|
Bowker รายงานว่าธุรกิจหนังสืออเมริกาในปีที่ผ่านมายังไปได้สวย มีหนังสือใหม่ออกมา 316,480 เรื่องซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 5% แต่ถ้าดูเฉพาะหนังสือที่วางขายในรูปแบบพิเศษ นั่นคือไม่วางขายตามร้านค้าทั่วไป แต่พิมพ์เองขายเอง/ขายตรงผ่านเน็ตเท่านั้น/หนังสือเก่าหรือปลอดลิขสิทธิ์ที่พิมพ์ตามสั่ง จะเห็นว่าตลาดนี้โตขึ้นถึง 169% โดยมีหนังสือออกใหม่ถึง 2,776,260 เรื่อง (โอ้แม่เจ้า) หนังสือที่วางขายทั่วไปตามร้านนั้น ประเภทที่เติบโตมากที่สุดจากปีก่อนหน้า ได้แก่ คอมพิวเตอร์ (มีหนังสือด้านนี้พิมพ์ออกมาเพิ่มขึ้น 51%) วิทยาศาสตร์ (เพิ่มขึ้น 37%) เทคโนโลยี (เพิ่มขึ้น 35%) ส่วนหนังสือที่ออกมาน้อยลงได้แก่ วรรณกรรม (ลดลง 29%) บทกวี (-15%) ประวัติศาสตร์ (-12%) ชีวประวัติ (-12%) หนังสือใหม่ที่พิมพ์ออกมาขายมากที่สุดคือนิยาย (15% ของหนังสือออกใหม่) ซึ่งออกมา 48,738 เล่ม ลดลง 3% จากปี 2009 รองลงมาได้แก่หนังสือวัยรุ่น (10% ของตลาด อย่าเพิ่งตกใจว่ามีการพิมพ์หนังสือวัยรุ่นเพิ่มขึ้นสิบเท่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เว็บลงตัวเลขปี 2009 ผิดโดยตกเลข 3 ในหลักหมื่นไป) ตามด้วยสังคม/เศรษฐศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และศาสนา
ศึกครั้งนี้ทำให้มีการปรับเปลี่ยนส่วนแบ่งที่สำนักพิมพ์ให้ผู้เขียนในการขายอีบุ๊ก แรนดอมเฮาส์แบ่งรายได้ร้อยละ 25 - 40 จากการขายอีบุ๊กหนังสือเก่า/คลาสสิกให้ผู้เขียน แล้วแต่ว่าหนังสือขายดีเพียงใด ถ้ายิ่งขายดีอัตราส่วนแบ่งจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีบุ๊กของหนังสือใหม่มีค่าตอบแทนคงที่คือร้อยละ 25 (ในขณะที่ถ้าไวลีย์ขายตรงผ่านอเมซอน นักเขียนของเขาย่อมได้ค่าตอบแทนมากกว่า อย่างน้อยน่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 75) คาดว่าสำนักพิมพ์ใหญ่อื่นๆ น่าจะคิดเปอร์เซนต์ส่วนแบ่งคล้ายคลึงกันนี้ หนังสือที่พิมพ์ช่วงก่อนปี 1995 มักไม่ได้ระบุเรื่องอีบุ๊กในสัญญา ซึ่งบางสำนักพิมพ์ถือว่าตนย่อมมีสิทธิ์ในอีบุ๊กด้วย แต่ไวลีย์ไม่คิดเช่นนั้น สำหรับหนังสือที่ขาดตลาดไปแล้ว นักเขียนจะได้สิทธิ์ทั้งหมดคืนมาและจะไปขายอีบุ๊กให้ใครก็ได้ ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาเกี่ยวกับหนังสือจาก วอลสตรีตเจอร์นัล ผมคิดว่าหนังสือขายดีส่วนมากเทียบได้กับรายการทีวีตอนกลางวัน ซึ่งเป็นโลกที่แดเนียล สตีลมีค่ามากกว่าเชกสเปียร์อย่างลึกลับ ถ้าพูดกันเชิงเศรษฐกิจล้วนๆ ตอนนี้เธออาจมีค่ากว่าเชกสเปียร์ได้นานระยะหนึ่ง อาจจะหลายเดือนหรือหลายปีด้วยซ้ำ แต่นานๆ ล่ะ เรามีบริษัทรอยัลเชกสเปียร์ที่รวมงานของเชกสเปียร์ ซึ่งจ่ายค่าตอบแทนทุกปีด้วยค่าตอบแทนสูง ธุรกิจของเราคือการระบุ การได้มา และการเดาคุณค่าของหนังสือที่เป็นงานคลาสสิกแท้ๆ หรือเป็นคลาสสิกในอนาคต ถ้าสำนักพิมพ์ทำอย่างนี้ การหาหนังสือด้วยวิธีสุดสัปดาห์บ้าเลือดในลาสเวกัสก็คงมีลดน้อยลง
