|
อยากชวนไปชมรายการ กินอยู่คือ ที่สัมภาษณ์นิวัติ กองเพียร เกี่ยวกับวิถีชีวิตและการทำอาหาร ซึ่งน่าดูมากๆ รายการนี้เผยแพร่ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ บ้านของคุณนิวัติอยู่ในพื้นที่ 400-500 ตารางวา ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการวารสาร เพลงดนตรี ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล (รายการของบางคนที่อยากเป็นชาวนา รวมทั้งหมดแล้ว ยังไม่ดีเท่ารายการสัมภาษณ์ครั้งนี้ครั้งเดียว) ตอนที่ดอทได้ดูรายการนี้ทางทีวี ถึงกับไปซื้อเครื่องปรุงมาทำแกงลาว---แกงเห็ดปลวก (แบบดัดแปลงตามมีตามเกิด เพราะหาเห็ดโคนไม่ได้) ตามที่คุณนิวัติพูดในวันเดียวกันนั้นเลยทีเดียว ใครที่รักการอ่านและการกิน จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด สูตรคือหอมแดง พริก ตะไคร้ ตำให้เข้ากัน ตั้งน้ำให้เดือดแล้วใส่เครื่องที่ตำแล้วเข้าไป ใส่น้ำปลา เห็ด ตามด้วยใบแมงลัก แล้วปิดฝาให้มีกลิ่นหอม อร่อยมากๆ ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 "บ้านผมที่ทำขึ้นมานี่ ทำใส่หนังสือโดยเฉพาะ ถ้าคุณเข้าไปทุกบ้าน ทุกชั้น ทุกห้อง มีหนังสือหมด ไม่มีอย่างอื่น ... หนังสือที่ผมสนใจ ... สนใจมากที่สุดคือศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี
มติชนเลิกจ้าง ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ แล้ว หลังจากเขาทำงานกับเครือมติชนมานาน 26 ปี ประสงค์เป็นผู้ทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ตัวอย่างผลงานของเขาคือการเปิดโปงกรณี "ซุกหุ้น" กับขบวนการคนใช้ของทักษิณ และกรณีเงินกู้เท็จ 45 ล้านบาท ที่ทำให้ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปี บทความชิ้นสุดท้ายของประสงค์ในมติชนคือ คำถามที่ยิ่งลักษณ์ยังไม่(กล้า?)ตอบ ผู้สนใจอ่านงานเขียนของเขาได้จากเว็บไซต์ prasong.com ถึงข่าวนี้จะน่าตกใจ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ (เหมือนตอนเราได้ยินข่าวเอมี่ ไวน์เฮาส์ตายนั่นแหละ) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่
"ถ้ายังเห็นตัวเองเป็นสื่อมวลชน เป็น มติชน จริง ก็ต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ว่ามิได้ลิดรอนสิทธิรับรู้ของมวลชน แต่ถ้าเห็นตนเองเป็นแค่คนขายของขายกระดาษเปื้อนข่าวก็ไม่ต้องตอบ แล้วได้โปรดเปลี่ยนชื่อใหม่ด้วย ก็จะสมควรยิ่ง" -- แก้วสรร อติโพธิ * ยิงคำถามสื่อหมาเฝ้าบ้านยุคปูเหลือใคร จากไทยโพสต์ * อนาคตสื่อในมือระบอบทักษิณ เขียนโดย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จากไทยโพสต์ * ตลกร้าย กรณี ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ถูก มติชน เชิญออก เขียนโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์ จากประชาไท "จุดยืนของนายประสงค์ช่วงที่เป็นนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต่อสื่อเสื้อแดง เป็นอย่างไร ซึ่งรวมถึงคนอย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไล่บี้จนต้องไปพิมพ์หนังสือ Red Power ในประเทศกัมพูชา ทั้งยังถูกจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงคำถามเช่น