบ้าน แต่น้ำค่อยๆ มามากขึ้นๆ เครื่องสูบน้ำทำงานไม่ทัน เอาไม่อยู่แล้ว ทีนี้เลยต้องพยายามขนหนังสือที่อยู่ห้องข้างล่าง ก็เลือกไม่ถูก หนังต่างๆ ที่มีอยู่เป็นพันเรื่องพวกดีวีดีต่างๆ นะฮะ ก็พยายามเอาขึ้นไป ตอนนั้นเลือกอะไรไม่ถูก ก็เอาหนังสือที่คิดว่าแพงๆ หน่อย พวกหนังสืออาร์ตต่างๆ ที่เราเสียดาย ... มันก็หนัก ก็พยายามขน น้ำเข้ามาช่วงวันศุกร์ [21 ตุลาคม] ตอนประมาณทุ่มสองทุ่ม น้ำเริ่มเข้ามาแล้ว เราพยายามสูบออก แต่เมื่อสู้ไม่ได้ก็ปล่อยให้น้ำตีระดับเท่ากัน แล้วขนของแบกของขึ้นชั้นบน ภาพเขียนนี่เอาขึ้นไปก่อนแล้ว ภาพเขียนทุกชิ้นตอนนี้อยู่ชั้นสองหมด ส่วนหนังสือก็เอาจากชั้นล่างขึ้นไปเท่าที่จะเอาขึ้นไปได้ บ้านที่มีหนังสือภาษาไทยที่อยู่ชั้นล่างที่เราเทินแล้วนี่ จะว่าอย่างไรล่ะ ที่รู้สึกเสียดายหน่อยคืองานของเราเอง พวกต้นฉบับ ผลงานที่ตีพิมพ์เป็นเล่มของศรีดาวเรือง ของผม ที่วางไว้ในตู้สวยหน่อย ซึ่งก็วางชั้นบนสุดที่คิดว่ามันจะพ้นแล้ว แต่มันก็ไม่พ้น และพวกกล่องต่างๆ ที่เราวางเทินขึ้นไป พอน้ำมาเซาะจนกระทั่งถึงกล่องชั้นล่าง คล้ายๆ มันยุ่ย ฐานก็เสียสมดุล ก็ล้มหมดเลย เข้าไปดูหลังจากนั้นจะเห็นว่าตู้เย็นที่เทินสูง เครื่องซักผ้า ลอยหมด พวกของต่างๆ ก็ลอย โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ของประจำบ้าน ก็เอาเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นไปได้ ตอนนั้นยังขนของอยู่เกือบทั้งคืน ไม่ได้พัก คืนวันศุกร์น่ะนะ จนกระทั่งเช้าวันเสาร์ก็อีกเกือบทั้งวัน
คิดจะโทรให้คนอื่นมาช่วยขนหนังสือออกจากบ้านหรือไม่ หรือคิดว่าน้ำจะไม่ท่วม
สุชาติ : คิดแล้วว่าท่วม แล้วคนอื่นก็มีปัญหาของเขา ไม่สามารถจะมาขนอะไรได้ คุณเคยไปที่บ้าน เพราะฉะนั้นก็รู้นะฮะ ทางเข้าก็ลำบาก ก็พยายามช่วยให้ได้มากที่สุด แต่ที่บอกว่ามันน่าจะเอามาเสียก่อน งานของเราเองนี่กลับลืม มันอยู่อีกบ้านหนึ่ง เราก็คิดว่าอยู่สูงแล้ว แต่ตอนนี้กลับไปดูอีกที ชั้นนั้นมันจมแล้ว ทั้งๆ ที่มันอยู่สูง ที่เสียดายหน่อยก็พวกโลกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ พวกนี้ ถนนหนังสือ หนังสือพวกนี้ส่วนหนึ่งคงหาได้ไม่ยากแล้ว เพียงแต่ถ้ามันอยู่กับเราก็คงดี หนังสือที่น่าเสียดายน่าจะเป็นหนังสือที่เก็บสะสมไว้ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา แล้วสะสมเรื่อยมา หนังสืออ่านเล่นสมัยที่ขโมยสตางค์แม่ซื้อรุ่นนั้นไม่รู้หายไปไหนหมด ก็น่าเสียดาย แต่ที่เริ่มสะสมหนังสือเก่าจากแผงสนามหลวง ทั้งหนังสือภาษาฝรั่ง หนังสืองานศพ หนังสือประวัติศาสตร์ ประเภทชุมนุมนิพนธ์ ประเภทพงศาวดารต่างๆ ผมเห็นแล้วสะสมไว้เนื่องจากผมเองเรียนมาทางนี้ แต่ยังไงก็ตาม หนังสือที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผมด้วยคือหนังสือประเภทเอกสารชั้นต้นของนิตยสารรุ่นเก่า คือรุ่นประมาณแปดสิบปีก่อน รุ่นสมัยรอยต่อระหว่างรัชกาลที่หกกับรัชกาลที่เจ็ด ส่วนใหญ่เป็นพวกนิตยสาร สมัยก่อนนี้เขาเรียกหนังสือพิมพ์ ทั้งๆ ที่พิมพ์ออกมาเป็นรูปนิตยสาร ก็เก็บสะสมไว้เช่น ศัพท์ไทย, เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ อธิปัตย์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาสมัยสิบสี่ตุลา ก็จมน้ำไปเหมือนกัน หนังสือพิมพ์นี้เก็บไว้ส่วนหนึ่ง ไม่รู้เก็บไว้ทำไม เหลืองกรอบไปหมดแล้ว ตั้งใจอยู่ว่าจะให้ เห็นทางไทยพีบีเอสตั้งใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ เคยคิดว่าจะให้กับสถาบันปรีดี และแม้แต่ที่ธรรมศาสตร์เอง
คนศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์เก่าๆ จำนวนมากจะแวะเวียนไปบ้าน
สุชาติ : ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ขอไปดูข้อมูลว่ามีอะไรเก็บไว้บ้าง พวกที่เขาจะทำงานวิจัย พวกที่เคยไปบ้านก็เป็นดอกเตอร์กันหลายคน มีหลายคนที่พูดไปอาจจะไม่รู้จักแต่ก็ไป ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ที่มีชื่อเสียงหน่อยเป็นที่รู้จักก็ ดร. เกษียร เตชะพีระ, ประจักษ์ ก้องกีรติ, ดร. สดชื่น ใจประสาสน์ อย่าง อ. สดชื่นอยากดูพวกเอกสาร พวกนิตยสารเล่มละบาทในสมัยก่อน รุ่นสักสามสิบสี่สิบปีก่อน ว่ามันมีความคิดเรื่องเซอร์เรียลลิสม์เข้ามาในวงวรรณกรรมไทยหรือยัง ... พอรู้ความประสงค์ ผมจะเอาหนังสือพวกนี้เลือกมาให้เลย ไม่ต้องไปค้น
มีนิตยสารอื่นเช่น ฟ้าเมืองทอง ฟ้าเมืองไทย ลลนาตั้งแต่เล่มแรก สีสัน...
สุชาติ : คือมันอยู่ชั้นล่าง เพราะว่านิตยสารพวกนี้มีมากมาย ส่วนใหญ่คนเขาไม่เก็บกัน แต่ผมเห็นว่าเขาอภินันทนาการ ก็ไม่ทิ้ง ถูกไล่ที่ก็เอามันมาด้วย หนักจะตายหนังสือพวกนี้ อันที่จริงน่าจะบริจาค แต่ว่าเมื่อเขายังให้มาอยู่ มีหลายเล่มที่ปัจจุบันเขายังส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ เช่นศิลปะวัฒนธรรม สารคดี สีสัน ระยะหลังมีขวัญเรือน GM นิตยสารตั้งแต่สมัยรุ่นหนังสือแมน หนุ่มสาว เหล่านี้ไปหมด
ความเป็นอยู่เมื่อพักที่ทีวีบูรพา
สุชาติ : นอนตรงนี้ แบบนี้ละครับ (ภาพเสื่อปูยาวที่พื้น มีกองหมอน) ผมชอบนอนแบบนี้ [ศรีดาวเรืองและโมน] ก็อยู่ด้วยกัน มีคนอื่นๆ ที่เขาเป็นผู้ประสบภัยด้วยเข้ามาอยู่ด้วยกัน เตรียมที่[เพราะ]อาจมีคนอื่นๆ มาอยู่ด้วย ทางเช็ก (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ จากทีวีบูรพา) กับเวียง (วชิระ บัวสนธ์ สำนักพิมพ์สามัญชน) --ศิษย์เก่าช่อการะเกด--เขาเป็นห่วง ไม่ลำบากครับอยู่ตรงนี้ สบาย สบายมาก อาหารการกินก็ครบทุกมื้อ
หนังสือที่เสียหาย
สุชาติ : ความเสียหายมันมีแน่ แต่ก็ยังมีเหลืออยู่บ้าง สิ่งที่เหลือรอดถ้าหากว่าน้ำไม่ท่วมถึงชั้นสอง ซึ่งเราภาวนาให้เป็นเช่นนั้นนะฮะ ภาพเขียนทุกชิ้นก็ยังอยู่ แล้วหนังสือบางส่วนที่ขนขึ้นไปก็ยังมีอยู่ ซึ่งถ้ามันยังอยู่นี่ผมคิดว่ามันไม่ถึงกับหมดไปเสียทีเดียว ถ้าไฟไหม้นี่คงจะหมดไปทีเดียวเลย
กลับไปดูบ้านสองครั้งแล้ว
สุชาติ : ตอนนั้นพยายามจะหาดิสก์ให้ได้ ไม่รู้ไปวางไว้ไหน เป็นดิสก์ต้นฉบับที่เขียน ส่วนหนึ่งพิมพ์แล้ว เป็นต้นฉบับที่เขียนแล้วบรรจุข้อความในฮาร์ดดิสก์ ยังหาไม่เจอ ... เรือเล็ก[ที่กลับไปบ้าน]ก็ได้ของที่โมนเขาสั่ง คือรถไฟยอดรักของเขา เขาใส่เป้ของเขาไว้เรียบร้อย ก็ไม่ลำบาก ... ได้มาเต็มเป้ เรือมันเล็กฮะ นักข่าวก็ไปกันหลายคน