เรื่องที่อเมซอนเพิ่งประกาศว่าจะเปิดสำนักพิมพ์เป็นหัวข้อใหญ่ที่ทุกคนกล่าวถึง อเมซอนให้ ลาร์รี เคิร์ชบอม อดีตผู้บริหารสำนักพิมพ์เครือไทม์วอร์เนอร์ที่หันมาเปิดบริษัทนายหน้าวรรณกรรมมาผู้บริหาร ซูซาน เคนเนดี ประธานเพนกวินในอเมริกาบอกด้วยเสียงหัวเราะว่า "คนชอบคิดว่าส่วนแบ่งเค้กของคนอื่นนั้นง่ายๆ เรากระโดดเข้าไปร่วมวงก็ทำได้ ดีแล้วที่อเมซอนจะทำสำนักพิมพ์ เขาอาจจะรู้สึกเคารพขึ้นมาก็ได้ว่ามันยากเย็นแค่ไหน เข้ามาสิ ลองดูสิ ทำไปเลย มันไม่ง่ายเท่าไหร่หรอก" แต่สำนักพิมพ์ทั่วๆ ไปไม่สบายใจนัก อเมซอนยังไม่แจงรายละเอียดเรื่องสำนักพิมพ์ ปัจจุบันอเมซอนเปิดช่องทางให้นักเขียนต่างๆ ขายงานตรงทางเว็บอเมซอนโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ โดยขายฉบับอีบุ๊กและฉบับเล่มซึ่งพิมพ์ตามสั่ง นักเขียนขายดีคนหนึ่งที่จะออกผลงานขายตรงกับอเมซอนคือ แบร์รี ไอสเลอร์ ซึ่งเขาหันมาขายตรงกับอเมซอนโดยปฏิเสธเงินครึ่งล้านเหรียญ (15 ล้านบาท) ที่สำนักพิมพ์เซนต์มาร์ตินเสนอให้แลกกับสัญญาเขียนหนังสือสองเล่ม ใครๆ ก็อึ้งเมื่อเขาบอกว่าสู้พิมพ์เองขายเองผ่านอเมซอนดีกว่า เขาคำนวณละเอียดๆ ให้ฟังว่าเงินครึ่งล้านหักค่านายหน้าแล้วเหลือ $425,000 ซึ่งเป็นรายได้ที่เขาจะได้ในเวลาสามปีตามระยะเวลาสัญญาการเขียน ตีว่าเป็นรายได้ปีละ $142,000 พอสามปีผ่านไปก็หมด แต่ถ้าออกอีบุ๊กเขาจะได้รายได้ไปตลอดชีวิต ตอนที่เขาขายงานผ่านสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ขายอีบุ๊กของเขาในราคา $9.99 ซึ่งเขาได้ส่วนแบ่ง $1.49 ถ้าเขาขายเองต่อให้ตั้งราคาถูกๆ ที่ $4.99 และคิดรายได้ส่วนแบ่งร้อยละ 70 จากราคาขายเป็นเล่มละ $3.50 (ซึ่งจริงๆ น่าจะได้เยอะกว่านี้) ตีเสียว่าขายได้เดือนละ 1,667 เล่มซึ่งเขาคำนวณจากยอดขายอีบุ๊กของตน เขาจะได้เงินปีละ $70,000 พอเขาเขียนหนังสือเล่มที่สอง เขาก็จะรายได้ปีละ $140,000 แถมไม่ใช่ได้แค่สามปี แต่ได้ไปเรื่อยๆ ไอสเลอร์ช่างคำนวณละเอียดจริงๆ แถมเขายังรอบคอบด้วยการทดลองเขียนเรื่องสั้นอีบุ๊กขายเองในราคาแพงถึง $2.99 เพราะอยากดูว่าจะขายได้หรือเปล่า ปรากฏว่าเขาได้รายได้ $30,000 ในเวลาหนึ่งปี ดังนั้นการขายเองย่อมดีกว่าเห็นๆ ไอสเลอร์น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนทั้งหลาย อนิจจา วันหลังสำนักพิมพ์จะเป็นเพียงทางผ่านแจ้งเกิด พอเป็นที่รู้จักแล้วนักเขียนก็หันมาขายตรงเสียเอง อย่างนี้น่ะหรือ แต่สำนักพิมพ์ต่างๆ ไม่ได้มองว่าอีบุ๊กน่ากลัวอะไร กลับช่วยให้เงินสะพัดขึ้นด้วยซ้ำไป ถึงอย่างไรอีบุ๊กยังขายดีแต่นิยายเฉพาะทาง (โดยเฉพาะโรแมนซ์หรือเรื่องลึกลับ สืบสวน) แต่อีบุ๊กหนังสือเด็กและงานเขียนสารคดียังไม่ค่อยฮิต สตีฟ เบอร์คู เจ้าของร้านหนังสือบุ๊กพีเพิลในเทกซัสบอกว่าปีที่แล้วร้านหนังสือเขาขายดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ เขาบอกว่าคนเทกซัส "ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอีบุ๊ก" ในงานเอกซโปมีป้ายบอกให้งดใช้กระเป๋าลากและรถเข็น แต่ก็ยังมีบางคนเอาอุปกรณ์พวกนี้มาใส่หนังสือฟรีและของแจกจากบูทต่างๆ (ใครจะอดใจไหว) พอตกเย็นคนในวงการก็ปาร์ตี้กันชื่นมื่น คืนหนึ่งมีรายการปาร์ตี้ให้เลือกไปได้หลายงาน สำนักพิมพ์แรนดอมเฮาส์เยาวชนจัดปาร์ตี้ในเรือบรรทุกเครื่องบิน อินเทรพิด ที่แม่น้ำฮัดสันให้ผู้คนจิบค็อกเทลและชมวิวสวยๆ ส่วนค่ายคนอฟดับเบิลเดย์จัดปาร์ตี้ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสโดยเสิร์ฟฟัวกราส์ (ตับห่าน)
