|
แกรมมี่ล้มดีลฮุบมติชน จับตาหวยออกที่บางกอกโพสต์ - ผู้จัดการ
ทรูจะให้บริการ eBook World ซึ่งคือการดาวน์โหลดหนังสือและนิตยสารผ่านเน็ต โดยคิดราคา 75% ของปก ขณะนี้มีนิตยสารร่วมด้วยกว่า 40 หัว และมีสำนักพิมพ์เช่น อมรินทร์, บลิส, จีเอ็ม, บูรพัฒน์, วิบูลย์กิจ เข้าร่วม บริการนี้มุ่งกลุ่มลูกค้าที่ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือให้ผู้อ่านที่อยู่ต่างประเทศสามารถอ่านนิตยสาร/หนังสือไทยได้ โดยไม่เปลืองค่าจัดส่ง โดยใช้เทคโนโลยีป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะนี้ทรูเปิดให้ทดลองดาวน์โหลดฟรี ก่อนจะเริ่มคิดราคาในวันที่ 15 กันยายน ตัวอย่างนิตยสารฟรีมีเช่น บ้านและสวน, GM, Wedding ทรูคาดว่าจะมีการดาวน์โหลดหนังสือเดือนละ 1 พันเล่ม ต้องลองดูกันว่าสำหรับลูกค้าในไทยนั้น อีบุ๊กเวิลด์จะสู้กับร้านเช่านิตยสาร/การ์ตูนได้หรือไม่ (ค่าเช่านิตยสารต่อวันคิดแล้วประมาณ 7.5% ของราคาปก ) อ่านเพิ่มเติม ทรูจุดพลุตลาดหนังสือดิจิตอล | ทรูเปิดบริการ eBook World จับตลาดแมกกาซีนออนไลน์
เป็นข่าวพาดหัวช็อควงการทันที เมื่ออากู๋ซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์ "อากู๋แกรมมี่" เขย่าวงการหนังสือพิมพ์ เทคโอเวอร์มติชน กวาดหุ้น 32.23% เตรียมรับซื้อรายย่อย อีกไม่เกิน 42.78% ราคาหุ้นละ 11.10 บาท คาดถือหุ้นเกินครึ่งแน่ ในขณะที่กำหุ้นบางกอกโพสต์ไว้แล้ว 23.60% ใช้เงินกู้ 2,000 ล้านจากไทยพาณิชย์ กองบก.มติชน หวั่นทิศทางข่าวไม่เหมือนเดิม ขณะที่คนข่าวโพสต์ปักใจเชื่อ มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ด้านค่ายเนชั่น กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นใหญ่เฉียด 25% ส่งตัวแทนนั่งบอร์ดแล้ว * ทำไมอากู๋ต้องซื้อ นสพ. | POST ได้ GMMM ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 จาก ผู้จัดการรายวัน
ปัจจุบัน แกรมมี่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้แก่นิตยสาร Image, Her World, Madame Figaro, Maxim, in เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ บลิส (ฺBliss) และ J Books นอกจากนั้นยังจัดพิมพ์หนังสือเยาวชนแปล ในนามมูลนิธิดำรงชัยธรรม
โครงการมอบหนังสือให้ห้องสมุดไทย โดยเด็กหนุ่มอเมริกันวัย 17 ที่ขนหนังสือบริจาคจากอเมริกามาตระเวนให้ห้องสมุดทั่วศรีสะเกษเป็นปีที่สองแล้ว ในปีแรก เขาส่งหนังสือ 5 หมื่นเล่มให้โรงเรียนประถม 64 โรงเรียน และในปีนี้เขาบริจาคหนังสือกว่า 6 หมื่นเล่มให้โรงเรียนต่างๆ
- The Talking Horse and the Sad Girl and the Village Under the Sea หนังสือรวมบทกวีของ มาร์ก แฮดดอน ผู้เขียน The Curious Incident of the Dog in the Night-time - Slow Man นิยายเรื่องใหม่ของ คูทซี ผู้เขียน Disgrace เรื่องนี้ใช้ฉากในประเทศออสเตรเลีย เล่าเรื่องชายนักถ่ายรูปวัย 60 กับการใคร่ครวญเรื่องชีวิตเมื่อประสบอุบัติเหตุจนเสียขาไปข้างหนึ่ง - Memories Of My Melancholy Whores ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ ของ การ์เซีย มาร์เกซ จะวางขายปลายเดือนตุลาคมนี้ แปลโดย เอดิธ กรอสแมน นักแปลฝีมือดีที่แปลงานของการ์เซีย มาร์เกซ มาแล้วหลายเล่ม - Bait and Switch : The (Futile) Pursuit of the American Dream หนังสือเล่มใหม่ที่วิเคราะห์ชีวิตลูกจ้างชนชั้นกลาง ของ Barbara Ehrenreich ผู้เขียน Nickel and Dimed พิมพ์ครั้งแรก 4 แสนเล่ม - Wickett's Remedy หนังสือเล่มใหม่ของ ไมลา โกลด์เบิร์ก ผู้เขียน Bee Season เล่าชีวิตสาวไอริชชื่อลิเดีย เหตุการณ์ในเรื่องย้อนยุคไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 - On Beauty โดย ซาดี้ สมิท ผู้เขียน White Teeth เล่าความต่างทางวัฒนธรรมของสองครอบครัว ใช้พล็อตเรื่องจาก Howard's End พิมพ์ครั้งแรก 2 แสนเล่ม
บุ๊กสแตนดาร์ดเล่าว่าผู้เขียนได้รับจดหมายจากผู้อ่าน มีคนเขียนมาถามเธอว่าจะซื้อซากศพได้จากที่ไหน อีกนายหนึ่งเขียนมาถามจากฝรั่งเศสว่าจะกำจัดศพอย่างไร ข่าวเอพีรายงานว่าในปีนี้ ยังไม่มีนิยายอเมริกันเล่มใดดังเปรี้ยงปร้าง ซึ่งค่อนข้างผิดความคาดหมายของคนในวงการว่าปีนี้นิยายจะมาแรง ในปีที่แล้วมีการเลือกตั้งประธาธิบดีอเมริกา ทำให้มีหนังสือแนวการเมืองออกมามาก และสารคดีขายดีมาก ใครๆ จึงคิดว่ามาปีนี้นิยายน่าจะกลับมาแรงอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น หนังสือที่หวังใจว่าจะดังเปรี้ยง เช่น Extremely Loud and Incredibly Close ก็ไม่ดังจริง ด้วยมีเสียงตอบรับทั้งทางลบและบวก เซสซาลี เฮนสลีย์ ผู้เลือกซื้อนิยายเข้าร้านบาร์นส์ฯ ถึงกับเอ่ยปากว่าปีนี้จะไม่มีนิยายเล่มไหนมาแรง
* ชมหนังตัวอย่างฉบับโฉมใหม่ของแฮรี่ พ็อตเตอร์ และถ้วยอัคนี (เลื่อนหน้าจอไปจนเห็นคำว่า International Trailer) * ชมหนังตัวอย่าง Memoirs of a Geisha (กดที่ HI-RES หรือ LO-RES เป็นตัวอย่างแบบเสียงภาษาอังกฤษ มีซับไตเติลภาษาญี่ปุ่น) แสดงนำโดย จางจื่ออี้ * ชมหนังตัวอย่าง Bee Season สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของ ไมลา โกลด์เบิร์ก * ชมหนังตัวอย่าง In Her Shoes สร้างจาก chick-lit ของ Jennifer Weiner * หนังสือ น้ำหอม ของ พัทตริค ซีสคินด์ จะทำเป็นหนังฉายราวปีหน้า ผู้กำกับคือ Tom Tykwer (ผู้สร้าง Run Lola Run) มี Ben Whishaw รับบทเกรอนุยล์ หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องของกลิ่นได้น่าทึ่งที่สุดเล่มหนึ่ง ขายได้มากกว่า 15 ล้านเล่มใน 50 ภาษา
นิตยสาร ฮาร์เปอร์ส ฉบับเดือนตุลาคมจะมีบทความชื่อ Why Experimental Fiction Threatens to Destroy Publishing, Jonathan Franzen and Life As We Know It ดูจากชื่อก็รู้ว่าฟรานเซนจะโดน ซึ่งพับลิชเชอร์สวีคลี่รายงานว่า ผู้เขียนบทความคือ เบน มาร์คัส ตั้งประเด็นว่าฟรานเซนเคยเขียนงานแนวทดลองมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนงานสไตล์ท้าทายได้ไม่ดีนัก จึงหันมาเขียน The Corrections เพราะอยากมีชื่อเสียง เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องบันเทิงปากสำหรับผู้สังเกตการณ์นอกวงอีกครั้ง ใครๆ ยังจำกันได้ดีถึงบทความลือลั่นชื่อ Penchance to Dream ตีพิมพ์ในฮาร์เปอร์ส ปี 1996 ที่ฟรานเซนเขียนบ่นแสดงความสิ้นหวังต่อนวนิยายอเมริกัน (ภายหลังฟรานเซนออกหนังสือรวมข้อเขียนชื่อ How to Be Alone ซึ่งใครๆ ก็อยากอ่านบทความที่ว่านี่ แต่เขาตัดเนื้อหาออกและแก้ไขทั้งบทความ พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า Why Bother?)
* ร้านอเมซอน ในอังกฤษ โฆษณาเทศกาลมหาวิทยาลัยเปิดเทอมด้วยโฆษณารูปนี้ * Spoiler สุดขีด : เสื้อยืดเฉลยว่าใครตายในแฮร์รี่เล่มใหม่ ใส่กวนทีนคนเล่นๆ * เจ้าหงิญพิมพ์ถึง 6 หมื่นเล่มแล้ว และเจ้าหงิญฉบับเถื่อน จาก มติชนสุดสัปดาห์ * ชมปกนิตยสาร คนรักหนังสือ เล่มใหม่ * สัญลักษณ์ในการพิสูจน์อักษรที่เราไม่ค่อยรู้จัก อยากชวนให้ไปอ่านดูเพราะขำมากๆ ดอทชอบสัญลักษณ์รูปพลั่วเป็นพิเศษ * แอปเปิลเปิดตัว ไอพ็อดนาโน มาแทนรุ่นมินิ พร้อมประกาศว่าได้สิทธิ์หนังสือเสียงของ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ทั้ง 6 เล่ม โดยจะขายผ่านร้าน iTunes ของแอปเปิล นี่เป็นครั้งแรกที่หนังสือแฮร์รี่มีให้ดาวน์โหลดได้อย่างถูกกฎหมาย * กระทรวงการจัดชั้นหนังสือใหม่ ฟังดูอาจนึกไปถึงเรื่อง The Eyre Affair (สายลับวรรณกรรม) แต่กระทรวงนี้ก่อตั้งขึ้นจริง โดยต้องการแสดงความเห็นทางการเมืองแบบกวนๆ โครงการคือย้ายหนังสือ 1984 ของออร์เวล จำนวน 1,984 เล่ม จากชั้นนวนิยายไปไว้ที่หมวดอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น หมวดสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน หรือ การเมืองอเมริกา โครงการนี้มีเว็บไซต์เพื่อชักชวนให้ผู้คนร่วมกันย้ายหนังสือทั่วประเทศ โดยมีกฎว่าย้ายแล้วต้องเอาที่คั่นหนังสือใส่บอกด้วยว่า กระทรวงจัดชั้นหนังสือได้ย้ายหนังสือเล่มนี้ พร้อมกับแปะป้ายบอกไว้ที่ชั้นเดิมว่าหนังสือ 1984 ทุกเล่มถูกย้ายที่แล้ว * นิตยสารโว้ค ออกฉบับ Men's Vogue สำหรับนักอ่านชาย ซึ่งปีเตอร์ คาร์ลสัน จากวอชิงตันโพสต์วิจารณ์อ่านตลกมาก ไล่ตั้งแต่ชื่อนิตยสารที่เป็นคำสองคำที่ไม่น่ามาอยู่ด้วยกันได้ เปรียบได้ดัง น้ำยาบ้วนปากกระเทียม อย่างไรอย่างนั้น ส่วนเนื้อหาคล้ายกับ GQ ผิดแต่ว่า จีคิว มีเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อของมากกว่า โฆษณาในเล่มล้วนแต่เป็นของแพง บทความในเล่มบอกถึงข้าวของแพงๆ ซึ่งคาร์ลสันว่านิตยสารเล่มนี้มีไว้สำหรับคนที่ต้องการดูข้าวของที่ตัวเองอยากได้ไปน้ำลายหกไป ซึ่งต่างจากแค็ตตาล็อกซื้อของจากห้างเซียรส์ ตรงที่เมนส์โว้คไม่สามารถใช้เป็นกระดาษชำระได้ด้วย
Arthur & George - Julian Barnes (5/4)
* 'อากู๋'กางปีกขอซื้อหุ้น'บางกอกโพสต์' กลุ่มเซ็นทรัลรับการเมืองกดดัน กรุงเทพธุรกิจ, 7 กันยายน 2548
"Most of the stories are anti-climactic and the plots rough with brief, unsatisfying conclusions. The storytelling is blunt, and at times theres too much detail in the explanation.
เนชั่นสุดสัปดาห์รายงานว่านิตยสาร คนรักหนังสือ เล่ม 3 วางแผงแล้วตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เป็นเล่มที่ว่าด้วยเรื่องซีไรต์ปีนี้ล้วนๆ แบบเจาะลึก เนชั่นรายงานว่านิตยสารเล่มนี้ปรับตัวโดยลดขนาดเล่มลง และให้อมรินทร์เป็นผู้จัดจำหน่าย ดังนั้นน่าจะหาซื้อง่ายขึ้น (ติดต่อสอบถาม 02-218-7490-5) ส่วนฉบับหน้าจะเป็นเรื่อง อนาคตวรรณกรรมไทยกับคนรุ่นใหม่ มีผู้ออกแบบปกชื่อ ปราบดา หยุ่น
ในอาคารจะเน้นการออกแบบแนวโมเดิร์นและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี เช่นบริการค้นหาหนังสือ มีพนักงานตำแหน่ง Book Specialists และ Book Consultants ให้คำแนะนำผู้ใช้บริการ โครงการนี้จะจัดกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นผู้คนตลอดทั้งปี โครงการนี้จัดพื้นที่จำหน่ายหนังสือโดยแบ่งตามโซน ชั้นละโซน ชั้น 1 - Top Hit Zone หนังสือขายดี และหนังสือแนะนำที่คัดสรรแล้วจากทุกสำนักพิมพ์ เหมาะกับผู้ไม่ค่อยว่าง นอกจากนั้นยังมี นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เครื่องเขียน บริการถ่ายเอกสาร ไปรษณีย์ ร้านกาแฟ ชั้น 2 - Feeling Zone ชั้นความรู้สึกดีที่เรียกว่า... ขออภัยค่ะ ชั้นของวรรณกรรมทุกประเภท ร้านหนังสือต่างๆ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ชั้น 3 - Living Zone หนังสือวาไรตี้ (คาดว่าคือหนังสือที่ไม่เข้ากับโซนอื่นๆ ที่เหลือ ไม่ฟีลลิ่ง) เช่น บ้าน อาหาร สุขภาพ โหราศาสตร์ บันเทิง ท่องเที่ยว สังคม การเมือง ดนตรี กีฬา ชั้น 4 - Kids Zone หนังสือสำหรับเด็กและมารดา ชั้น 5 - Brain Zone ตำรา ชั้น 6 - World Zone หนังสือภาษาต่างประเทศ ชั้น 7 - Food Zone อาหารและเครื่องดื่ม ชั้น 8 - Activity Zone พื้นที่จัดกิจกรรม เช่น สัมมนา เปิดตัวหนังสือ ชั้น 9 - Learning Zone ภาษา ดนตรี และศิลปะ เมื่อเปิดแล้ว คาดว่าจะมีคนเข้าชมวันละ 4,000 คน และขายหนังสือได้ 1.5 ล้านเล่มในปี 2549 มติชนรายงานคำของ ชาญวิทย์ จารุสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของดั๊บเบิ้ล เอ ว่า "ในประเทศที่เขามีอัตราการอ่านสูงๆ เขาก็มีบุ๊คทาวเวอร์กันทั้งนั้น ซึ่งเราก็อยากให้คนไทยได้มีโอกาสทางการอ่านแบบนั้น" ความรู้นี้ดอทก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาเคยทราบแต่ว่าเมืองที่มีอัตราการอ่านสูงๆ เขามีห้องสมุดดีและฟรีเอาไว้ทั่วไป เมืองละหลายๆ ห้องสมุด
Guardian First Book Award เป็นรางวัลสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่จัดขึ้นทุกปีโดยเดอะการ์เดียน หนังสือที่มีสิทธิ์เข้ารอบต้องเขียนด้วยภาษาอังกฤษ แต่ไม่จำกัดเชื้อชาติผู้เขียนแบบรางวัลบุ๊คเกอร์ ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลจำนวนเจ็ดแสนบาท การประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบในปีนี้ เป็นที่น่ายินดีหนังสือ Sightseeing ของ รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ เป็นหนึ่งในนั้น
จอยซ์ เชนรายงานใน เซี่ยงไฮ้เดลี ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตไฮมาร์ท-ไฮมอลล์มีโปรโมชั่นขายหนังสือแบบใหม่ เหมือนเวลาที่เราซื้อเนื้อหรือผักสดในตลาด ทางร้านตั้งราคาขายเป็นกรัม ครึ่งกิโลละประมาณห้าสิบบาท คุณป้าลีกล่าวว่าเธอสามารถซื้องานประพันธ์เอกของจีนไปฝากลูกชายวัยเรียนได้ในราคาถูก ขายแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เลือกหนังสือเสร็จแล้วเอาขึ้นตาชั่ง มัดห่อหอบกลับบ้านเอาไปทำกินเวลาหิวหนังสือ ข่าวไม่ได้บอกว่ามีหนังสือยอดฮิตอะไรมาขาย เก็บไว้ได้กี่วันหรือราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงแบบวันต่อวันหรือเปล่า
นอกจากโนเอล กัลลาเกอร์ นักร้องวงโอเอซิสที่เพิ่งสารภาพไปไม่นานนี้ว่า เขาเพิ่งอ่านหนังสือจบเป็นครั้งแรกในชีวิต (นักเขียนผู้เป็นแรงบันดาลใจคือแดน บราวน์) วาทะเด็ดที่สร้างความฮือฮาถัดมาในเมืองสีเทา เป็นเสียงสะท้อนของคุณนายพอช หรือวิคตอเรีย เบคแฮม เธอประกาศอย่างจริงใจกลางงานประชาสัมพันธ์หนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง Learning to Fly ว่า "ดิฉันไม่อ่านหนังสือค่ะ" ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้นักข่าวหัวเห็ดจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ยกใหญ่ อย่างไรก็ตามคุณนายเบคแฮมมิได้ถูกวิจารณ์ในเชิงลบ หลายคนแนะนำหนังสือให้อ่านและพูดถึงประเด็นการไม่ชอบอ่านหนังสือของคนจำนวนมาก บทความในบีบีซีรายงานว่าคนอังกฤษหนึ่งในสี่ไม่อ่านหนังสือเลย (แม้จะมีสามคนนิยมอ่านหนังสือมาก) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการอ่านหนังสือไม่ออกหรือเจอประสบการณ์น่าเบื่อตอนเรียนหนังสือ ใน The tyranny of reading เฮสเตอร์บอกว่าแม่ต้องเลิกชีวิตการอ่านเมื่อเรียน The Mill on the Floss (1860) ของจอร์จ อีเลียต การอ่านช่วยให้จิตใจแจ่มใสมีสมาธิและสติดี และง่ายต่อการอ่านสิ่งอื่นๆ อย่างเข้าใจ จะอ่านท้องฟ้า ต้นไม้ มนุษย์ เราก็สนุกกับการอ่านที่เป็น ความสุขแห่งชีวิต
* ชมตัวอย่างหนัง สร้างจาก Everything is Illuminated โดยโจนาธาน ซาฟราน ฟอร์ * เทอร์รี่ กิลเลี่ยมส์เจ้าของหนัง Brazil กลับมาด้วยภาพยนตร์ที่สร้างจากเทพนิยาย The Brothers Grimm ในแบบฉบับของเขา * ส่วน แอนเจลีนา โจลี คุณแม่ของแมดด็อกซ์ เป็นข่าวว่าจะเล่น Beowulf วรรณคดีเล่มแรกของอังกฤษ * ฮอลลีวูดกำลังจะสร้าง Tender is the Night หนังสือสุดยอดอีกเล่มหนึ่งของสก็อตต์ ฟิทซเจอรัลด์ ผู้เขียน The Great Gatsby
ดอทยังไม่อ่านหนังสือของเออร์วิงเพราะทั้งหนาและหนัก ลองเปลี่ยนท่าอ่านมาสารพัดก็ไม่สามารถหาท่าที่เหมาะสมได้ เลยเป็นเหตุให้ยังไม่อ่านมาจนบัดนี้ หนังสือหนาแปดร้อยหน้าน่าจะเป็นขนาดที่พอเหมาะสำหรับหนังสือปกแข็ง (ปีก่อนอ่านโจนาธาน สเตรนจ์ต้องหาหมอนมารองหนังสือ สูงไปต่ำไปตั้งนาน ครั้นจะเอาน้องหมาซึ่งขนาดกำลังพอดีก็กลัวจะโดนดุว่าทรมานสัตว์) หากจะหนากว่านี้คงยากแก่การอ่าน ต้องรออ่านปกอ่อนแทน เช่น หนังสือของนีล สเตฟเฟนสันเกือบทุกเล่มที่หนาเหมือนขอนรถไฟ Pillars of the Earth ของเคน ฟอลเล็ตหนาตั้งเก้าร้อยกว่าหน้า Quincunx ล่อไปเป็นพัน ส่วนหนังสือปกอ่อนหนาที่สุดที่ดอทมีและอ่านอยู่ทุกค่ำคืนคือ The Anatomy of Melancholy (1662) ของริชาร์ด เบอร์ตัน หนาถึง 1,392 หน้า นี้ถ้าชาร์ลส์ ดิกเกนส์มาเกิดในสมัยนี้ ปู่แกคงจะร่ำรวยกับหนังสือปกแข็งน่าดู (ราคาขาย Hunger's Brides ตั้ง 35 เหรียญ) * เว็บไซต์ของ Hunger's Brides มีสไลด์แนะนำท่าอ่านหนังสือ
ดอทชอบอ่านรีวิวในหนังสือพิมพ์เมืองสีเทา เหตุเพราะหนังสือมีเยอะมากเลือกไม่ถูก และรีวิวที่นี่เขียนสนุกดี อ่านจนนิ้วดำในความมีอารมณ์ขัน ช่างคิดช่างเขียนและสร้างแนวทางในการชวนอ่านที่ดี ไม่ว่าจะเขียนชมหรือไม่ชม นักวิจารณ์ต่างมีเหตุผลที่ประกอบขึ้นในข้อเขียน หลายเล่มถูกซื้อเพราะเหตุผลในความไม่ชม ขณะที่หนังสือหลายเล่มไม่เคยคิดจะอ่านเลย แต่เห็นชมกันนักเลยอยากรู้ว่าเราจะชมกับเขาไหม หนังสือพิมพ์ที่นี่มีวิธีสร้างหลักการวิจารณ์ที่ต่างจากการรีวิวในอเมริกาอย่างสิ้นเชิง ในหนังสือเล่มเดียวกันบ่อยครั้งหนังสือพิมพ์จะส่งให้หลายคนอ่าน ทั้งนักวิจารณ์ นักเขียน อาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงมีงานวิจารณ์ที่หลากหลายเสมอ การวิจารณ์แบบไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจึงอ่านสนุกและน่าเชื่อถือทั้งที่บางครั้งคนวิจารณ์ก็รู้จักกับคนเขียนหนังสือดี สืบเนื่องมาจากคำขอโทษจากบุ๊กเวิลด์กรณีมาเรียน วิกกินส์ วิจารณ์หนังสือ Until I find You ของจอห์น เออร์วิง แจ็ค ชาเฟอร์แห่ง slate เลยวิจารณ์คุณภาพการรีวิวหนังสือของอเมริกา ชาเฟอร์ให้ข้อมูลน่าสนใจโดยบอกว่าขณะที่อเมริกายังห่วงเรื่องคนวิจารณ์รู้จักกัน (เพราะวงการหนังสือนั้นแคบ) อังกฤษกลับพัฒนาไปกว่าด้วยการส่งหนังสือของนักเขียนให้ทั้งเพื่อนและศัตรูวิจารณ์ เป็นการลองเชิงอย่างเหนือชั้นว่าคนวิจารณ์จะนิยมชมชอบเกินเหตุหรือลดอคติแล้ววิจารณ์หนังสือออกมาตรงๆ จริงใจได้หรือไม่ คนวิจารณ์จะเขียนแบบไร้เหตุผลก็ไม่ได้ ต้องงัดก้อนสมองออกมาเขียน ไม่งั้นบทความนั้นก็จะไร้น้ำหนักเอาแต่อารมณ์ ซึ่งคนอ่านจะตัดสินเอง และนั่นคือประโยชน์ของการรีวิวหนังสือ
เดอะเนชั่นรายงานข้อมูลการอ่านหนังสือของคนไทยที่อายุ 6 ปีขึ้นไป จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 18.3 ล้านคนไม่อ่านหนังสือเลย และ 40.9 ล้านคนอ่านหนังสือเป็นประจำหรืออ่านบ้าง ผู้ที่ตอบว่าอ่านเป็นประจำเป็นชาย 51.5% เด็กอายุ 10-14 ที่ศึกษาอยู่เป็นกลุ่มประชากรที่อ่านหนังสือมากที่สุด คิดเป็น 95.2% ตามมาด้วยวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี (83.1%) กลุ่มอายุที่มีผู้อ่านหนังสือน้อยที่สุดคือประชากรที่อายุมากกว่า 60 (37.4%) (เสียดายที่บ้านเราไม่มีหนังสือฉบับตัวพิมพ์ใหญ่ให้สะดวกสายตาผู้สูงอายุ หรือหนังสือฉบับเสียง) ผลสำรวจออกมาว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 1.59 ชั่วโมงต่อวัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 73% บอกว่าชอบอ่านหนังสือพิมพ์มากกว่า นิตยสาร, การ์ตูน และนวนิยาย ผู้ตอบร้อยละ 10 บอกว่าชอบอ่านเว็บไซต์ สำหรับผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ 18.3 ล้านคนนั้น เป็นคนไม่รู้หนังสือ 3.3 ล้านคน อีก 15 ล้านคนที่เหลือไม่อ่านด้วยเหตุผล ชอบดูทีวีมากกว่า (48.4%) ไม่มีเวลาว่างพอ (36%) เนชั่นมีบทความแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ และวัฒนธรรมการ "ไม่อ่าน" ของไทย ผู้เขียนบทความบอกว่า "แม้แต่ในเมืองหลวงคือกรุงเทพ เราเห็นคนไทยอ่านหนังสือในรถเมล์, รถใต้ดิน หรือรถไฟฟ้า บ่อยแค่ไหน ในเมืองนอกนั้นเป็นเรื่องธรรมดามากที่ผู้โดยสารรถใต้ดินจะมุดหัวในหนังสือพิมพ์หรือหนังสือ แต่ไม่ใช่ที่นี่" เนื่องจากผลสำรวจบอกว่าคนไทยชอบอ่านข่าวที่สุด บทความจึงตั้งคำถามว่าคนชอบอ่านข่าวประเภทใดกัน "ดูจากหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดสามหัวในประเทศแล้ว คนไทยดูจะชอบข่าวชาวบ้าน" (ใช้คำว่า ข่าวแท็บลอยด์) ซึ่งบทความก็บอกว่ายังดีกว่าไม่อ่านอะไรเลย และเสนอว่ารัฐบาลน่าจะใส่ใจกับทรัพยากรคนด้วย
* คำประกาศของคณะกรรมการตัดสิน
* เปิดทำการไม่ถึงสองอาทิตย์ก็มียอดสมาชิกเกือบพันคน ห้องสมุดออนไลน์ My Book Your Book ชวนนักอ่านมาแบ่งปันหนังสือคนละสิบเล่ม พร้อมค่าสมัครปีละหกร้อยสามสิบบาทเพื่อซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดให้ทุกคนได้ยืม * ประกาศขายนิตยสาร Granta เนื่องจากเจ้าของปัจจุบันคิดจะเกษียณ แกรนต้าเป็นนิตยสารวรรณกรรมที่ออกปีละ 4 เล่ม ก่อตั้งในปี 1889 โดยกลุ่มนักศึกษาเคมบริดจ์ นิตยสารฉบับนี้ตีพิมพ์งานเขียนของนักเขียนดังๆ (เช่น การ์เซีย มาร์เกซ) นักเขียนใหม่ที่ได้ลงแกรนต้าก็เรียกได้ว่าแจ้งเกิดได้ หนึ่งในนั้นคือนักเขียนไทย ชื่อ รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ * หลังจากทำ Big Read ตอนนี้บีบีซีจัด The Big Gay Read in Britain * ประมูลชื่อตัวละครในหนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนชื่อดัง งานนี้เพื่อการกุศลโดยเฉพาะ (กรุณาดูหน้าของสตีเฟน คิง) * ข่าวเล็กๆ ในเทเลกราฟเป็นฉบับบอกว่าหนังสือเล่มสามของดอนน่า ทาร์ต เป็นนิยายตื่นเต้นระทึกขวัญที่คนกลุ่มหนึ่งติดอยู่ในลิฟต์ หนังสือเล่มแรกของเธอ The Secret History (1992) ห่างจากหนังสือเล่มที่สอง The Little Friend (2002) ถึงสิบปี มาดูสิว่าเล่มสามจะยาวนานแค่ไหน ทาร์ตเป็นนักเขียนที่ดอทโอชอบอีกคนหนึ่ง เธอมีมนต์สะกดในการเขียน มีเสน่ห์ในการใช้ภาษา แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังไม่เคยเล่าหนังสือให้ฟัง * จากผู้จัดการปริทรรศน์
|