ไปอีกเมื่อวานนี้ ได้อะไรบ้าง
สุชาติ : ครั้งหลังที่ไปนี่ตั้งใจว่าจะอยู่ คิดว่าน้ำทรงตัวแล้ว ขั้นบันไดอีกหกเจ็ดขั้นจะถึงชั้นสอง ประมาณเมตรหนึ่ง ก็คิดว่ามีเพื่อนบ้านที่มีบ้านสามชั้นและมีแพ ถ้าฉุกเฉินผมสามารถว่ายน้ำไปหาเขาได้ ครั้งแรกคิดว่าจะเอาภาพเขียนไปไว้ที่เขา แต่ทุลักทุเล คือเราประเมินว่าถึงแม้จะมีน้ำเข้ามาอีก--เนื่องจากมันยังมีเข้ามาอีก มันคงจะกระจาย น้ำคงจะซ่านไปตามที่ต่างๆ เพราะว่าที่ปิดกั้นไว้ไม่ให้ท่วมเมืองเอก ไม่ให้ท่วมคลองเปรมประชากรนี่ มันจบแล้ว ที่น้ำท่วมตรงนี้มากเนื่องจากว่าเขาพยายามกั้น ไม่ให้น้ำระบายออกไปทางเมืองเอก แล้วเป็นที่ต่ำด้วย พอทำนบมันแตก แทนที่น้ำจะมาระดับเมตรสองเมตร ก็กลายเป็นสามเมตร ขณะนี้ประมาณสามเมตรครึ่งนับจากดินขึ้นมา บ้านสองชั้นซึ่งชั้นสองค่อนข้างสูง ก็ประเมินว่าหากเป็นเช่นนี้ น้ำมาอีกก็คงกระจายไปแล้ว ไม่กี่วัน แล้วเขาคงจัดการแก้ปัญหาตรงนี้ได ้ เพราะมีบทเรียนมาแล้ว
ที่อยากกลับไปอยู่เพราะอะไร เพราะของมีค่าคือหนังสือและภาพวาดหรือ
สุชาติ : ก็วางไว้ระเกะระกะมาก เอาหมาขึ้นไปอยู่ด้วย [เลี้ยงหมา 7 ตัว]เอาออกมาตัวหนึ่ง ตัวเล็กๆ ตอนนี้อยู่ที่นี่ ส่วนอีกหกตัวต้องเอาขึ้นไปอยู่ที่ระเบียงด้านหน้า ปล่อยเขาอย่างนั้น [ระเบียง]ไม่กว้าง พวกนักข่าวที่ไปสองครั้งนี่เหยียบขี้หมาไปตามๆ กัน มีอาหารทิ้งไว้ เป็นห่วง ... คือตอนไปคราวแรกที่พวกคนค้นคนเข้าไป หมามันว่ายตามมาสี่ตัว ปรากฏว่ามันมาถึงที่รางรถไฟสองตัว อีกสองตัวหายไป จำได้ว่าเห็นว่ามันไปเกาะอะไรสักอย่างหนึ่ง มันว่ายไม่ไหว แล้วกลับไปอีกทีปรากฏว่ามันอยู่ครบ เราก็คิดว่ามันจมน้ำตาย ... ส่วนที่เป็นห่วงหมาก็มีอยู่ แต่ส่วนที่คิดว่ามันอยู่ได้แล้วละ เพราะบ้านข้างๆ ที่เป็นบ้านสองชั้นเขาก็ยังอยู่ แล้วไม่ไกลจากทางรถไฟเท่าไร มีแพของเพื่อนบ้านด้วย ก็คิดอยู่ว่าจะกลับไปอยู่ แต่เนื่องจากว่าของมันระเกะระกะ ขี้หมาก็เต็มไปหมด ไฟก็ตัดด้วย เลยคิดว่ามาอยู่ที่นี่แล้วกัน น้ำลดค่อยกลับไปดูความพินาศ [ถ้าน้ำลงแล้ว]ได้ศิลปะแบบใหม่ก็ได้ เราตั้งใจว่าจะเอามันไปถมเป็นถนน แล้วตั้งชื่อว่าถนนหนังสือ คือเอาซากของมันที่เป็นซากนอนอยู่ใต้น้ำ รวมทั้งพวกของที่สูญเสียไปแล้วนะฮะ ทำเป็นถนนเพราะแถวนั้นเป็นทางต่ำ เวลาใครมาก็เดินไปบนโน้น เราโบกปูนทับ (หัวเราะ) ก็ถือว่าต้องมองไปในฐานะที่ว่ามันผ่านไปแล้ว มันกลับคืนไม่ได้แล้ว ถ้าผมยังโชคดีมีชั้นสอง ก็ยังมีอะไรเหลืออีกเยอะ หนังสือที่สูญหายไปก็พูดกับหลายคนแบบติดตลกว่า คงจะเป็นเพราะว่าคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ พระแม่คงคาเลยอยากอ่านหนังสือแทน ก็ยกให้ท่านไป อย่าให้ท่านอยากดูภาพเขียนขึ้นมา ... อีกเมตรเดียว