ในช่วงปี 2552 ซึ่งวิทยุ สถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์เสื้อแดงจำนวนมากถูกไล่ปิด นายประสงค์เคยแสดงจุดยืนบ้างไหมเรื่องความจำเป็นที่สังคมไทยควร ยอมรับความเห็นต่าง --- ประวิตร โรจนพฤกษ์ บรรยากาศสื่อในยุคทักษิณกำลังจะกลับมาอีกแล้ว จากนี้ไปคงมีการควบคุมสื่อ ควบคุมข่าว ปั้นข่าว เบี่ยงเบนข่าวโดยการสร้างเรื่องใหม่ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก ปิดหู ปิดตา ปิดปาก) ขอยกคำกล่าวของกวี จงกิจถาวร มาอีกครั้ง ณ ที่นี้ "เพราะว่าตอนนี้ทักษิณเอาหนังสือพิมพ์หลายฉบับอยู่หมัด แล้วเขากลายเป็นผู้กำหนดวาระข่าว ทั้งที่ในสมัยก่อนเราจะบอกว่าหนังสือพิมพ์เป็นผู้สร้างกระแสข่าว ตอนนี้ไม่จริงแล้ว เพราะทุกเช้าตื่นขึ้นมา นายกทักษิณก็โยนเนื้อไปชิ้นหนึ่ง นักข่าวก็จะตะครุบ ลึกๆ สื่อไทยไม่เคยคิดว่าการสร้างกระแสข่าวหรือการปั่นข่าวจะสร้างได้ทุกๆ นาที ทุกๆ ชั่วโมง ทุกๆ อาทิตย์ ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี 3 ปี ทำหมดเลย ไม่มีใครเชื่อ แต่เป็นอย่างนั้นไปแล้วครับ และจะเป็นอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ น่าแปลกใจหรือไม่ ที่หมาละครสัตว์ตัวแรกที่รีบตีลังกาก่อนใคร คือไทยพีบีเอส
พบกับเหตุผลที่ทำให้มีคนมางานหนังสือฮ่องกงกันล้นหลาม เก็บตกภาพเซ็กซี่ร้อนฉ่า!! เทศกาลหนังสือแห่งชาติฮ่องกง 2011
สำนักพิมพ์ Hodder ในไอร์แลนด์ ออกหนังสือฉบับเล่มเล็กพกพาสะดวก ในชื่อฉบับ flipback ดูรูปแล้วคงเข้าใจว่าทำไมจึงใช้ชื่อนี้ นั่นเพราะการพลิกหน้ากระดาษอ่านในแบบไม่ธรรมดานั่นเอง แทนที่จะพลิกจากขวาไปซ้าย เราพลิกจากล่างขึ้นบนเหมือนเวลาเปิดโน้ตบุ๊ก คุณชอบหนังสือเล่มเล็กๆ หรือไม่ ช่างน่ารักและน่าพกติดตัว ลองนึกภาพหนังสือที่ใส่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเราได้ หรือประมาณ 8 x 12 ซ.ม. ฮ็อดเดอร์ตั้งราคาหนังสือนี้ชนิดนี้ไว้เล่มละ 9.99 ปอนด์ (ประมาณ 483 บาท) ซึ่งถ้าเทียบราคากับ Shades of Grey ของแจสเปอร์ ฟอร์ดแล้ว พบว่าฉบับ flipback แพงกว่าราคาปกอ่อนของหนังสือเล่มเดียวกันเล็กน้อย (ปกอ่อนราคา 7.99 ปอนด์)
รูปเล่มแบบ flipback กำเนิดในฮอลแลนด์ในปี 2009 และแพร่ขยายไปยังสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ และทำท่าจะขยายไปยังประเทศในยุโรปและแถบสแกนดิเนเวีย อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็น flipback แล้วดอทยังนึกรักว่าหนังสือญี่ปุ่นน่ารักกว่าอยู่ดี ทั้งเล่มเล็ก น้ำหนักเบา และเปิดอ่านในแนวเดียวกับหนังสือปกติ (แม้จะอ่านจากหลังไปหน้า) เวลาดอทไปเห็นหนังสือญี่ปุ่นจึงหลงรักหนังสือของเขาที่สุด เพราะเล่มเล็กบางเบา น่ารักน่าอ่านกว่าใคร แถมญี่ปุ่นออกแบบหนังสือสวยมากๆ ต้องรอดูต่อไปว่าจะมีสำนักพิมพ์ไทยลองทำฉบับแบบนี้ออกมาบ้างไหม แต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าทำรูปเล่มขนาดเล็กแต่ให้เปิดจากซ้ายไปขวาดังเดิม และถ้าราคาประหยัดได้ตามขนาดรูปเล่มด้วยก็จะเป็นดีที่สุด
