|
เนชั่นลงข่าวเด็กขอทานวัย 6 ปีที่อ่านและหัดเขียนหนังสือขณะนั่งขอทาน บริเวณวัดบางพลีใหญ่กลาง สมุทรปราการ เด็กบอกว่า "ผมไม่มีเงินเรียนหนังสือในโรงเรียน" ผู้สอนอ่านเขียนให้เขาคือพระที่วัด เด็กคนนี้ตามพระไปบิณฑบาตตอนเช้า หลังจากนั้นพระจะสอนหนังสือให้ เด็กคนนี้มีน้องชายวัย 5 ปีนั่งขอทานอยู่บริเวณวัดเช่นกัน พ่อของเขาพิการ ทั้งพ่อแม่เป็นขอทาน เด็กมานั่งขอทานวันหยุดและวันพระเพราะมีคนมาวัดมาก รายได้จากการขอทานตกประมาณวันละ 50 บาท แต่บางวันได้ 100 หรือ 200 บาท เขาเอาเงินให้แม่และเก็บส่วนหนึ่งไว้ซื้อหนังสืออ่าน เด็กน้อยบอกว่า "ผมชอบอ่านหนังสือ ผมไปซื้อหนังสือที่ชอบเอาเอง บางครั้งก็มีคนใจดีให้หนังสือ" เด็กคนนี้บอกว่าไม่อยากเป็นขอทานไปตลอดชีวิต "ผมหวังว่าจะไม่ต้องทำงานนี้เมื่อต้องเข้าโรงเรียน ผมอยากเป็นวิศวกร ผมซ่อมเครื่องไฟฟ้าเป็นแล้ว"
หนังสือคลาสสิกชุดแรกจะวางจำหน่ายเดือนพฤศจิกายนนี้โดยมียอดพิมพ์ครั้งแรกเรื่องละ 10,000 เล่ม ประกอบด้วย Don Quixote ของเซร์บันเตส Wuthering Heights ของเอมิลี่ บรองเต้ Jane Eyre ของชาร์ล็อต บรองเต้ The Hunchback of Notre Dame ของวิกเตอร์ ฮูโก้ Oliver Twist ของชารลส์ ดิกเกนส์ Divine Comedy ของดังเต้ Crime and Punishment ของดอสตอยเยฟสกี้ Faust ของเกอเธ่ Resurrection ของตอลสตอย และ Moby Dick ของเมลวิลล์ เป็นที่รู้กันว่าจีนมีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือมากอันดับต้นๆ ของโลก หนังสือร้อยละ 50-90 ในท้องตลาดเป็นหนังสือเถื่อน (มีทั้งแปลเถื่อน หนังสือปลอมจากฉบับของแท้ หนังสืออ้างว่าเขียนโดย เจ.เค.โรล์ลิ่งหรือนักเขียนดังอื่นๆ มีหนังสือให้โหลดได้ทางเน็ต ฯลฯ) ข้อนี้ทำให้บริษัทต่างชาติครั่นคร้ามการทำธุรกิจหนังสือในจีน แต่เพนกวินไม่กลัว บอกว่าหนังสือคลาสสิกเหล่านั้นคงไม่โดนดีอย่างการปลอมแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เพราะขายช้ากว่า เพนกวินพิมพ์หนังสือที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี 2005 โดยออกหนังสือ 4 เรื่องในภาษาฮินดี (หนึ่งในนั้นคือ ศกุณตลา) ต่อมาพิมพ์หนังสือภาษามราฐีและภาษามาลายาลัมวางขายในอินเดีย ข่าวนี้ทำให้ดอทฉงนใจ หากเพนกวินเริ่มบุกประเทศอื่นๆ ในเอเชีย วงการหนังสือแปลบ้านเราจะเป็นอย่างไร ส่วนดอทเฟย์อิจฉาประเทศจีน อย่างไรคิดว่าเพนกวินคงไม่แปลไทยในอนาคตอันใกล้เพราะประชากรบ้านเราน้อย ในขณะที่แมนดารินเป็นภาษาที่คนใช้มากที่สุดในโลก ยังมีเรื่องน่าอิจฉายิ่งกว่านี้ สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์เพิ่งประกาศเช่นกันว่าจะแปลวรรณกรรมจากนักเขียนจีนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อวางขายที่ต่างประเทศ เรื่องแรกคือ Swordbird โดย Nancy Yi Fan วัย 12 ปี จะวางขายเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ที่อเมริกาและอังกฤษ ฮาร์เปอร์คอลลินส์กำลังจัดทำพจนานุกรมออนไลน์ อังกฤษ-จีน ให้ใช้ฟรีที่ cidian.cn โดยจะเปิดตัวเดือนตุลาคมนี้ ภาษาที่คนใช้มากที่สุดในโลก 11 อันดับ ได้แก่ แมนดาริน (1.2 พันล้านคน), อังกฤษ (480 ล้านคน), สเปน (320 ล้านคน), รัสเซีย (285 ล้านคน), ฝรั่งเศส (265 ล้านคน), ฮินดี/อูรดู (250 ล้านคน), อราบิก (221 ล้านคน), โปรตุเกส (188 ล้านคน), เบงกาลี (185 ล้านคน), ญี่ปุ่น (133 ล้านคน) และเยอรมัน (109 ล้านคน)
ไชน่าเดลี่รายงานสัดส่วนหนังสือนำเข้าจากต่างประเทศกับหนังสือที่ส่งออกไปขายต่างประเทศอยู่ที่ 10 : 1 มาหลายปีแล้ว เพิ่งกระเตื้องขึ้นบ้างปีที่แล้วเป็น 6.5 : 1 ทั้งที่จีนส่งออกสินค้ามากมาย เช่นถุงเท้า 40% ในโลกทำในจีน อุปกรณ์กีฬา 65% ในโลกทำในจีน กระดุม 95% ในโลกทำในจีน แต่หนังสือจีนตีตลาดนอกไม่ง่ายนัก รองผู้อำนวยการดูแลการประชาสัมพันธ์หนังสือในต่างประเทศกล่าวว่าเพราะภาษาจีนซับซ้อน การแปลหนังสือจีนเป็นภาษาอื่นต้องเข้าใจดีทั้งเรื่องภาษาและเนื้อหา ซึ่งหาไม่ง่ายนัก
หลายสำนักพิมพ์เลือกงานคลาสสิกมาแปลเพื่อเลี่ยงค่าลิขสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น ดอน กิโฆเต้ ฉบับแปลเป็นภาษาจีนมีด้วยกัน 19 เวอร์ชัน ฉบับแปลครั้งแรกออกมาในปี 1922 (แปลจากภาษาอังกฤษ) ฉบับแปลครั้งแรกจากภาษาต้นฉบับออกมาในปี 1978 และฉบับแปลล่าสุด 2001 บางเวอร์ชันด้อยคุณภาพ หรือไม่ก็ไปลอกมาจากฉบับแปลอื่น (ปัจจุบัน หยางเจี้ยง ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ จากภาษาต้นฉบับเป็นครั้งแรกอายุ 95 ปีแล้ว ) รองประธานสมาคมผู้แปลจีนกล่าวว่าการแปลผิดเห็นได้ทั่วไปที่ป้ายตามถนนหนทาง แผ่นพับหรือเอกสารแจก บ้างกล่าวว่าจีนขาดนักแปลคุณภาพอย่างหนัก โดยต้องการนักแปลคุณภาพเพิ่มถึงร้อยละ 90 ข่าวซินหัวเล่าความจำเป็นในการต้องเร่งแปลหนังสือแข่งกับฉบับแปลเถื่อน เช่น แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เล่ม 5 ของจีนออกฉบับแปลเร็วที่สุดในโลก เพียง 3 เดือนหลังจากหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ทันใจนักอ่านที่ไปซื้อฉบับแปลเถื่อนมาอ่านก่อนแล้ว สำนักพิมพ์กล่าวว่าฉบับเถื่อนกดดันเรามาก คุณภาพก็ต่ำ คนแปลฉบับเถื่อนเว้นข้ามหลายตอนที่ตนเองไม่เข้าใจโดยตัดทิ้งไปเลย แฮร์รี่แปลเถื่อนไม่เหมือนฉบับแปลของแท้ที่สำนักพิมพ์ขยันใส่คำอธิบาย ในเล่ม 5 มีเชิงอรรถจำนวนมาก เช่น "ถ้าอยากรู้ว่าทำไม ..ชื่อตัวละคร.. จึงกลายร่างเป็น ..สัตว์ชนิดหนึ่ง.. อ่านได้จาก โลกอัศจรรย์ของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ของสำนักพิมพ์เดียวกัน" ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวถึงแฮร์รี่เล่มก่อนๆ เชิงอรรถเหล่านี้อ่านแล้วน่าสนใจดี บางตอนก็น่ารักแบบมีฮา เช่น เชิงอรรถของเล่ม 4 บท 12 มีความว่า ในเล่มแรก ศาสตราจารย์มักกอนนากัลวางหมวกคัดสรรบนเก้าอี้ 4 ขา มาเล่มนี้กลายเป็นเก้าอี้ 3 ขา ผู้เขียนอาจจำผิดก็ได้ ช่างเอื้อเฟื้อช่วยตรวจทานข้อบกพร่องที่โรล์ลิ่งอาจหลงลืม อ่านเชิงอรรถฉบับแปลจีน หนังสือ My Side ของเดวิด เบคแฮม แปลฉบับจีนเสร็จใน 1 สัปดาห์โดยนักแปล 12 คน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งในบ้านและนอกบ้านว่าคุณภาพแย่ A Brief History of Time ของฮอคกิงขายดีในจีนเป็นสิบปีแล้ว แต่มีผู้ติว่าที่ผิดเยอะ ปี 2003 มีการทดสอบวัดระดับสำหรับนักแแปลและล่าม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาคุณภาพผู้แปล ข้อมูลปี 2004 ระบุว่าผู้สอบร้อยละ 30 สอบผ่าน (จากผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 4,600 คน)
โคดี้ส์ปิดร้านสาขาถนนเทเลกราฟเนื่องจากยอดขายตกต่ำเรื่อยมา ต้องแบกภาระขาดทุนกว่าล้านเหรียญ ผู้คนไม่ค่อยอยากมาช็อปปิ้งที่ถนนนี้เนื่องจากสภาพไม่น่าสบายใจของย่านนั้น (มีคนไร้บ้านมากมาย หลายคนมาคอยยืนขอเงิน เด็กวัยรุ่นมาคอยขอบุหรี่ ฯลฯ) เนื่องจากการแข่งขันของร้านหนังสือทางเน็ต และจากนิสัยการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไปของนักศึกษามหาวิทยาลัยในละแวกนั้น โคดี้ส์เปิด ร้านใหม่ที่ซานฟรานซิสโก แต่ยอดขายไม่โตเร็วอย่างที่เจ้าของหวังไว้ เนื่องจากโคดี้ส์ดังในเบิร์กลีย์ก็จริง แต่รอสบอกว่าคนอีกมากในซานฟรานซิสโกไม่รู้จักโคดี้ส์ด้วยซ้ำ แม้จะปิดร้านที่เทเลกราฟไปแล้วก็ยังไม่หมดปัญหาการเงิน สำนักพิมพ์บางแห่งหยุดให้เครดิตทำให้โคดี้ส์ต้องซื้อหนังสือด้วยเงินสด จำนวนหนังสือในสต็อกของร้านที่เหลืออยู่ทั้งสองลดลงเกือบหนึ่งในสาม รอสกล่าวว่าการลงทุนครั้งนี้จะทำให้โคดี้ส์มีอายุยืนยาวอย่างน้อย 50 ปี ส่วนฮิโรชิ คากาวา ซีอีโอของโยฮันบอกว่าเขาหลงรักโคดี้ส์ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือนในปี 1983 คากาวารู้ถึงปัญหาการเงินของโคดี้ส์ในเดือนกุมภา งานแรกของเขาคือจะโทรศัพท์ไปบอกทุกคนว่าไม่ต้องห่วงโคดี้ส์ อ่านข่าวแล้วเห็นดอทเฟย์แอบยิ้ม
บทความ Between the Pages in Book World ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ทำให้เรารู้ว่าการเล่าหนังสือเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเอาการ แต่นั่นเป็นเพราะว่าคนทำก็คงอยากสร้างมาตรฐานที่ดีในการอ่าน จึงพยายามทำทั้งหมดขึ้นเพื่อการอ่านมากกว่าการค้า แผนกอ่านหนังสือของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รับหนังสือจากสำนักพิมพ์ 50,000-80,000 เล่มต่อปี ทุกวันจะมีหนังสือถูกส่งเข้าห้องเก็บของ 150 เล่มต่อวัน ซึ่งแผนกหนังสือของวอชิงตันโพสต์สามารถวิจารณ์หนังสือเพียงสองพันเล่มต่อปีเท่านั้น เราต้องเกิดคำถามเป็นธรรมดาว่าเขาคัดเลือกหนังสืออย่างไร มารี อาราน่า บรรณาธิการแผนกหนังสือบอกว่าเลือกหนังสือจากความสำคัญ เช่น มีคุณค่าทางวรรณกรรมพอจะกล่าวถึง, เป็นเล่มที่สำนักพิมพ์โปรโมท, เป็นเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกดี อย่างที่ต้องใช้สัญชาตญาณเบื้องต้นแบบเดาเอาเอง อีกทั้งหนังสือยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทก็ต้องคัดแยก และถ้าเป็นนักเขียนที่รู้จักดีติดอันดับขายดีบ่อยๆ ก็จะไม่เขียนถึงเพราะเจ้าตัวมีแฟนคลับอยู่แล้ว อาราน่า มีโอกาสเลือกหนังสือจากรายการของสำนักพิมพ์ล่วงหน้าสองเดือนก่อนตีพิมพ์ เธอไม่สนใจคำโปรย ไม่สนใจว่าเป็นหนังสือออกใหม่ และไม่สนใจว่านักเขียนหรือเพื่อนนักเขียนโทรมาหา เธอคัดเลือกด้วยตัวเองประมาณ 35 - 60 เล่มต่ออาทิตย์ หลังจากนั้นมันจะไปอยู่บนหิ้ง แล้วถ้าเล่มไหนเธอและคณะสนใจจริงจังก็จะได้รับการรีวิว ที่เหลือส่งต่อห้องสมุดหรือโรงพยาบาล นอกจากนั้นความที่มีหนังสือมากมายเกินกว่าจะเก็บรายละเอียดได้หมด แผนกรีวิวหนังสือจึงต้องมีการประชุมเพื่อคัดเลือกหนังสือที่จะรีวิว ผู้รีวิวต้องเซ็นชื่อในสัญญาว่าจะรีวิวหนังสือโดยไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีอคติต่อหนังสือเล่มนั้น นี่เป็นจรรยาบรรณเบื้องต้นของคนรีวิวหนังสือ ย้อนกลับมาดูเฟลิซิตี้ ดีใจที่ไม่เคยมีใครบังคับให้อ่าน ไม่มีใครจ้างเพราะทุกครั้งซื้อหนังสืออ่านเองตามใจนึก ไม่ต้องกลุ้มใจใดใดทั้งสิ้น ดอทมีคติง่ายๆ อยู่ว่า อ่านชอบก็ชม ไม่ชอบก็ไม่พูดถึง ตามประสานักอ่านธรรมดาเท่านั้นเอง * ข่าวย้อนหลังที่เกี่ยวข้อง การเลือกคนเขียนแนะนำหนังสือของนิวยอร์กไทมส์
หากมีความจริงอีกด้านหนึ่ง นิยายในยุควิคตอเรียนจะลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในวารสารหรือนิตยสารก่อนเสมอ นักเขียนจะมีวิธีทิ้งมุขกระหายให้นักอ่านในตอนจบของแต่ละตอน จนนักอ่านพากันติดงอมแงม ใจจดจ่อตื่นเต้นกับวาระการออกของวารสารเหล่านั้น วิลกี้ คอลลินส์เคยเขียนนิยาย No Name (1862) ลงในวารสาร All The Year Round ที่มีชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เป็นบรรณาธิการ แม้จะมีกำหนดเวลาและจำนวนตอนแน่นอน แต่เขียนไปเขียนมาจนย่างเข้าสู่ปีที่สอง เขียนจนคอลลินส์ป่วย นักอ่านติดกันหนึบบรรณาธิการใจระส่ำเพราะกลัววารสารออกไม่ทัน ครั้งหนึ่งดิกเกนส์ทนไม่ไหวเขียนจดหมายหาคอลลินส์บอกว่าจะเขียนแทนถ้าทำไม่ทัน '..come to London straight. I am quite confident that, with you notes, I could take up at any time and do it.' (Letters of Charles Dickens to Wilkie Collins 1851-1870 พิมพ์โดย Laurence Hutton, London 1892) ความสนุกจากการอ่านนิยายในบรรยากาศนี้ ล่าสุด รอยเตอร์ รายงานว่ามีการนำมาใช้โปรโมทหนังสือใหม่สไตล์วิคตอเรียน Glass Books of the Dream Eaters ของ G.W. Dahlquist ตีพิมพ์ในรูปวารสารสิบฉบับเฉพาะในอังกฤษ 5,000 เล่มในราคา 25 ปอนด์ ให้นักอ่านติดตามเป็นสมาชิก โดยสำนักพิมพ์จะส่งวารสารทุกอาทิตย์จนสิ้นสุดในเดือนธันวาคม และพิมพ์ออกมาเป็นเล่มปกแข็งในเดือนมกราคมปีหน้า (ฉบับปกแข็งราคา 16.99 ปอนด์) ในอเมริกาหนังสือเล่มนี้วางจำหน่ายแล้ว น่าสังเกตว่าในฉบับอเมริกา นักเขียนใช้ชื่อจริงว่า Gordon Dahlquist แต่ในอังกฤษมีการเปลี่ยนไปใช้ตัวย่อเพื่อความลึกลับแบบวิคตอเรียน
เมื่อมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือแปล แนนซี่ ดรูว์ สาวน้อยนักสืบ ตอน ขโมยวัตถุโบราณ ของ สนพ. สยามอินเตอร์คิดส์ จัดทำตัวหนาตัวเอียงพร่ำเพรื่อ "บทบรรยายเดี๋ยวก็เป็นตัวธรรมดา เดี๋ยวก็ตัวเอียง" อย่างดูไม่มีที่มาที่ไป ผู้แปลเข้ามาตอบในบล็อกนักอ่านผู้นี้ว่า "ที่จัดเรียงข้อความแบบนั้น เนื่องจากต้องการใส่ชีวิตให้กับตัวหนังสือ ไม่อยากให้ตัวหนังสือ ตั้งตรง เป็นอารมณ์เดียวกันตลอดทั้งเล่มน่ะค่ะ" ...................................................................................... (สำหรับให้ผู้อ่านเติมคำอุทาน/ผรุสวาท) สำนักพิมพ์เห็นด้วยกับผู้แปลจริงหรือนี่
หัวหน้าบรรณาธิการ เอลีโอ กอร์ดอน เล่าว่าเขากับนักเขียนจะช่วยกันรวบรวมหารูปที่เหมาะๆ ก่อนถึงวันประชุมเรื่องปก โดยหวังว่าหนึ่งในนั้นจะใช้ได้ จากนั้นค่อยมาคิดการวางตัวอักษร นั่นคือชื่อหนังสือ คำบรรยาย และชื่อผู้เขียน หากยังตกลงไม่ได้ก็ต้องไปบอกฝ่ายรูป หรือไปค้นตามเว็บขายรูปต่างๆ กอร์ดอนเดินทางไปหารูปปก Home Run ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่พิพิธภัณฑ์สงครามในลอนดอน เมื่อได้ปกและออกแบบแล้ว โรงพิมพ์จะส่งตัวอย่างปกมาให้เพื่อการตัดสินใจขั้นสุดท้าย สำนักพิมพ์เมืองนอกมักส่งหนังสือไปให้นักวิจารณ์ล่วงหน้า เพื่อที่สื่อต่างๆ สามารถลงบทวิจารณ์ได้ตั้งแต่วันหนังสือออก หนังสือฉบับนักวิจารณ์เหล่านี้บางครั้งอยู่ระหว่างตรวจทานรอบสุดท้าย บางครั้งยังไม่มีหน้าปก หากไม่ได้หน้าปกจริงๆ แล้ว อย่างไรก็ต้องออกแบบปกฉบับล่วงหน้าให้หนังสือน่าสนใจ น่าหยิบขึ้นมาอ่าน เช่นลองไปดูรูปปกอัตชีวประวัติของ จอห์น ดันน์ ฉบับตรวจแก้ที่สวยน่าอ่าน น่าหยิบจับไม่น้อยกว่าปกจริง ไม่เชื่อไปดูซี (109 kb) เพนกวินชอบออกแบบปกหนังสือกระชากใจและกระเป๋าของสองดอทเสมอ ล่าสุดออกหนังสือรุ่นคลาสสิกดีลักซ์โดยไปเอานักวาดการ์ตูนคนดังมาวาดปก เช่น ปก Candide ฝีมือ คริส แวร์ ที่สวยตกตะลึงยิ่งนัก
บล็อกเพนกวินอ่านสนุกไม่น้อย ด้วยบรรณาธิการมาเขียนเล่าเกี่ยวกับการทำหนังสือ อีกเรื่องที่ดอทอ่านเจอแล้วประทับใจจนอยากเล่าต่อคือการเขียนคำโปรยที่หลังปกหนังสือ Copywriter (ผู้เขียนถ้อยคำโฆษณา) ของเพนกวินบอกว่าคำโปรยที่ดีควรประกอบด้วย
เรียกว่าหากทำไม่ได้ตามนี้แล้ว ผู้เขียนคำโฆษณาของเพนกวินถือว่าตัวเองล้มเหลวในการหน้าที่การงาน อ่านแล้วทึ่งและชื่นใจเสียนี่กระไร ที่คนทำหนังสือตั้งอกตั้งใจและคิดเยอะกับงานของตน นอกจากคำโปรยแล้ว ที่ปกหลังหนังสือยังพิมพ์คำชมจากรีวิวสำนักต่างๆ ซึ่งต้องคัดแล้วกรองอีก (บทรีวิวที่ชมหนังสือในทางดีเลิศที่สุดจะถูกเลือกมาพิมพ์ไว้บนหน้าปก เพื่อดึงดูดให้คนอยากหยิบหนังสือขึ้นมา)
* รายชื่อหนังสือ Shortlist รางวัลบุ๊กเกอร์ปีนี้ ตัวเก็งหลุดโผกันไป Desai, Kiran The Inheritance of Loss
* ดูตัวอย่างหนังมาก็มากแล้ว ไปดูตัวอย่างหนังสือกันบ้างซี สำนักพิมพ์ FSG โปรโมทหนังสือเล่าเรื่องชีวิต The Mystery Guest ของ Gregoire Bouillier (เป็นหนังสือแปลจากภาษาฝรั่งเศส) โดยลงทุนทำตัวอย่างหนังเผยแพร่ใน YouTube ดูแล้วน่ารักดี ดอทชอบตรงเอาคำรีวิวจากสำนักต่างๆ โดยประดับช่อดอกไม้ให้ดูหรูหราเสมือนหนังอาร์ต ไอเดียหนังตัวอย่างนี้มาจากผู้แปล ผู้กำกับคือ David Teague * น่าอ่าน เขียนฝันมาทั้งชีวิต... คำต่อคำ "ประชาคม ลุนาชัย" นักเขียน (เกือบ) ซีไรต์ (อีกลิงก์) ที่บอกว่า หนังสือดีที่เขียนโดยนักเขียนไทยไม่ได้มีเพียงปีละเล่ม นำพาให้อิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอันเกษม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ของชีวิตเล็กๆ ในโลกเล็กๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง * ข่าวล่าซีไรต์ จาก มติชน บอกว่า แต่ควรจะพิจารณาถึงคุณสมบัติบางประการของคณะกรรมการหรือไม่ว่า วัยและสังขารอาจจะทำให้สนใจในเรื่องน่ารัก เรื่องคุณงามความดี ที่หมดจดงดงามดังได้นำเสนอไว้ในเหตุผลของคำตัดสิน อ่านแล้วชวนนึกถึง a day และ summer : นิตยสารทางเลือกที่อันตราย (2544) โดย ธดา * SeaWrite judges take easy way out จากเนชั่น บอกว่า It may sound cynical but the awarding of the literary prize has become controversial in recent years partly because of the widely-held suspicion that the SeaWrite committee has been lowering its standards by pandering to the popular taste, which gravitates towards simple, easy-to-digest reading materials. (แปลประมาณว่า ที่รางวัลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะสงสัยกันทั่วไปว่ากรรมการลดมาตรฐานลงมาเอาใจรสนิยมชนนิยม ออกทางงานอ่านง่ายย่อยง่าย) * ปีละเล่ม โดย ชาติ ภิรมย์กุล บอกว่าแนวโน้มงานเขียนหนังสือของคนรุ่นใหม่แบ่งได้เป็น 3 แนว คือ แนวแฟนตาซี แนวรัก-โรแมนติก และแนวแฉ-ด่าผู้ชาย หนังสือแนววรรณกรรมสร้างสรรค์ที่ใช้ภาษาสวยงามจะคึกคักและเป็นข่าวช่วงประกวดซีไรต์ หลังจากนั้นจะค่อยๆ เงียบหายไปเอง
* ราคาหนังสือของไทยแพงจริงหรือเปล่า จาก สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ แห่งประเทศไทย * คนไทยคว้าเหรียญทองหนังสือทำมือที่ญี่ปุ่น * รวม อันดับขายดี ในอเมริกา * หนังสือบางเล่มปกสวยจนอยากอ่าน ชวนชมเว็บ ศิลปะแห่งหน้าปก * กูเกิลฉลองอิสรภาพในการอ่าน : ดูหนังสือคลาสสิก 42 เรื่องที่เคยถูกแบน * ชวนอ่าน ซาลอนเขียนถึงหนังสือ We ฉบับแปลใหม่น่าอ่านมาก และเล่าถึงซัมยาตินผู้เขียนว่าบุคคลนี้นอกจากจะไม่กลัวการต่อสู้แล้ว ยังคอยเสาะหามันอยู่ตลอดเวลา เขาถูกจับกุมหลายครั้ง ลี้ภัยออกนอกประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หาทางกลับมารัสเซียบ้านเกิดได้เสมอ ในปี 1931 ซัมยาตินเบื่อการถูกแบนจึงขอเนรเทศตัวเองอีกครั้ง เขาเขียนหาสตาลินว่า "I beg to be permitted to go abroad with my wife with the right to return as soon as it becomes possible in our country to serve great ideas in literature without cringing before little men" ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับอนุญาตด้วย จะต้องไปหาหนังสือของนักเขียนผู้นี้มาอ่านซะแล้ว * หนังสือเยอรมันเรื่อง Der Giftpilz (เห็ดพิษ) พิมพ์ปี 1938 เพื่อล้างสมองเด็กๆ ให้เกลียดชาวยิว ดูรูปและคำบรรยายรูปในภาษาอังกฤษ Boing Boing เรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนังสือเด็กที่น่ากลัว น่ารังเกียจ และหลอนที่สุดในโลก Julius Streicher ผู้พิมพ์หนังสือถูกประหารชีวิตในข้อหาอาชญากรสงครามในปี 1946 * รวมนคร เดอะรีพอร์ตเตอร์ พิตบูล แห่งจันทร์ส่องหล้า: สื่อแท้ หรือ สื่อเทียม so what ..โกยเงินดีกว่า !!! จาก โอเพ่นออนไลน์ * ครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์ 9/11 ชวนอ่าน The age of horrorism จากมาร์ติน อามิส 1,2, 3 * การประกวด Noma Concours for Picture Book Illustrations ครั้งที่ 15
* ปาโบล เนรูด้า มหากวีผู้ยืนเคียงข้างประชาชน
9-17 กันยายนนี้ ผู้ซื้อหนังสือที่ไทยแลนด์ บุ๊ค ทาวเวอร์ ยกเว้นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และร้านค้าที่ไม่เข้าร่วมรายการ (._.? ) สามารถเลือกรับหนังสือฟรี 1 เล่มต่อคน จากหนังสือที่เขาคัดสรรมาให้ นอกจากนั้นโครงการเปิดรับสมัครสมาชิกฟรีถึงสิ้นปีนี้เพื่อรับส่วนลด 5% ในการซื้อหนังสือ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม | ดูแผนที่ * ข่าวเฟลิซิตี้ก่อนหน้า : เว็บบุ๊คทาวเวอร์ | บุ๊คทาวเวอร์ เปิดบริการเดือนมีนาคม | โครงการเมืองหนังสือ
และแล้วสิ่งที่ดอทพรั่นพรึงตั้งแต่เห็นโผผู้เข้าชิงซีไรต์ก็กลายเป็นความจริง ความสุขของกะทิ ได้ซีไรต์ปีนี้ มาร์แซล บารัง กระเทาะเปลือกซีไรต์ บอกว่า "ความสุขของกะทินั้นคุณงามพรรณเขียนได้ดีมาก เพราะมาก แต่ topic ของเขามันเล็กนิดเดียว มันแคบมาก เป็นวรรณกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ สำหรับเยาวชน แต่ไม่ใช่วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่" ดอทไม่เห็นด้วยนัก ด้วยเห็นว่า ความสุขของกะทิ คือนิยายพาฝันสำหรับผู้ใหญ่ที่สวมหน้ากากหนังสือเด็ก เด็กๆ จะไม่สนใจในความเพียบพร้อมดีงามของกะทิและไม่สนใจพล็อตในเรื่อง มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะปลาบปลื้มถึงชาติตระกูลดีงาม ความมีฐานะและไฮโซของกะทิ (ขณะดอทอ่านไปชวนให้นึกถึงว่าหากในเรื่องจะมีแม่ค้าในตลาดปรากฏตัว แม่ค้าผู้นั้นจะเพิ่งกลับจากประชุมสันติภาพโลกที่กรุงเจนีวา) กะทิไม่ใช่เด็กที่มีบุคลิกชีวิตจริง แต่เป็นเด็กพิเศษที่ครบถ้วนด้วยคุณสมบัติที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กมี แม้เนื้อเรื่องจะเกิดขึ้นที่ชนบทแต่จะเห็นว่ากะทิไม่ขาดอะไรสักอย่างเดียว แม้แต่ความเศร้าก็เป็นความงดงามและโรแมนติก อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้การันตีความชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ อ่านแล้วได้ความรู้สึกดีซาบซึ้งมีความสุขแบบละครไทยเรานั่นเอง
รางวัล Quills ที่กะจะให้เป็นออสการ์สำหรับหนังสือ ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงประจำปี ปีนี้มีหนังสือ 95 เล่มใน 19 สาขา ซึ่งชวนมหาชนร่วมคัดเลือกหาหนังสือยอดนิยมในแต่ละประเภทด้วยการโหวตออนไลน์ รางวัลนี้ไม่มีการจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้เขียนแต่อย่างไร ดังนั้นรายการนี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการตลาดโดยแท้ สำหรับวงการหนังสือปัจจุบัน รางวัลนี้เป็นเหมือนคาร์บ๊องที่ไม่ถือเอาจริงเอาจังอะไร ผู้ได้รางวัลมักเป็นหนังสือดังๆ อยู่แล้ว การจัดงานปีที่แล้วไม่ดึงดูดความสนใจคนเท่าที่คิด และแทบไม่มีผลช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ถึงอย่างไรสำนักพิมพ์เห็นว่ามีรางวัลดีกว่าไม่มี เฟลิซิตี้ได้อ่าน Cell ของสตีเฟน คิง และดีใจที่เห็นอีกสองเล่มยอดเยี่ยมในรายชื่อเข้าชิง ดังนี้ Black Swan Green ของเดวิด มิทเชล และ Suite Française ของไอรีน เนเมียรอฟสกี้
รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่นกำลังวางแนวทางเพื่อความปลอดภัยสำหรับหุ่นยนต์รุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการนำกฎหุ่นยนต์ที่แอสิมอฟตั้งไว้ในนิยายไซไฟมาใช้เป็นจริงเป็นจังครั้งแรก โดยเฉพาะในส่วนที่ระบุว่าหุ่นยนต์ต้องไม่ทำอันตรายมนุษย์ ไอแซค แอสิมอฟ ตั้งกฎสามข้อไว้ตั้งแต่ปี 1940 ว่า
แนวทางที่ร่างขึ้นนี้บังคับให้บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ต้องติดตั้งเซนเซอร์ต่าง ๆ ในหุ่นยนต์เพื่อป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์วิ่งพุ่งชนคน หุ่นยนต์ควรทำจากวัสดุนิ่มและมีปุ่มปิดฉุกเฉิน ควรทราบกรณีศึกษาในปี 2524 ที่เคนจิ อุระดะ คนงานปีนข้ามรั้วในโรงงานคาวาซากิไปทำงาน ความรีบร้อนทำให้เขาไม่ได้ปิดการทำงานของหุ่นยนต์อย่างถูกต้อง หุ่นยนต์ที่ไม่รู้ได้ว่าเขาเป็นมนุษย์จึงทำงานต่อไปและใช้แขนไฮดรอลิคทรงพลังบดร่างเขากับเครื่องจักร ความตายครั้งนี้เป็นคราวแรกที่มนุษย์ถูกฆ่าโดยหุ่นยนต์ หนังสือ ข้าคือหุ่นยนต์ (I, Robot) สนุกมากๆ หากอยากรู้เรื่องกฎหุ่นยนต์เฟลิซิตี้แนะนำว่าควรอ่านหนังสือเล่มนี้ ในปี 2004
Paula Spencer - Roddy Doyle
หนังสือแปลออกใหม่ที่เฟลิซิตี้เคยเขียนถึง :
Travelodge สำรวจหนังสือที่นักอ่านชอบทิ้งไว้ในโรงแรม ผลปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือชีวประวัติของดาราหรือผู้มีชื่อเสียง อันดับหนึ่ง Confessions Of An Heiress ของปารีส ฮิลตัน ตามมาติดๆ ด้วยหนังสือของโฮเซ่ มูรินโญ ผู้จัดการทีมฟุตบอลเชลซี อันดับห้า ประวัติของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนยู และในสิบอันดับปรากฏนิยายถึงสามเล่ม ส่วนจะเป็นเล่มไหน ตามไปดูได้ในรายงานข่าว คุณค่าของหนังสือเหล่านี้น้อยเกินไปหรือสังคมสนใจอยากรู้แต่เรื่องชาวบ้าน ต้องพิจารณา
หลังจากกึนเทอร์ กราสส์ สารภาพความผิด ในวัยเยาว์เพราะเคยเป็นทหารหน่วยเอสเอสของฮิตเลอร์ ความฮือฮาของข่าวทำให้หนังสือ Peeling Onions บันทึกชีวิตของเขาวางขายเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ต้นเดือนกันยายน สำนักพิมพ์ Steidl เจ้าของต้นฉบับภาษาเยอรมัน เปิดเผย ว่ามีนักอ่านจำนวนมากมาถามหาหนังสือตามร้าน ทางสำนักพิมพ์จึงเลื่อนวันจัดจำหน่าย ซึ่งยอดพิมพ์ครั้งแรก 150,000 เล่ม ตอนนี้ได้รับแจ้งจากร้านค้าว่าจำหน่ายไปแล้วถึง 130,000 เล่ม งานนี้สำนักพิมพ์สบายแฮ
หนังสือพิมพ์ เดอะสตาร์ รายงานผลสำรวจการอ่านล่าสุดในปี 2548 ว่าคนมาเลเซียอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละสองเล่ม ผลสำรวจนี้ทำให้วงการหนังสือประเทศเขาห่อเหี่ยวใจ ด้วยการสำรวจในปี 2539 พบว่าคนอ่านหนังสือปีละสองเล่มเช่นกัน นั่นแปลว่าเกือบสิบปีผ่านไปแต่อัตราการอ่านไม่ได้ดีขึ้นเลย ประธานสมาคมสำนักพิมพ์ในประเทศเขาถึงกับคิดฝันว่าจะทำโฆษณาโทรทัศน์ประชาสัมพันธ์การอ่าน โดยให้เด็กชายวิ่งไปถามพ่อเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ พ่ออับอายที่ตอบไม่ได้จึงบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกลูก! และแล้วจะมีเสียงดังก้องขึ้นว่า อยากให้ลูกโตขึ้นมาเป็นเหมือนอย่างคุณหรอกรึ เป็นคนไม่เดียงสาและจิตใจคับแคบ จินตนาการค่อนข้างโหดร้ายนี้คงทำให้เข้าใจความอัดอั้นตันใจของเขาได้ดี มาเลเซียมีประชากรประมาณ 25 ล้านคน ใช้ภาษามาเลย์ อังกฤษ จีน และทมิฬ ปัจจุบันออกหนังสือปีละราว 7,000 เรื่อง แต่ละเรื่องมียอดพิมพ์ 1,000-3,000 เล่ม สร้างความอาดูรให้คนในวงการหนังสือ ผู้อำนวยการดูแลการพิมพ์ในมาเลเซียกล่าวว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว การพิมพ์หนังสือควรเป็นร้อยละ 0.01 ของประชากร ดังนั้นในปี ค.ศ. 2020 คาดว่าจะมีหนังสือออกใหม่ 3 หมื่นเล่มในมาเลเซีย ใครอยากเทียบข้อมูลสถิติของบ้านเรา ซีเอ็ดรายงานว่าในปี 2548 มีหนังสือออกใหม่เข้าร้าน 11,651 เรื่อง หนังสือทั่วไปที่พิมพ์ในบ้านเรามียอดพิมพ์ประมาณ 3,000 เล่ม บ้านเรามีประชากรมากกว่าเขากว่าสองเท่า รู้อย่างนี้แล้วคนในแวดวงหนังสือบ้านเราควรจะเครียดตามเขาไปด้วยหรือไม่ คนในวงการหนังสือมาเลเซียคิดว่าราคาหนังสือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไม่อ่านหนังสือ กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะจึงประกาศว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยลดต้นทุนการผลิต นิยายจากนักเขียนมาเลเซียมีราคาอย่างต่ำ 205 บาท ราคาหนังสือนำเข้าประมาณ 350 บาท ประธานสมาคมผู้จัดจำหน่ายบอกว่า ถ้าเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่ายในประเทศพัฒนาแล้วเช่นอังกฤษ ราคาหนังสือเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยของรายได้ เทียบกันแล้วหนังสือจึงถูก เช่น ตั๋วหนังอังกฤษราคาประมาณสิบปอนด์แต่หนังสือปกอ่อนราคาประมาณหกปอนด์ แต่ในมาเลเซียนั้น หนังสือแพงกว่ากิจกรรมอื่นเช่นการดูหนัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะเลือกตั๋วหนังที่ราคาถูกกว่า ประธานสมาคมสำนักพิมพ์กล่าวว่าราคาหนังสือส่งผลกับการอ่านก็จริง แต่นิสัยการอ่านมีผลมากกว่า คนจำนวนมากไม่สนใจอ่านหนังสือ ไม่รู้ว่าควรซื้อหนังสืออะไร ควรอ่านอะไร "หลายคนไม่อ่านหนังสือเลย แม้แต่คนที่มีการศึกษา นักเรียนอ่านหนังสือเฉพาะที่จำเป็นเพื่อให้สอบผ่านเท่านั้น" ประธานสมาคมผู้จัดจำหน่ายเข้าใจดีว่าการปลูกฝังนิสัยการอ่านไม่ใช่เรื่องที่ทำได้พรวดพราด ไม่ใช่ว่าทำโครงการวันนี้แล้วคนจะแห่ไปร้านหนังสือ แต่เป็นเรื่องที่อาศัยเวลา ดังนั้นรัฐบาลจึงมีโครงการสนับสนุนการอ่านตั้งแต่ปี 2549-2553 และให้งบประมาณทั้งสิ้นราว 450 ล้านบาท ประธานสมาคมสำนักพิมพ์พูดได้ดีเหลือเกินว่าแม้การอ่านจะต้องเริ่มต้นที่เด็ก ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าพ่อแม่เป็นคนสำคัญที่ตัดสินใจว่าจะซื้อหนังสืออะไร ดังนั้นโครงการต้องมุ่งไปที่พ่อแม่ด้วย สำนักพิมพ์ที่ไม่มีปัญหาเรื่องยอดขายในมาเลเซียคือ อาลาฟ 21 สำนักพิมพ์นี้ผลิตนวนิยายยอดนิยมสำหรับวัยใส ผู้จัดการบอกว่าเราเป็นที่หนึ่งในตลาดนิยาย มุ่งไปที่คนอ่านวัยรุ่นโดยวางภาพลักษณ์สดใส หนังสือเรามีสีสัน ออกแบบและใช้รูปแบบตัวอักษรทันสมัย แม้แต่นามปากกานักเขียนยังฟังดูวัยใส
หนังสือพิมพ์เวียตนามเน็ตรายงานว่าหนังสือขายดีในเวียตนามทุกวันนี้มักเป็นหนังสือแปล ดังนั้นสำนักพิมพ์ต่างๆ จึงแข่งขันแย่งชิงลิขสิทธิ์หนังสือดังเป็นการใหญ่ สำนักพิมพ์พยายามกว้านซื้อสิทธิ์หนังสือที่คาดว่าจะขายดีในเวียตนาม บ้างถึงกับต้องจ้างที่ปรึกษาต่างชาติเพื่อหาหนังสือดี และเป็นผู้ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ การซื้อลิขสิทธิ์แปลหนังสือนั้นไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ สำนักพิมพ์เวียตนามที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ล้วนบอกว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ และใช้เวลานานอย่างยิ่ง ต้องมีการเขียนตอบอีเมลกันฝั่งละหลายร้อยฉบับกว่าจะสำเร็จ ด้วยสำนักพิมพ์ต่างชาติไม่ค่อยทราบข้อมูลธุรกิจการพิมพ์หนังสือในเวียตนาม ก่อนจะตกลงอะไรจึงคิดมากคิดมายอย่างยิ่ง สำนักพิมพ์เมืองนอกต้องการรู้ข้อมูลว่าจะออกแบบปกอย่างไร ตั้งราคาเท่าไร จัดจำหน่ายอย่างไร สำนักพิมพ์ไตรเวียตที่อยู่ระหว่างการขอลิขสิทธิ์ฉบับแปลของตำราเรียนภาษาอังกฤษของบารอน บอกว่าจนถึงวันนี้ส่งอีเมลไป 500 ฉบับแล้ว แต่ยังไม่ได้ความคืบหน้าแต่อย่างไร การติดต่อหนังสือแปลจึงใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสำเร็จ แน่ละ คนชอบบอกว่าเราเลือกมาก เซียนการหาคู่บอกว่าพวกเราที่โตมากับความคาดหวังระดับชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ควรผ่อนปรนมาตรฐานผู้ชาย โดยเปลี่ยนข้อกำหนดเช่น ต้องเคยอ่านพรูซต์ในภาษาฝรั่งเศส เป็น ใช้โทรศัพท์เป็น (จะดียิ่งถ้าโทรมาชวนเราไปเที่ยว แต่อย่าไปเคี่ยวเข็ญมากนัก)
ผลสำรวจการอ่านล่าสุดในรัสเซียบอกว่าผู้คนร้อยละ 37 ไม่อ่านหนังสือเลย ร้อยละ 40 อ่านเป็นครั้งคราว และร้อยละ 23 อ่านเป็นประจำ กลุ่มอายุที่อ่านหนังสือมากที่สุดคือ 30-45 ปี ผู้มีการศึกษาและอาศัยในเมืองใหญ่ กลุ่มคนที่อ่านเป็นครั้งคราวมักเป็นวัยรุ่น ส่วนผู้ที่ไม่อ่านเลยคือคนอายุเกิน 50 ที่อาศัยในชนบท งานเขียนยอดนิยมที่สุดคือแนวสืบสวนโดยนักเขียนหญิง รองลงมาคือนิยายผู้หญิงและนิยายแอ็คชัน งานเสวนาการอ่านในกรุงมอสโคว์ระบุว่าที่คนรัสเซียไม่อ่านนิยมหนังสือเพราะไม่มีงานเขียนคุณภาพดี และระบบจัดส่งและโฆษณาไม่มีประสิทธิภาพ (แต่เท่าที่ดอทมีเพื่อนเป็นคนรัสเซีย คนบ้านเขาอ่านหนังสือกันมากๆ ทั้งสิ้นเพราะถูกบังคับให้อ่านสมัยเรียน ได้อ่านงานคลาสสิกต่างๆ ของนาโบคอฟ ตอลสตอย หนึ่งในมิตรชาวรัสเซียที่ทราบว่าดอทยังไม่ได้อ่าน The Master and Margarita ถึงกับเสนอขอซื้อมาให้อ่านในวินาทีนั้นเลย ดอทอ่านข่าวนี้จึงแปลกใจเล็กน้อย)
* สตาร์บัคส์ อเมริกากำลังจะมีโครงการขายหนังสือในร้านเดือนตุลาคมนี้ โดยจะโปรโมทหนังสือของ Mitch Albom ชื่อ For One More Day นิยายเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ปรารถนาจะขออยู่กับคนรักที่ตายไปแล้วอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง หนังสือไม่ได้บอกว่าชายคนดังกล่าวกำลังกินกาแฟอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ สตาร์บัคส์จะนำเงินทุกหนึ่งดอลลาร์จากยอดหนังสือหนึ่งเล่มไปบริจาค * อ่านความเห็นเรื่องนิตยสารไทยจากบรรณาธิการต่างๆ จากเนชั่นสุดสัปดาห์ * น่าอ่าน : เรื่องคำผิดที่ใช้กันจนชิน โดย เอนก นาวิกมูล จากเนชั่นสุดสัปดาห์ * เว็บไซต์ของ เปาโล โคเอลโย ที่ใครออกแบบกันหนอ ไปดูภาพเขาง้าวคันธนูมีฉากหลังเป็นยอดเขานั่นสิ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเว็บนักเขียนเลย แถมมีรูปภาพให้ดูตั้งแต่เด็กยันปัจจุบัน * ชวนชม สมุดภาพ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน * รายงานล่าสุดบอกว่า นอร์แมน เมเลอร์จะออกหนังสือใหม่ในรอบสิบปี เรื่อง The Castle in the Forest มกราคมปีหน้า * สำรวจ แผนที่วรรณคดี * อ่านให้สนุก บทความในเทเลกราฟจากนิค ฮอร์นบี้ * ปิดท้ายด้วยบทความการเมืองที่ฮามากจากผู้จัดการ เปิด 5 วิธีลอบสังหารทักษิณ!!! ดู ภาพข่าวเนชั่นประกอบ ในการ์ตูนเรื่องนี้นายไก่กากำลังโม้ให้ผู้สื่อข่าวสำนักต่างๆ รวมทั้ง ABC, DEF, GHI ฟังว่า "พวกมันผิวสีเขียว มีเสาอากาศยาวสองอันที่หัว ตาโตใหญ่กลางหน้าผาก..." คนอ่านหนังสือพิมพ์ทั้งสาม (หน้าเหมือนใครดูเอาเอง)
ความคิดโดย Arnaud Dubus วาดรูปโดย Stepff
|