สุชาติ : ก็ไม่คาดคิดนะว่ามันจะเกิดขึ้น แล้วสมบัติบ้า จะเรียกอย่างนี้ได้หรือเปล่าไม่รู้นะ ที่เก็บมาช้านานเป็นโกดัง บ้านมันไม่ใช่บ้านเลย เป็นโกดัง ผมนอนอยู่ท่ามกลางหนังสือรอบตัว ทำชั้นเหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านไปเลย หนังสือมีครบทุกด้านของบ้าน รวมทั้งชั้นของบ้านอื่นๆ ด้วย มันมากไป...นะ แล้วผมไม่ได้เลือก ใครให้หนังสืออะไรมาผมไม่ทิ้ง ยิ่งเขาเซ็นมาให้ด้วย ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่น่าจะเก็บไว้เลย หนังสือก็อย่างนั้นๆ น่ะ ด้วยความคิดว่าเขานับถือเรา ก็เก็บไว้ หนังสือทุกเล่มพวกที่เขาให้อภินันทนาการมานี่นะ เมื่อกี้เอ่ยชื่อคุณสุวรรณี สุคนธา ก็ตั้งแต่เล่มแรก แม้แต่แพรวก็เล่มแรก อะไรแบบนี้ หนังสือกะรัตที่คุณมกุฏ อรฤดีเขาทำ ก็มีตั้งแต่เล่มแรก ศรีบูรพานี่เป็นนิตยสารสุภาพบุรุษรายปักษ์ ซึ่งไปยืมของคนอื่นเขามาด้วย เอาขึ้นได้บางส่วน บางส่วนหายไปจมไป พ็อกเก็ตบุ๊กนี่เยอะที่สุด ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ พ็อกเก็ตบุ๊กรุ่นใหม่นี่มีทั้งพวกรวมเรื่องสั้น รวมบทกวี
ที่เสียดายคงเป็นสูจิบัตรงานศิลปะของไทย ไปดูงานศิลปะที่ไหนมักจะได้ติดมือมา รวมทั้งสูจิบัตรตั้งแต่รุ่นสมัยที่ผมเริ่มรู้จักเพื่อนศิลปินทั้งหลาย เวลาเขาไปแสดงงาน รวมทั้งหามาได้ตั้งแต่รุ่นก่อน ตั้งแต่เริ่มมีการแสดงศิลปะในบ้านเรา ก็เก็บไว้ เพราะว่าพอเริ่มสนใจเรื่องศิลปะนี่ ไอ้พวกนี้มันเลยกลายมาเป็นของสะสมอีกอย่างหนึ่ง รวมทั้งพวกหนังสืออาร์ตบุ๊กต่างๆ เล่มใหญ่ๆ ราคาแพง มีคนให้มาบ้างซื้อเองบ้าง แล้วนิตยสารพวกอาร์ตฟอรัม อาร์ตอินอเมริกา พวกนิตยสารศิลปะทั้งหลาย ส่วนใหญ่แล้วคนจะซื้อ--สมัครเป็นสมาชิกให้ ส่วนหนึ่งยกขึ้นไปได้ แต่ว่าไล่ไม่ทันน้ำ น้ำเขาไล่กินทีละชั้นละชั้น ทำไม่ทัน พอมาถึงตอนช่วงบ่ายก็ล้าแล้วครับ ตั้งแต่ตอนคืนวันศุกร์จนถึงกระทั่งบ่ายวันเสาร์ ก็ยังขนอยู่นะฮะ ขึ้นชั้นสอง ตกน้ำบ้างอะไรบ้าง ถึงประมาณสักห้าหกโมงแล้ว ใกล้ค่ำแล้ว มืดแล้วนะฮะ ก็เริ่มคิดแล้วละ เพราะน้ำนี่มันจะหยั่งไม่ถึงแล้ว
ก็ตัดสินใจ ปรึกษาสองคนทั้งแม่ลูก ผมบอกว่าผมจะอยู่ เขาก็จะอยู่ด้วย ตอนนี้มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นแล้วมันค่ำแล้ว มือถือแบ็ตหมดเพราะไฟไม่ได้ชาร์ตไว้ ก็ตัดสินใจว่าออก เอาไอ้แกลลอนน้ำมัน มีข้างบ้านเขาเอาแกลลอนเล็กๆ มาผูกเชือกให้ติดกัน แล้วให้มาสองคนคือสองชุด ใช้นี่หนีบจั๊กกะแร้แล้วลอยคอออกมา ส่วนโมนเขาเกาะต้นกล้วย ... น้ำเริ่มแรงแล้ว คุณศรีดาวเรืองเขาว่ายน้ำไม่เป็น แต่ว่าตอนออกมานั้น บางจุดเท้ามันไม่ถึงพื้นแล้ว ก็ลอยคอออกมาจนกระทั่งถึงทางรถไฟ ซึ่งตอนนั้นมืดแล้วฮะ ทั้งมดทั้งยุงทั้งน้ำ...เน่าแล้ว พอขึ้นทางรถไฟได้ก็ไปขอมือถือของเพื่อนบ้านแล้วโทรหาเวียง เขาก็มารับ เขาเลยมาที่นี่ เพราะทางทีวีบูรพาเคยติดต่อไปก่อนหน้านั้นแล้วช่วงบ่าย ว่าถ้าหากจะให้ไปรับหรืออะไรให้บอกได้ เช็กคงสั่งไว้นะฮะ แต่ว่าผมดื้อ ดื้อจนนาทีสุดท้าย อยากจะอยู่กับมัน คือมีความรู้สึกเหมือน...เคยเล่าให้คนค้นคนไป บอกว่าพยายามจะช่วยชีวิต เหมือนคุณสืบเขาช่วยชีวิตสัตว์ตอนที่น้ำท่วม ช่วยให้ได้มากที่สุดอะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่าจะช่วยเอาหนังสือขึ้นไปให้พ้นน้ำ พ้นน้ำคือชั้นสอง พยายามจะขนให้มากที่สุด ช่วยกัน[สามคน] หนังสือหนักๆ ส่วนใหญ่วางไว้ตรงบันไดบ้าง ตกน้ำไปบ้าง พวกดีวีดีด้วยก็ขนขึ้นไปเท่าที่จะทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจมน้ำ ใต้พื้นที่น้ำท่วมตอนนี้คือพวกหนังสือที่ล้มลงมา รวมทั้งพวกเศษอะไรต่างๆ คือไม่ต้องไปกู้มันแล้วฮะ เพียงแต่เก็บมันออกมา แล้วให้มันเป็นงานศิลปะ (หัวเราะ)