แอนนาเป็นผู้หญิงที่ชอบผจญภัย ในยุคที่ผู้หญิงอยู่กับเหย้ากับเรือน แอนนาท่องไปทั่วโลกและได้เป็นอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของแอนนาให้เราฟัง ฉบับแปลไทยราคา 285 บาท พับลิชเชอรส์วีกลี และนักอ่านบางคนจากอเมซอนให้ความเห็นว่าหนังสือมีข้อด้อยที่มีตอนซ้ำกันมากไปหน่อย ภาษาเขียนไม่ค่อยมีเสน่ห์นัก ไม่มีการวิเคราะห์เรื่องอำนาจระหว่างไทย-ตะวันตก * Great Soul หนังสือเกี่ยวกับคานธีเขียนโดยนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ซึ่งเป็นอดีตบรรณาธิการของนิวยอร์กไทมส์ ทำให้เกิดประเด็นว่าคานธีเป็นเกย์หรือไม่ (ตะลึงข้อมูลใหม่ คานธีเป็นเกย์ จากข่าวสด และบทความที่ดุเด็ดเผ็ดมันกว่ากันมาก หนังสือดังอ้างคานธีวิปริตสุดขั้ว จากไทยโพสต์) ผู้เขียนออกมาบอกว่า "หนังสือไม่ได้บอกว่าคานธีเป็นไบเซกชวลหรือรักร่วมเพศ บอกแต่ว่าเขาถือพรหมจรรย์และแนบแน่นกับคัลเลนบักมาก" สภารัฐคุชราตซึ่งเป็นบ้านเกิดของคานธีมีมติเอกฉันท์ห้ามขายหนังสือเล่มนี้แล้ว * สื่อนอกเผย ไทยจับกุมชายชาวอเมริกันในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ดีเอสไอปฏิเสธประกันตัว | พี่สาวผู้ต้องหาโพสต์ข้อความหมิ่นโวยดีเอสไอจู่โจมจับ จากมติชน ศาลไม่ให้ประกันผู้ต้องหาหมิ่นฯ จาก สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ * หนังสือเด็กประจำปี 54 ไร้ผลงานรางวัลหนังสือดีเด่น จากไทยโพสต์ "เหตุพบข้อบกพร่องเยอะ เนื้อหาไม่ชัดเจน แถมการใช้ภาษา วรรณยุกต์ และพยัญชนะไม่ถูกต้อง" * ร้านหนังสือดาสะ ลดราคาหนังสือทุกเล่ม 20% ถึงสิ้นเดือนนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่เจ็ด ใครชอบหนังสือภาษาอังกฤษแวะไปดูได้ ร้านตั้งอยู่ใกล้สุขุมวิท 28
(ภาพ: ปกหนังสือ The Tale of Khun Chang Khun Phaen แปลเป็นภาษาอังกฤษโดยคริส เบเกอร์และผาสุก พงษ์ไพจิตร)
มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่านออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ให้ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นสองเท่าของจำนวนเงินที่เราจ่ายให้โรงเรียนนำไปซื้อหนังสือ แต่ถ้าเป็นบริษัท จะยกเว้นภาษีเป็นสองเท่าของเงินหรือหนังสือที่มอบให้โรงเรียน สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เป็นจำนวนสองเท่าของเงินที่จ่ายให้โรงเรียน/สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน เพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้ว เงินได้ที่ยกเว้นต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน * อ่านบางความเห็นเกี่ยวกับมาตรการภาษีเงินบริจาคหนังสือ จากประชาไท * ชาวห้องสมุดคิดอย่างไร กับ "พรก บริจาคหนังสือ ได้ลดภาษี ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์" จากพันทิพ "ปัญหาคือเราเอาอะไรไปวัดว่า ข้อมูล หรือ อุดมการณ์ใด เป็นอุดมการณ์ที่ ดี ที่ ถูก และอุดมการณ์หรือข้อมูลใด ผิด หรือเป็น อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ? ถ้าเราใช้เหตุผลเช่นนั้นในการ เฝ้าระวัง หนังสือ เท่ากับเราก็ยอมรับในแนวคิด พี่ใหญ่ หรือ คุณพ่อรู้ดี เราก็จะไม่มีเหตุผลใดที่จะไปเรียกร้องต่อสู้เวลาที่เขาบล็อกเว็บหรือเซนเซอร์หนัง เพราะนั่นเขาก็อ้างว่าทำเพื่อ ความมั่นคง ของชาติ (ประกอบศีลธรรมอันดีด้วย) เช่นกัน" เขาชี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเราจะยอมให้มีอุดมการณ์หลัก (แห่งชาติ) เพียงอุดมการณ์เดียวที่ ได้รับอนุญาต ให้ครอบงำลงสู่ผู้อ่านเท่านั้นหรือ