งานนี้ขายหนังสือให้ประชาชนทั่วไปด้วย แต่เขาคิดค่าเข้าชมงานด้วยนะ ผู้ใหญ่คนละ 25 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 96 บาท), เด็ก $10 (38 บาท) โดยมีตั๋วลดราคาสำหรับผู้ไปงานก่อนเที่ยง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่คิดราคา $10 แถมยังมีบัตรซูเปอร์พาส ใบเดียวเที่ยวได้กี่วันก็ได้ ราคา $80 (307 บาท) งานหนังสือฮ่องกง ดังรองๆ จากงานหนังสือกัลกัตตาก็ว่าได้ งานหนังสือกัลกัตตาเป็นงานขายหนังสือใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อมุ่งขายหนังสือแก่ประชาชนเช่นเดียวกับงานหนังสือบ้านเรา งานนี้จัดเป็นเวลา 12 วัน จัดกลางแจ้ง และคิดค่าเข้างานเพียง 10 รูปี (7 บาท) ส่วนปีนี้ไม่ได้คิดเงิน เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี ชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร ปัญหาในงานหนังสือกัลกัตตาก็เหมือนบ้านเราทุกอย่าง คนเยอะทำให้มีขยะมาก รถติด การขโมยของ งานหนังสือฮ่องกงปีนี้มีคนร่วมพันมารอต่อคิวตั้งแต่ตีห้า เพื่อมาซื้อสินค้าพิเศษ เช่น หุ่นตัวละครจากหนังสือหรือการ์ตูน, อัลบั้มภาพของเหล่านางแบบสาวเซ็กซี่นุ่งน้อยห่มน้อย ซึ่งมาโชว์ตัวและแจกลายเซ็นในงาน ปีนี้ทางการห้ามนางแบบเซ็กซี่หลายคนไม่ให้มาโปรโมทอัลบั้มภาพ เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของงาน
อเมซอนบุกตลาดตำราเรียน โดยมีบริการให้เช่าตำราเรียนฉบับอีบุ๊กสำหรับคินเดิล ซึ่งค่าเช่าจะคิดตามระยะเวลาเป็นจำนวนวันจริงในการเช่า (จำนวนวันเช่าต่ำสุดคือ 30 วัน) หากต้องการยืมต่อก็ขอต่อเวลาได้โดยจ่ายตามวันจริงที่ยืมต่อ อเมซอนคุยว่านักศึกษาจะประหยัดเงินได้ถึง 80% ของราคาจริง ราคาตำราในอเมริกาแพงมาก โดยเฉพาะตำราด้านวิทยาศาสตร์ที่เล่มหนึ่งเกือบสี่พันบาท เรื่องราคาค่าตำราจึงเป็นปัญหากับนักศึกษาเรื่อยมา ร้านหนังสือในมหาวิทยาลัยจะมีตำรามือสองมาขาย แต่มักมีสภาพไม่ดีนักและมีจำนวนจำกัด หรืออาจมีโน้ตจากเจ้าของเก่าติดมาด้วย ต่อมาจึงมีการเปิดให้เช่าตำราจากร้านหนังสือในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีครบทุกมหาวิทยาลัยในกลางปีนี้ สมัยนี้มีการแข่งขันให้บริการเช่าตำรากันหลายเจ้า ซึ่งมักรับประกันคุณภาพหนังสือว่า ถ้าไม่พอใจด้วยเหตุผลใดๆ เราก็ขอเปลี่ยนเล่มได้ ตัวอย่างราคาเช่าตำราดีมากๆ เล่มหนึ่งชื่อ Introduction to Algorithms ของ MIT press เป็นดังนี้
อีบุ๊กน่าจะเป็นการแก้ปัญหาราคาตำราได้ดีอีกวิธีหนึ่ง ร้านเช่าก็น่าจะชอบมากๆ เพราะไม่ต้องห่วงสภาพบอบช้ำของหนังสือ ไม่ต้องกลัวจะถูกเขียนโน้ตหรือไฮไลต์ที่ไหน น่าเสียดายที่ปัจจุบัน จากตำราปกแข็ง 1,537 เล่มที่มีขายในเว็บอเมซอน มีเพียง 110 เล่มที่มีขายฉบับคินเดิล ซึ่งตำราดังๆ จำนวนมากก็ยังไม่มีฉบับคินเดิล แต่หากตัวอย่างเป็นดังราคาที่ว่ามาแล้ว นักศึกษาก็ยังควรซื้อตำราใหม่มากกว่าอยู่ดี เพราะไม่ได้ถูกกว่าค่าเช่าเท่าไรนัก ตำราเรียนเป็นธุรกิจที่ตั้งราคาแพงได้โดยไม่ง้อลูกค้า เพราะมั่นใจว่าลูกค้าอยู่ในฐานะจำยอมต้องซื้อ เนื่องจากเลือกไม่ได้ (อาจารย์กำหนดตำราที่ต้องใช้) ประเทศโลกที่สามจึงเต็มไปด้วยตำราอีบุ๊กฉบับเถื่อนมานานแล้ว สรุปว่าพ่อแม่สมัยนี้ควรเก็บเงินเอาไว้มากๆ เพราะตำราของลูกจะแพง แต่คุณจะกลุ้มใจยิ่งกว่าถ้าลูกของคุณไม่สนใจจะซื้อและอ่านมัน
|