เคยคิดจะเอาหนังสือเก่าถ่ายเป็นดิจิทัลไหม
สุชาติ : มันต้องทำแล้วฮะ ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่ามันควรมีการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ วิธีให้ความสำคัญเรื่องนี้คือต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นองค์กร ในระดับที่นอกเหนือจากหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเขาทำอยู่แล้วนะฮะที่แปรสภาพจากหนังสือเป็นดิจิทัล ไอ้หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ หรือช่อการะเกด งานของผมนี่ไม่เป็นไรหรอก เพราะทางธรรมศาสตร์เขาเอาไปทำเป็นดิจิทัลแล้ว เขาขออนุญาตไปเรียบร้อยแล้ว มันเป็นคลาสสิกน่ะถ้าตัวตนของมันยังอยู่ อันนั้นมันแค่คนไปกดเห็นสิ่งที่มันเคยปรากฏอยู่ หนังสือทุกเล่มควรเป็นดิจิทัลให้หมดนะฮะ แล้วหนังสือที่เป็นรูปเล่มก็ควรเก็บไว้อย่างเป็นระบบมากที่สุด
หนังสือที่เก็บ
สุชาติ : หนังสือพิมพ์นี่ช่วงสิบสี่ตุลา พวกนิตยสารของพวกหนังสือพิมพ์รายสามวัน พวกอธิปัตย์ ประชาธิปไตย เสียงใหม่ ประชาชาติ เสียงอ่างทอง ต่วยตูนก็มี ต่วยตูนนี่เขาเคยให้มาระยะหนึ่ง คือไม่รู้เก็บไว้ทำไมนะฮะ หนังสือเล่มละบาทนี่เสียดายมาก ส่วนหนึ่งนี่เป็นหนังสือที่ทำมาเพื่อกิจกรรมบางอย่างของนักศึกษาในช่วงรุ่นก่อนและหลังสิบสี่ตุลา พวกเกษียร ประจักษ์ เขาได้ข้อมูลจากหนังสือเล่มละบาทพวกนี้ นิตยสารของพวกพระจันทร์เสี้ยว ของหนุ่มเหน้าสาวสวย ของกลุ่มอิสระต่างๆ ของนักศึกษา
ความสนใจหลากหลาย
สุชาติ : คือมันมีอยู่ไม่กี่อย่างที่ผมสนใจ หนังสือมาก่อน ต่อมาเป็นเรื่องศิลปะ เรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็เป็นความสนใจ รู้สึกว่าเราสามารถทำประโยชน์อะไรได้จากสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้เก็บไว้เพื่อคนอื่น เพราะอย่างที่บอก ผมเตรียมแล้วละ ถ้ามันไม่เป็นมูลนิธิ ไม่เป็นกองทุน ไม่จัดตั้งเป็นห้องหนังสือที่ให้คนมาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะให้องค์กร เตรียมนะฮะ อย่างนิตยสารอยากให้เป็นล็อตเลย ใครอยากได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ หรืออาจจะให้กับทางธรรมศาสตร์ แล้วโอเคให้เขาตั้งชื่อไปเป็นชื่อของคนบริจาค เหมือนห้องป๋วย อึ้งภากรณ์ ห้องสุภา ศิริมานนท์ ... ก็...มันจบไปแล้ว ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น คือส่วนหนึ่งผมเป็นนักอ่านก็จริง แต่ผมเป็นนักสะสมด้วย คงไม่แตกต่างจากคนสะสมรถยนต์หรอก ที่เขาเอารถขึ้นไปจอดบนทางด่วน แต่หนังสือมันไปไม่ได้ มันหนักน่ะนะผมว่า ก็ช่วยมันเท่าที่ช่วยได้... มาย้ำกันบ่อยๆ ทำให้รู้สึกเสียดาย (หัวเราะ)
สรุปเหตุการณ์