ริก เจโคสกี เขียนเล่าว่าในการตัดสินรางวัลบุ๊กเกอร์อินเตอร์ "เราเจอนักเขียนจำนวนหนึ่งที่เราคิดว่าน่าจะเขียนหนังสือยอดเยี่ยม แต่ฉบับแปลออกมาน่าสยดสยอง ซึ่งมักแปลโดยบริษัทในท้องถิ่น สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัย หรืออาจารย์ทื่อๆ (มักเป็นคนอเมริกัน) ผมจำได้ว่างานแปลของนักเขียนจีนคนหนึ่งเรียกพ่อแม่ว่า มัม กับ แด๊ด อีกเล่มหนึ่งบรรยายผู้คุมคุกที่ซาดิสม์ร้ายกาจว่า 'ใจร้ายจริงๆ'" เขาบอกว่าตราบใดที่เราไม่รู้ภาษาต้นฉบับ เราบอกไม่ได้แน่ๆ หรอกว่านักเขียนเขียนดีเพียงใด ฟิลิป รอทซึ่งได้รางวัลบุ๊กเกอร์อินเตอร์ปีนี้ก็ยังบ่นถึงการแปล เจโคสกีเห็นว่านักเขียนเลือกคำ วลี และประโยคหนึ่งๆ มาจากทางเลือกเป็นล้านๆ ดังนั้นกระบวนการแปลเพื่อถ่ายทอดคำเหล่านี้เป็นภาษาอื่นจึงยากเย็น เขายกตัวอย่างนักเขียนต่างๆ ที่พูดถึงการแปลเอาไว้ดังนี้ "บทกวีจะสูญไปในการแปล" โรเบิร์ต ฟรอสต์ เจโคสกีบอกว่าเราเจอปัญหาการแปลอยู่ทุกวัน นั่นคือการเข้าใจคนอื่นในภาษาเดียวกับเรา ไม่ว่าจะภาษาของเด็กและผู้ใหญ่ ชายและหญิง คนขาวคนผิวสี ภาษาร่วมสมัยหรือภาษาโบราณ ส่วนเรื่องหนังสือนั้น เจโคสกีชอบดอสโตเยฟสกีมากๆ มีคนบอกเขาว่าน่าเสียดายที่งานแปลเกือบทั้งหมดของดอสโตเยฟสกีที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นขาดสิ่งสำคัญไป นั่นคือดอสโตเยฟสกีนั้นเป็นคนตลก เจโคสกีบอกว่าถึงไม่เห็นความตลกนี้ เขาก็ยังรักหนังสือของนักเขียนผู้นี้อยู่ดี ส่วนงานแปลของบ้านเรานั้น ปราบดา หยุ่นบอกบางกอกโพสต์ว่ากำลังแปล โลลิตา และ A Clockwork Orange
ฟิลิป รอท ได้รางวัลแมนบุ๊กเกอร์อินเตอร์เนชันแนลในปีนี้ ในฐานะที่เป็นนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จระดับโลก โดยได้เงินรางวัล £60,000 (ประมาณสามล้านบาท) รอทบอกว่ายินดีและเป็นเกียรติที่ได้รางวัลนี้ "ในฐานะนักเขียน ผมพึงใจเป็นพิเศษที่มีคนทั่วโลกอ่านผลงานของผม ถึงจะต้องตามมาด้วยความปวดหัวกับการแปลก็ตาม ผมหวังว่ารางวัลนี้จะทำให้นักอ่านทั่วโลกที่ยังไม่รู้จักงานผมสนใจผมขึ้นมา" พอมีการประกาศรางวัลนี้ กรรมการซึ่งเป็นนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ชื่อ คาร์เมน คาล์ลิล ขอลาออกจากคณะกรรมการ (ซึ่งมีทั้งหมด 3 คน อีกสองคนคือประธาน ริก เจโคสกี และ จัสติน คาร์ตไรต์ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักเขียน) คาล์ลินบอกว่ารอท "เอาแต่พูดเรื่องหัวข้อเดิมๆ ในหนังสือเกือบทุกเล่ม เหมือนเขานั่งทับหน้าเราอยู่จนเราหายใจไม่ออก ... ฉันไม่คิดว่าเขาเป็นนักเขียนเลยด้วยซ้ำ ฉันบอกชัดแล้วว่าไม่ใส่ชื่อเขาในรายชื่อผู้เข้าชิง ฉันจึงแปลกใจที่ชื่อเขายังอยู่ เขาเป็นคนเดียวที่ฉันไม่ยกย่อง นอกนั้นก็ดี" แถมเธอถามว่าอีกยี่สิบปีจะมีใครอ่านงานของรอทหรือเปล่า ที่แปลกอีกอย่างคือเมื่อมีการประกาศรายชื่อผู้ชิงรางวัลในปีนี้ จอห์น เลอคาร์เร นักเขียนนิยายสปายขายดีที่ติดโผกลับบอกว่าเขายินดี "แต่ผมไม่แข่งชันชิงรางวัลวรรณกรรม จึงขอให้ถอนชื่อผมออก" เลอคาร์เรเสริมด้วยว่าอยากให้นักเขียนที่ไม่ค่อยโด่งดังมีโอกาสได้รางวัลหนังสือ ช่างเป็นนักเขียนใจกว้างจริงๆ รางวัลแมนบุ๊กเกอร์อินเตอร์ประกาศสองปีครั้งแก่นักเขียนที่เขียนงานด้วยภาษาอังกฤษ หรือนักเขียนที่มีผลงานแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยพิจารณาผลงานโดยรวมของนักเขียนเป็นหลัก ส่วนรางวัลแมนบุ๊กเกอร์ปกติมอบให้ปีละครั้งโดยพิจารณาจากหนังสือที่เข้าชิงชัยกันเป็นเล่มๆ ไป รางวัลนี้ให้สำนักพิมพ์อังกฤษส่งนิยายเข้าชิงรางวัลได้ 2 เล่ม (ไม่ใช่ส่งกี่เล่มก็ได้เหมือนรางวัลหนังสือบางรางวัลในบ้านเรา) โดยรางวัลนี้จะไม่พิจารณาให้นักเขียนที่พิมพ์เองขายเองหรือเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เอง ส่วนรางวัลแมนเอเชียนปีนี้เปิดรับสมัครแล้ว สำนักพิมพ์ไทยที่สนใจส่งนิยายที่เขียนหรือแปลเป็นภาษาอังกฤษ ที่ตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษครั้งแรกในปีนี้เข้าชิงรางวัลได้ สมัครได้ถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ กฎกติกา
การ์เดียน รายงานข่าวว่าสำนักพิมพ์ในจีนจะออก หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของการ์เซีย มาร์เกซ ฉบับถูกลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกในจีนในฤดูร้อนนี้ โดยจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงกว่าหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ (สามสิบล้านบาท) จีนนั้นมีหนึ่งร้อยปีฯ ฉบับแปลโดยไม่ขอลิขสิทธิ์วางขายมาประมาณสามสิบปีแล้ว ซึ่งเมื่อการ์เซีย มาร์เกซมาเยือนจีนในปี 1990 เขาโกรธเรื่องหนังสือเถื่อนมากถึงขั้นลั่นวาจาว่าต่อให้เขาตายไปแล้ว 150 ปีก็จะไม่ยอมอนุญาตให้จีนออกหนังสือเขาเป็นอันขาด ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ต่างๆ ในจีนกว่าร้อยแห่งพยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากการ์เซีย มาร์เกซผ่านสถานทูตโคลัมเบียและสถานทูตเม็กซิกัน แต่ไม่เป็นผล ในปี 2008 Chen Mingjun บรรณาธิการสำนักพิมพ์ทิงกิงดอมเขียนจดหมายถึงการ์เซีย มาร์เกซ โดยบอกว่า "เราแสดงความเคารพข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก เราพยายามทุกวิถีทาง เราตะโกนว่า 'ท่านผู้ยิ่งใหญ่!' ดุจเดียวกับที่ท่านปฏิบัติต่อ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นไอดอลของท่าน จากอีกฝั่งถนนในกรุงปารีส ... เราเชื่อว่าท่านจะโบกมือและตะโกนตอบว่า 'สวัสดีเพื่อน!' ดังที่เฮมิงเวย์ได้กระทำ" จดหมายนี้ได้ผล นำไปสู่การเจรจาและการประมูลขายลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ทิงกิงดอมชนะการประมูลและต้องปราบฉบับเถื่อนให้สิ้นซากเพื่อให้การ์เซีย มาร์เกซชื่นใจ เลิกมองจีนในทางลบ จะว่าไปสำนักพิมพ์นี้ก็ใจถึงจริงๆ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงขนาดนี้ทั้งที่มีหนังสือเถื่อนขายมานาน การ์เซีย มาร์เกซคงคั่งแค้นใจประเทศไทยอยู่เช่นกัน จึงไม่ยอมขายลิขสิทธิ์ให้เสียที ไม่ว่าใครจะติดต่อไปเท่าไรๆ เขาก็ไม่เคยตอบ สงสัยว่าจะต้องหาใครเขียนจดหมายซึ้งๆ ไปโน้มน้าวให้เขาใจอ่อนเสียแล้ว ว่าแต่ถ้าเขาคิดค่าลิขสิทธิ์แพงๆ นี่บ้านเราจะสู้ไหวหรือเปล่านะ
อุมแบร์โต เอโก : โลกนี้มีหนังสือมากกว่าเวลาในการอ่าน เราจึงได้รับอิทธิพลอย่างยิ่งจากหนังสือที่เราไม่ได้อ่านและหนังสือที่เราไม่มีเวลาไปอ่าน มีใครอ่าน Finnegans Wake จริงๆ บ้าง หมายถึงอ่านตั้งแต่ต้นจนจบน่ะ แล้วใครอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลดีๆ บ้าง ตั้งแต่บทปฐมกาลจนถึงวิวรณ์ ใครอยากอ่านเต็มๆ ต้องอ่านจากหนังสือ This is Not the End of the Book ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างสองคนนี้ที่คุยกันเรื่อยเปื่อยเรื่องอนาคตของหนังสือในยุคสมัยดิจิทัล ทั้งคู่เชื่อว่าหนังสือจะยังอยู่ต่อไปได้ดี ส่วนใครสนใจเรื่องวิถีแห่งการไม่อ่าน อย่าพลาดเรื่อง วิธีการพูดถึงหนังสือที่เราไม่ได้อ่าน
เด็กนักเรียนแคนาดาจะได้เจอบรรณารักษ์ในห้องสมุดน้อยลงไปทุกทีๆ เพราะห้องสมุดโรงเรียนหลายแห่งไม่จ้างบรรณารักษ์ เมื่อโรงเรียนถูกตัดงบประมาณ ตำแหน่งแรกๆ ที่จะถูกเขี่ยทิ้งก่อนเพื่อนคือบรรณารักษ์ ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดสดๆ ร้อนๆ อาทิตย์นี้คือคณะกรรมการโรงเรียนคาทอลิกในเขตวินด์เซอร์เอสเสกซ์ซึ่งมีนักเรียนไม่ถึงหนึ่งพันคน ออกมาประกาศปิดห้องสมุดเพราะถูกตัดงบสิบล้านเหรียญ ช่วงปลายทศวรรษ 1990 มีโรงเรียนประถมในออนตาริโอร้อยละ 80 มีบรรณารักษ์ แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงร้อยละ 56 ซึ่งถ้านับห้องสมุดที่มีบรรณารักษ์แบบประจำ จะพบว่ามีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ห้องสมุดในเมืองอื่นๆ มีจำนวนบรรณารักษ์ลดลงเช่นกัน มีบางโรงเรียนที่ไม่มีบรรณารักษ์มา 15 ปีแล้ว
อีบุ๊กมีส่วนแบ่งตลาดหนังสือในอเมริการ้อยละ 7 หนังสือโรแมนซ์ครองตลาดอีบุ๊กมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 14 นักอ่านโรแมนซ์เป็นกลุ่มแฟนๆ เหนียวแน่นที่อ่านหนังสือเยอะมากและเร็วมาก แฟนคลับเหล่านี้ติดต่อกันและพูดคุยกับนักเขียนเหมือนเพื่อนพี่น้อง เหตุหนึ่งที่ตลาดหนังสือโรแมนซ์สดใสซาบซ่าก็อาจมาจากพิษเศรษฐกิจนั่นเอง เอมี เพียร์ปันต์ หัวหน้าบรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟอร์เอเวอร์บอกว่าเวลาอย่างนี้ "หนังสือเกี่ยวกับความศรัทธา ความหวัง และความรัก ย่อมดีเสมอ" แถมราคาหนังสือโรแมนซ์ยังถูกกว่านิยายทั่วไปถึง 3-4 เท่า เพราะสำนักพิมพ์ตั้งราคาให้ถูกเข้าไว้เพื่อจะขายได้มากๆ ตลาดอีบุ๊กโรแมนซ์ที่ขายดีไม่หยุดทำให้เกิดกระแสใหม่ คือนักเขียนโรแมนซ์ที่ขายตรงโดยไม่ต้องผ่านสำนักพิมพ์ นักเขียนเหล่านี้ยิ่งตัดราคาหนังสือให้ถูกแสนถูก ถามว่าตั้งราคาถูกๆ แล้วนักเขียนจะได้เงินหรือ ตอบว่าได้และได้จากอีบุ๊กมากกว่าฉบับพิมพ์ด้วย เจนนา ปีเตอร์สัน ที่เขียนโรแมนซ์มาเกือบ 20 เล่มตัดสินใจหันไปออกอีบุ๊กเล่มใหม่ขายตรงผ่านอเมซอน เธอตั้งราคา $2.99 โดยเธอได้ส่วนแบ่ง $2 ต่อเล่ม เทียบกับสมัยออกฉบับพิมพ์ขายเล่มละ $7.99 แต่เธอได้ส่วนแบ่งเพียง 60 เซนต์ ดังนั้นขายอีบุ๊กเล่มเดียวก็ได้เงินเท่ากับขายฉบับพิมพ์ 3 เล่ม อีบุ๊กกับห้องสมุด ปัจจุบันห้องสมุดต่างๆ ให้ลูกค้าขอยืมอีบุ๊กได้เช่นกัน แต่นโยบายการยืมยังไม่ค่อยลงตัว แต่ก่อนห้องสมุดซื้อหนังสือมาหนึ่งเล่ม ก็นำมาให้ลูกค้ายืมได้จนกว่าหนังสือจะหายหรือจะพัง แต่อีบุ๊กไม่หายและไม่พังง่ายๆ สำนักพิมพ์จึงอยากควบคุม เช่นสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์กำหนดว่าเมื่อห้องสมุดนำไปให้ผู้ใช้บริการยืมครบ 26 ครั้ง ห้องสมุดต้องสั่งซื้ออีบุ๊กนี้ใหม่อีกรอบจึงจะไปให้คนอื่นยืมต่อได้ ข้อเรียกร้องนี้ทำให้มีคนโวยเพราะเห็นว่าสำนักพิมพ์เอาเปรียบมากไป อย่างนี้ไปซื้อหนังสือมาให้คนยืม อย่างไรๆ ก็ต้องอ่านเกิน 26 คนกว่าหนังสือจะพังเป็นแน่ บรรณารักษ์บางส่วนออกมาบอยคอตฮาร์เปอร์คอลลินส์เพราะเกรงว่าสำนักพิมพ์อื่นจะทำตามอย่าง ด้วยห้องสมุดสมัยนี้มีแต่จะถูกตัดงบประมาณลงไปทุกวัน สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ บางแห่งเช่นไซมอนแอนด์ชูสเตอร์และแมกมิลแลนยังไม่ยอมให้ห้องสมุดใดๆ มีอีบุ๊กของตน ห้องสมุดยังให้ลูกค้ายืมอีบุ๊กได้คราวละคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นหากมีคนอื่นยืมอีบุ๊กเล่มหนึ่งๆ ไปแล้ว เราต้องรอเวลาเขาคืนจึงจะยืมต่อได้ (ดังนั้นในกรณีของฮาร์เปอร์คอลลินส์ที่ให้ยืมได้สูงสุด 26 ครั้ง หากยืมได้คราวละ 2 อาทิตย์ก็เท่ากับห้องสมุดมีอีบุ๊กเล่มนั้นให้ยืมต่อเนื่องได้นานหนึ่งปี) ดอทลองไปดูอีบุ๊กในห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ก พบว่ามีคิวรอประมาณ 60 คิว บ้างก็ปาเข้าไป 144 คิว อีบุ๊กนั้นไม่มีการคืนหนังสือช้าเพราะหนังสือจะหมดอายุการยืมในเวลาที่กำหนด เช่น 3 อาทิตย์ จากนั้นจะหายตัวไปเองจากเครื่องอ่าน ห้องสมุดบางที่เช่นห้องสมุดเวสต์แวนคูเวอร์ในแคนาดาก็เก๋โดยให้ผู้ใช้บริการยืมเครื่องอ่านอีบุ๊กได้ด้วย โดยมีคินเดิล 11 เครื่องให้ยืม แต่ใครอยากยืมต้องคอยคิวกันยาวเป็นร้อยคนทีเดียว ในเครื่องมีหนังสือให้อ่าน 50 เล่ม นอกจากห้องสมุดแล้ว ยังมีเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางให้ผู้ที่มีเครื่องอ่านอีบุ๊กยืมหนังสือจากกันและกันได้ เช่น BookLending.com และ Lendle.me เวลาใครติดต่อขอยืมหนังสือจากเรา ถ้าเราตกลง ไฟล์หนังสือเล่มนั้นก็จะหายไปจากเครื่องของเราไปปรากฏที่เครื่องผู้ยืม พอครบกำหนดเวลา 2 อาทิตย์ ไฟล์นั้นจะกลับคืนมาในเครื่องของเรา มีกฎว่าหนังสือหนึ่งเล่มจะเอาไปให้ใครยืมได้ครั้งเดียวเท่านั้นและต่อเวลายืมไม่ได้ สำนักพิมพ์ต่างๆ ยังไม่ค่อยยอมให้สิทธิ์การยืมอีบุ๊กของตนเช่นกัน ดังนั้นปัจจุบันจึงมีหนังสือให้เลือกไม่มาก บางเว็บไซต์กำหนดว่าก่อนเราจะยืมหนังสือใคร เราต้องยอมให้หนังสือให้อีบุ๊กของเราอย่างน้อย 1 เล่มอยู่ในรายการหนังสือให้คนอื่นยืมได้ ประมาณว่าจะยืมเขา เราก็ต้องเสนอหนังสือเราให้คนอื่นๆ เขายืมด้วยเช่นกัน รู้จักเครื่องอ่านอีบุ๊ก คินเดิลเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กของอเมซอนที่เริ่มวางขายเดือนพฤศจิกายน 2007 ด้วยราคาสูงถึง $399 (12,100 บาท) ปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ที่ $189 เดือนที่แล้วอเมซอนขายคินเดิลฉบับมีโฆษณาในราคาพิเศษเพียง $114 ซึ่งจะขึ้นโฆษณาเป็นสกรีนเซฟเวอร์ บางคนบอกว่าโฆษณาอย่างนี้คงไม่รุ่งเพราะจอคินเดิลเป็นขาวดำและเน้นการแสดงข้อความ ดังนั้นจะแสดงภาพไม่สวยแจ่มนัก แต่คินเดิลรุ่นนี้ก็ขายดิบขายดี ปัจจุบันคินเดิลครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กมากที่สุด (ร้อยละ 67) คินเดิลเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กที่ใช้เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อให้อ่านหนังสือบนจอได้สบายตา สบายกว่าอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ อ่านกลางแดดก็ได้ในร่มก็ได้ น้ำหนักเบากว่าหนังสือปกอ่อนแต่เก็บหนังสือได้ 3,500 เล่ม แบตเตอรีอยู่ได้นานหนึ่งเดือนถ้าไม่ใช้ไวร์เลส แต่ถ้าใช้ก็ยังอยู่ได้นานสิบวัน โหลดหนังสือจากเครื่องได้โดยตรงไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ ใช้เวลาดาวน์โหลดหนังสือเพียง 60 วินาที ปรับขนาดตัวอักษรได้ตามชอบ อ่านนานๆ เครื่องก็ไม่ร้อน มีหนังสือให้เลือกกว่าเจ็ดแสนเล่ม รวมถึงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ แถมหนังสืออีบุ๊กที่ขายดีและหนังสือออกใหม่มีราคาถูกกว่าหนังสือเล่ม ลองอ่านตอนแรกๆ หรือบทแรกได้ฟรีก่อนตัดสินใจซื้อ หมดปัญหาเรื่องที่เก็บหนังสือและปลวก ถ้าใครอยากพกไปอ่านตอนว่ายน้ำก็ทำได้ด้วยการซื้อกล่องกันน้ำให้คินเดิล สำหรับบ้านเราแล้ว ใครชอบอ่านหนังสือและนิตยสารภาษาอังกฤษจะจ่ายถูกกว่ามากถ้าอ่านฉบับคินเดิล เพราะทั้งเร็ว ไม่ต้องรอกว่าหนังสือจะส่งมา ไม่ต้องจ่ายค่าส่ง (ถ้าไม่ติดปัญหาว่าต้องอ่านนิตยสารเป็นสีขาวดำ ปัจจุบันเทคโนโลยีอีบุ๊กที่อ่านสบายตายังมีเฉพาะขาวดำเท่านั้น ถ้าเป็นแบบสีจะเป็นจอ lcd ที่มีปัญหาต่างๆ เหมือนการอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ และแบตเตอรีหมดเร็วเหมือนแบตเตอรีโน้ตบุ๊ก) ข้อเสียคือมันไม่ใช่หนังสือ แต่ข้อดีต่างๆ ช่างเย้ายวนใจ ดอทคิดว่าสักวันหนึ่งซึ่งอีกไม่นานทิศทางการอ่านน่าจะไปทางนี้ และในอนาคตอาจมีแต่คนรวยเท่านั้นที่ยังซื้อหนังสือเล่ม เพราะหนังสืออีบุ๊กน่าจะถูกลงเรื่อยๆ นอกจากคินเดิลแล้ว ยังมีเครื่องอ่านอีบุ๊กยี่ห้ออื่นๆ เช่น iPad, Sony Reader และ Nook จากร้านหนังสือบาร์นส์แอนด์โนเบิล ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่แห่งนี้ประกาศขายเมื่อปีที่แล้ว และลิเบอร์ตีมีเดียกำลังติดต่อขอซื้อด้วยเงินสดในราคาสูงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ (สามหมื่นล้านบาท) ที่ได้เงินสูงขนาดนี้น่าจะเพราะนุกนั่นเอง ปัจจุบันนุกครองตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กร้อยละ 25 เป็นอันดับสองรองจากคินเดิล และบาร์นส์แอนด์โนเบิลครองส่วนแบ่งตลาดอีบุ๊กร้อยละ 20 ในขณะที่คู่แข่งคือร้านบอร์เดอรส์ประกาศล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว ร้านหนังสืออยู่กันยากขึ้นเพราะมีเว็บลดราคาหนังสือเช่นอเมซอนมาตัดราคานั่นเอง แถมอีบุ๊กที่รุ่งเรืองไม่ได้ช่วยอะไรร้านหนังสือเลย
หนังสือเล่มนี้มีกำหนดวางแผงเดือนตุลาคมแต่มีการกระจายฉบับเถื่อนเป็น pdf ออกมาเสียก่อน จึงเลื่อนขายเร็วขึ้นเป็นเดือนหน้า แต่ขนาดยังไม่วางขายก็ติดอันดับขายดีที่หนึ่งในอเมซอนซะแล้วจากการสั่งซื้อล่วงหน้า สำนักพิมพ์จึงเพิ่มยอดพิมพ์ครั้งแรกเป็น 150,000 เล่ม ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือค่ายฟ็อกซ์ซื้อลิขสิทธิ์ในการสร้างเป็นหนังไปแล้ว น่าสนใจจริงๆ ว่าหนังจะออกมาอีท่าไหน จะเขียนบทยังไงกัน ระหว่างนี้ผู้สนใจลองไปอ่านฉบับเถื่อนแบบ pdf ต้องชมว่าเขาออกแบบปกได้เจ๋งจริงๆ
|