สุชาติ : ไม่อยากโทษอะไรนะ เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ สิ่งที่รู้สึกได้อย่างหนึ่งคือไอ้ความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่ทำให้เราเตรียมตัวต้อนรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ส่วนนี้ที่ทำให้ผมสับสน เตรียมตัวไม่ถูก จะเรียกว่าเป็นความประมาทก็ได้
นันทพร : ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความประมาทของเราคนเดียว
สุชาติ : ไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว (ยิ้ม) คือแต่ก่อนนี้นะ ผมว่าโดยสภาพแล้ว เราเป็นประเทศอยู่ในภูมิศาสตร์ภูมิประเทศที่น้ำหลากทุกปี คนแต่ก่อนนี้เขาปลูกบ้านใต้ถุนสูง เวลาน้ำมาไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ลอดผ่านใต้ถุนไป แต่ก่อนนี้ยังมีป่าไม้ มีป่าต้นน้ำ แต่เดี๋ยวนี้ธรรมชาติถูกดัดแปลง เป็นบ้านจัดสรร เป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นคูคลองถนน มันทำให้ธรรมชาติมึนงง เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าเขาจะทำยังไง เขาก็เรียกคืน เขารวมพลังของเขา ผมเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งนะครับ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าพูดถึงความเสียใจหรือความเสียดายนี้ ผมคิดว่าคนอื่นคงมีความรู้สึกอย่างนี้มากกว่าผมนะ ของผมนี้เป็นไปในเรื่องหนังสือ ซึ่งผมถือว่ากระทรวงวัฒนธรรมหรือหอสมุดแห่งชาติเขาคงจะมีเก็บอยู่แล้ว ของผมนี่เป็นส่วนของเอกชนเล็กๆ ก็ช่างมันเถอะ แต่มีความรู้สึกว่า คงไม่ค่อยอยากสะสมหนังสืออะไรอีกแล้ว
สุชาติ : คือยังมีที่เหลือรอดนะ ข้างบนนะอีกเยอะเลย คือไอ้ที่อยู่ในบ้านผมเนี่ย ก็ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยที่สุดจะได้ทำให้บ้านผมเป็นบ้านสักที ไม่ใช่เป็นโกดังเก็บหนังสือ ... เราอยู่ในสายอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นมีคนที่อยากให้เรารับรู้ว่าเขาทำอะไร เขาเขียนอะไร แล้วผมเก็บมันไว้ด้วยความรู้สึกว่าเขานับถือเรา เราก็ต้องให้ความนับถือเขา
มีส่วนสร้างนักเขียน
สุชาติ : เขาเติบโตด้วยตัวเขาเองนะ ผมได้แค่เป็นทางผ่าน เป็นบรรณาธิการต้นฉบับ เออ พูดถึงเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงเก็บพวกต้นฉบับของพวกนักเขียนผ่านเลย ผ่านรอทั้งหลาย ตั้งแต่สมัยช่อการะเกดยุคแรก ยุคที่สอง กระทั่งยุคที่สามก็ผูกมัดไว้ ตอนนี้มันจม แต่เข้าใจว่าคงจะเห็นเป็นซาก คือมัดไว้ กะอยู่ว่าเราไม่ได้ส่งคืนเขาใช่ไหม ยังคิดว่าเอามาทำเป็นงานศิลปะอะไรสักอย่าง แล้วให้เขามาค้นดูต้นฉบับเก่าๆ ของเขาที่ส่งมา แล้วไม่ผ่านพิมพ์ ไม่ได้ตีพิมพ์ แต่มันจมไปหมดแล้ว
รับอาสาสมัครขนย้ายศพหนังสือ บ้านคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี - โพสต์เมื่อ 21 ธันวาคม 54
ข่าวจากพี่เวียง (วชิระ บัวสนธ์)
ประกาศด่วน! รับอาสาสมัครขนย้ายศพหนังสือ บ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี
เวลาทำการ วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม 2554 เวลา 10:00-17:00 น.
จำนวนที่ต้องการ 10 คน
คุณสมบัติ
1. ไม่เกี่ยงงานหนัก (ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาชนหรือศิลปิน)
2. ไม่ขวัญอ่อน หากเจองู หรือสัตว์มีพิษ รวมทั้งไม่รังเกียจเห็บหมา
3. ไม่มากเรื่องด้วยประการทั้งปวง
4. หาทางไปและกลับด้วยตนเอง
อุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียมไปให้พร้อม
1. รองเท้าบู๊ต ถุงมือยาง ผ้าคาดปากและจมูก
2. น้ำท่าอาหารของแต่ละคน (กี่มื้อก็คิดกันเอาเอง)
ลักษณะงาน
1. ขนย้ายซากศพหนังสือ ตลอดจนขยะต่างๆ
2. ขัดถูพื้นและล้างถ้วยล้างชาม
หมายเหตุ
1. กรุณาแจ้งความจำนงกับผมโดยตรง ทางหน้า facebook หรือกล่องข้อความ
2. ทั้งหมดนี้ ผมไม่เพียงปรึกษาหารือกับพี่สุชาติ และพี่วรรณา ศรีดาวเรือง สวัสดิ์ศรี หากเจ้าบ้านทั้งสองยังอนุมัติเรียบร้อยแล้วครับ
"เหตุที่ต้องประกาศรับอาสาสมัคร ก็เพราะวันนี้ ผมกับชาวนิตยสาร Way อีก 6 ชีวิต ได้เข้าไปทำความสะอาดบ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี กันมาอีกรอบแล้วครับ และพบว่า ถ้าไม่ระดมแรงงานเข้าไปเสริมช่วย อาศัยแต่แรงงานเจ้าบ้านทั้งสองกับคนงานอีกหนึ่ง ท่าทางจะต้องใช้ชีวิตในอ้อมแขนของซากศพหนังสืออีกนานพอสมควรเลยหละครับ"
ข่าวคุณสุชาติก่อนหน้านี้ :
* รายงานเพิ่มเดิม : บ่ายวันนี้ ผมกับพรรคพวกอีกสามพากันไปบ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี เพื่อช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด "ผมอยากขอรับบริจาคเจ้าตู้แช่ (หนังสือ) นี้ครับ"
* แจ้งข่าว กรณีหนังสือจมน้ำ บ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ถึงผู้ประสงค์จะมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ศพหนังสือบ้านคุณสุชาติ
* รายงานความคืบหน้า กรณีช่วยชีวิตหนังสือบ้านพี่สุชาติ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ดูแลเรื่องตู้แช่แข็งหนังสือให้คุณสุชาติ
พิพากษา "โจ กอร์ดอน" - โพสต์เมื่อ 8 ธันวาคม 54
ศาลอาญาตัดสินให้นายเลอพงษ์ หรือ โจ กอร์ดอน ถูกจำคุก 2 ปี 6 เดือน คดีหมิ่นเบื้องสูง จากการเผยแพร่และแปลหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาภายในราชอาณาจักร นายโจ กอร์ดอนเป็นคนไทยสัญชาติอเมริกันที่ถูกจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2554 หลังการพิพากษา ทนายกล่าวว่าจะไม่อุทธรณ์แต่จะยื่นเรื่องขออภัยโทษ
* ศาลตัดสินจำคุก "โจ กอร์ดอน" 2 ปีครึ่ง จากประชาไท
* ข่าวที่ผ่านมา, โจ กอร์ดอน สารภาพ ศาลสั่งสืบเสาะเพิ่ม พิพากษา 9 พ.ย.54 จากประชาไท
การ์ตูนของ Stephff น่ารักอีกแล้ว นางสาวดอกท้อพูดว่า "อ้วกแล้วยังไม่ดีขึ้นเลย..."
สุดท้ายต้องอ้วกเพิ่มเป็นโคลนนิ่งของเธอชูพาสปอร์ต
ที่น่ารักคือรูป ศปภ. ที่ถือโทรโข่งเขียนว่า "We will FROC You"
วันพ่อนึกถึงพ่อที่ดำรงชีวิตชาวนา ชาวน้ำ มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ลูกของพ่อเสียอีกที่มาอยู่เมือง ลืมชีวิตชาวน้ำ ชาวนาอย่างพ่อ อภิมหาน้ำมาเลยอยู่กับน้ำไม่ได้ใช้ชีวิตไม่เป็น วันพ่อนึกถึงชีวิตพ่อพระคุณพ่อ ได้แต่ยกมือไหว้หน้ารูปของพ่อ วันพ่อปีนี้น้ำแห้งกลับเข้าบ้านได้ ขัดบ้านได้แล้วครับพ่อ
-- คิดถึงพ่อ จากไทยโพสต์
เมืองหนังสือโลก - ประกาศพื้นที่การอ่านต้นแบบ - โพสต์เมื่อ 6 ธันวาคม 54
โครงการเมืองหนังสือโลกโดยการสนับสนุนจาก กทม. เชิญชวนให้ชาวกรุงเทพร่วมเสนอชื่อพื้นที่การอ่านต้นแบบที่น่าสนใจ 30 แห่งผ่านทางเว็บไซต์ โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นพื้นที่บริการประชาชนทั่วไป มีบรรยากาศชวนอ่านหนังสือ มีหนังสือให้บริการ แต่ต้องไม่ใช่ห้องสมุด ร้านขายหนังสือ หรือสำนักพิมพ์ ซึ่งมีการประกาศผลแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือ "วินมอเตอร์ไซค์สี่แยกประชานุกูล" เขตบางซื่อ น่าสนใจว่าวินนี้มีหนังสือให้บริการอย่างไรจึงเป็นพื้นที่การอ่านต้นแบบ น่าชื่นชมยินดีด้วย
เว็บโครงการเมืองหนังสือโลกเสนอสกู๊ป 3 ทูตแห่งการอ่านกับภารกิจเพื่อชาติ 3 ทูตนี้จะเป็นใครดูได้จากภาพน่ารักข้างต้น ว. วชิรเมธีกล่าวว่า "เมื่อคุณหลงรักการอ่าน ไม่ว่าวัสดุที่ใช้อ่านจะเป็นอินเทอร์เน็ต สมุดข่อย หรือ iPad ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป" และที่น่าคิดคือ "อย่าเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่านพบโดยที่ยังไม่ได้ศึกษาหาความรู้จนพอเพียง เพราะบางครั้งสิ่งที่เราอ่านอาจมีวาระซ่อนเร้นของมันอยู่" ซึ่งสะท้อนว่าการอ่านถูกใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการมอมเมาคนได้เช่นกัน ดังนั้น "การอ่านที่ดีจึงเป็นการอ่านที่ไม่เชื่อสิ่งที่อ่านไปเสียทั้งหมด แต่ต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณาจนกระทั่งมีปัญญาเป็นของตนเอง การอ่านต้องทำให้เกิดความคิด" น่าเสียดายที่เยาวชนที่มีความคิดเป็นปกติจำนวนมากยังไม่เข้าใจสิ่งนี้
ส่วนวู้ดดี้ซึ่งรับว่า "สมัยก่อนวู้ดดี้อ่านหนังสือไม่จบเลยซักกะเล่ม อ่านได้แค่ 10 หน้าก็เบื่อแล้ว" แนะนำว่า "ถ้าอ่านไป 5 หน้าแล้วคุณไม่ชอบ คุณวางเลย แล้วไปหาหนังสือเล่มใหม่"
ส่วนน้องเดียวซึ่งเป็นไอดอลของผู้ใหญ่ที่ใช้เกณฑ์ความคิดตัวเองในการควบคุมเด็ก กล่าวว่า "ผมชอบอ่านทุกประเภทเลยครับ เพราะแต่ละประเภทก็จะมีคติเตือนใจที่แตกต่างกัน อย่างหนังสือของพระอาจารย์ ว. เรื่อง Hero คนโดนใจ เป็นหนังสือชีวประวัติบุคคลต่างๆ ที่แต่ละคนจะมีความคิดและแง่คิดที่แตกต่างกัน ซึ่งการดำเนินชีวิตของพวกเขาช่วยสอนเราได้ หนังสือเล่มนี้สนุกและให้แง่คิดกับเรามากๆ ครับ ทำให้ได้รู้จักกับบุคคลสำคัญๆ เช่นมหาตมะคานธี, Nelson Mandela, พระเจ้าอโศก และ Steve Jobs รวมทั้งเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางเราว่า เมื่อเราเห็นสิ่งที่เขาเคยผิดพลาดมาเราก็จะไม่ทำแบบเขา"
ไม่รู้ว่าช่วงนี้ผู้ว่ากทม. หรือนายกฯ มีเวลาอ่านหนังสืออยู่บ้างหรือไม่ ถ้ามีใครถาม นายกฯ จะตอบว่าหนูไม่รู้อีกหรือไม่
ส่วนทีเคปาร์คสตูล ที่ภาวะน้ำท่วมทำให้การก่อสร้างล่าช้า ทำให้คาดว่าต้องเลื่อนการเปิดบริการไปภายในสิ้นปีนี้ อนึ่ง ทีเคปาร์คยะลา เป็นแม่ข่ายในการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต ซึ่งจะกระจายโอกาสในการเข้าถึงการอ่านการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในภาคใต้ โดยเน้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล