* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book แผ่นดินนี้เราจอง: Richard Powell

Book Coverแผ่นดินนี้เราจอง เป็นเรื่องราวน่ารักของครอบครัวควิมเปอร์ที่บังเอิญหลงทางเข้าไปในดินแดนที่ยังไม่มีเจ้าของ และพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะจับจองแผ่นดินนี้ แต่การจองนั้นไม่ได้เป็นไปง่ายๆ เพราะต่างก็ต้องผ่านอุปสรรคนานัปประการ แต่ความใสซื่อบริสุทธิ์ของผู้คนเหล่านี้ ก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดสดใสและชวนขัน และเราก็อดรักน้ำใจสะอาดของคนเหล่านี้ไม่ได้

เรารู้จักเรื่องน่ารักนี้ผ่านมุมมองของโทบี้ ควิมเปอร์ หนุ่มซื่อที่ต้องคอยท่องสูตรคูณระงับจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านเวลานึกถึงเรื่องผู้หญิง โลกผ่านสายตาโทบี้สวยสะอาดไปหมดสิ้น และเป็นเสน่ห์ของเรื่อง ครอบครัวของเขาประกอบด้วยพ่อ ผู้ผูกพันกับรัฐบาลในทางที่แปลกอยู่สักหน่อย เด็กแฝดจอมซน และสาวพี่เลี้ยงเด็ก ครอบครัวนี้มีอะไรคาดไม่ถึงที่น่ารู้จักอย่างยิ่ง ลูกเล่นเรื่องการโหวตว่าจะย้ายบ้านหรือไม่ย้าย ระหว่างพ่อและโทบี้ แสดงความเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นได้น่ารักน่าชังจริงๆ

ริชาร์ด พาวเวล ผู้เขียน ใส่อารมณ์ขันให้เรื่องอ่านเพลิน และเทศภักดิ์ นิยมเหตุถ่ายทอดเรื่องราวนี้เป็นภาษาไทยได้ดีมาก แม้แต่ชื่อภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้ก็ตั้งได้เหมาะสมและไพเราะ เมื่ออ่านจบแล้วใครหลายคนคงอดรู้สึกไม่ได้ว่า หนังสือเล่มนี้ เราจอง
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Richard Powell (1908 - 1999) เกิดที่ฟิลลาเดลเฟีย จบการศึกษาจากพรินซ์ตันในปี 1930 และได้เริ่มทำงานหนังสือพิมพ์ Evening Ledger ของฟิลลาเดลเฟีย ต่อมาได้ทำงานบริษัทโฆษณา ก่อนจะลาออกมาในปี 1958 เพื่ออุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการเขียนหนังสือ ผลงานของเขาเป็นนวนิยายลึกลับ 10 เล่ม และนวนิยายอีก 9 เล่ม และมีถึงสี่เรื่องในจำนวนนี้ที่ได้สร้างเป็นหนัง นวนิยายเล่มแรกของเขาชื่อ The Build-up Boys (ในตอนนั้นเขายังใช้นามปากกาว่า Jeremy Kirk) ได้เอามาทำเป็นหนังเรื่อง Madison Avenue หนังสือเรื่อง The Philadelphian (1957) ก็ได้กลายเป็นหนัง The Young Philadelphians แสดงโดยพอล นิวแมน ส่วน Pioneer Go Home หรือ แผ่นดินนี้เราจองเล่มนี้ กลายเป็นหนัง Follow That Dream (1961) ที่มีเอลวิส เพรสลีย์เล่นเป็น โทบี้ ควิมเปอร์ และ Don Quixote USA (1966) ก็ได้เป็นหนังชื่อ Bananas ซึ่งมีวูดดี อัลเลนเป็นผู้สร้างและผู้กำกับ รวมทั้งแสดงเองด้วย ผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์เล่มสุดท้ายคือปี 1970

หนังสือของพาวเวลขาดตลาดไปในอเมริกาเป็นเวลานานแล้ว และเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อมีคนส่งหนังสือของเขาสามเล่มที่แปลเป็นไทยแล้วไปให้จากประเทศไทยในปีที่แล้ว พาวเวลเขียนเล่าเรื่องนี้ลงในจดหมายข่าวถึงศิษย์เก่าพรินซ์ตันด้วย เขาได้เห็นหนังสือแปลฉบับภาษาไทยนี้ก่อนเสียชีวิตไม่นาน พาวเวลเสียชีวิตในเดือนธันวาคม ปี 1999 เมื่อมีอายุได้ 91 ปี

Pioneer, Go Home! : Richard Powell
ISBN 0891760083 R. Bemis Publishing (1976) 246 pages

แผ่นดินนี้เราจอง : ริชาร์ด พาวเวล ฉบับแปลโดยเทศภักดิ์ นิยมเหตุ
ISBN 974-321-649-9 สำนักพิมพ์มติชน (๒๕๔๒) ๒๑๐ บาท ๓๓๕ หน้า
ภาพปก : ประมาณ ต่างใจ . . . ออกแบบปก : สุกัญญา เจริญชัย

เกี่ยวกับสำนักพิมพ์ หนังสือแปลโดยเทศภักดิ์ นิยมเหตุที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนวรรณกรรม นับเป็นหนังสือแปลที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ในหน้าปกนั้นมีชื่อหนังสือตัวโต และชื่อของผู้แปลที่กำกับตัวโตบนหน้าปกเช่นกัน ส่วนชื่อผู้แต่งจริงๆ นั้น เขียนไว้ด้วยตัวเล็กๆ ที่ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ จึงจะอ่านเห็นและรู้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้มิใช่แต่งโดยเทศภักดิ์ แต่แปลมาอีกที

ความน่าอัศจรรย์ต่อมาคือในหนังสือนั้นมิได้กล่าวถึงผู้แต่งจริงๆ สักนิดเดียว นอกจากเวลาต้องเขียนอย่างเสียไม่ได้ เพื่อระบุถึงชื่อหนังสือและผู้แต่งข้างใน ทุกครั้งที่ชื่อผู้เขียนปรากฏจะเป็นตัวหนังสือตัวเล็กๆ ที่น่าสงสารเหลือเกิน ชื่อของผู้เขียนไม่มีที่ทางแม้แต่บนสันหนังสือ

สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อคือในหัวกระดาษของทุกหน้านั้น จะพิมพ์ชื่อหนังสือไว้ที่ฝั่งหนึ่ง และชื่อของเทศภักดิ์ นิยมเหตุ กำกับไว้อีกฝั่งหนึ่ง ส่วนชื่อผู้แต่งนั้น เราต้องจินตนาการเองว่าอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าในหน้ากระดาษนั้น

หากสิ่งทั้งหมดนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาและไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด ฉันก็อยากเปลี่ยนความคิดนี้ เพราะเผื่อว่าสักวัน สำนักพิมพ์มติชนวรรณกรรมและสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่มีพฤติกรรมนี้จะได้ผนวกเอาวัฒนธรรมการให้เกียรติผู้เขียนเข้าไปในการพิมพ์หนังสือด้วย ฉันเชื่อว่าวัฒนธรรมนี้ถูกละเลยอย่างแพร่หลาย จึงเป็นเรื่องควรค่าที่จะกล่าวโดยละเอียดในที่นี้ หากสำนักพิมพ์ไม่มีวัฒนธรรม เขาก็อาจกลับตัวได้ใหม่หากผู้อ่านส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมนี้

ถ้าเราลองดูหนังสือภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นงานของเฮสเส หรือกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หรือต่อให้ผู้แต่งจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างไรก็ตาม จะไม่มีวันที่ชื่อผู้แปลเด่นเกินหน้าชื่อผู้เขียน คุณค่าของหนังสืออยู่ที่คนเขียน ดังนั้นสำนักพิมพ์จะไม่มีทางลดเครดิตของผู้เขียนให้มีความสำคัญน้อยกว่าผู้แปลไปได้ อันที่จริงชื่อผู้แปลไม่ปรากฏในหน้าปกของหนังสือแปลส่วนใหญ่แม้แต่น้อย (หรือถ้ามีก็เป็นตัวเล็กอย่างยิ่งจนต้องมองหาจึงจะเห็น) แต่เขียนไว้ข้างในด้วยตัวเล็กจิ๋วอย่างเจียมตัว เรื่องจะเอาชื่อผู้แปลขึ้นไปประดับบนหน้าหนังสือทุกหน้านั้นเป็นเรื่องที่คิดไม่ได้อย่างยิ่ง ลองคิดภาพสมมติของหนังสือ Steppenwolf ของเฮสเส ที่หน้าปกเขียนว่า Steppenwolf ธงไชย แมคอินไตย์ ดู และนึกภาพว่ามีตัวหนังสือจิ๋วๆ เขียนว่าเฮอร์มาน เฮสเส อยู่ข้างล่าง ในหน้าหนังสือแต่ละหน้า ประดับชื่อ Steppenwolf - ธงไชย แมคอินไตย์ เธอคงเข้าใจความตกใจของฉันได้ดี (เอาชื่อป๋าเบิร์ดมาใช้ด้วยความรัก)

เหตุผลที่สำนักพิมพ์วางชื่อผู้แปลตัวโตบนปกนั้น เป็นเรื่องพอเข้าใจได้ เพราะจำเป็นต้องให้แฟนๆ ของนักแปลรู้ได้ทันที แต่ว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องพิมพ์ชื่อผู้แปลบนหน้าหนังสือทุกหน้า เช่นกรณี แผ่นดินนี้เราจอง ที่ฝั่งซ้ายเป็น แผ่นดินนี้เราจอง ฝั่งขวาเป็น เทศภักดิ์ นิยมเหตุ ทำไมฝั่งขวาจึงไม่เป็น ริชาร์ด พาวเวล หรือ ริชาร์ด พาวเวล เขียน / เทศภักดิ์ นิยมเหตุ แปล หากดูเหมือนเรื่องนี้เล็กน้อยจนไม่น่าเขียนถึง ฉันก็อยากบอกว่าหากเราปล่อยปละความเล็กน้อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เชื้อชั่วนี้ก็จะสืบทอดไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

จริงอยู่ว่านักแปลที่มีชื่อเสียงบางคนเช่นเทศภักดิ์ เป็นจุดขายให้หนังสือได้ แต่เราละเลยที่จะให้เกียรติกับผู้แต่งเกินไปหรือเปล่า หากจำเป็นต้องพิมพ์ชื่อผู้แปลตัวโต ก็ควรมีชื่อผู้เขียนตัวโต อย่างน้อยเท่ากับชื่อคนแปลปรากฏอยู่เหมือนกัน และถ้าสันหนังสือจะมีชื่อคนแปล ก็ควรมีที่ให้ชื่อคนเขียนด้วย ถ้าหากที่ไม่พอ ชื่อที่ควรจะตัดออกคือชื่อผู้แปล ไม่ใช่ชื่อผู้เขียน และในหน้าหนังสือทุกหน้านั้น ถ้าอดความทุรนทุรายที่จะเขียนชื่อผู้แปลลงไปไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใส่ชื่อผู้เขียนลงไปด้วย

ไม่ว่าผู้แปลจะมีความสามารถที่น่ากราบไหว้เท่าใดก็ตาม เราไม่ควรลืมว่าหนังสือเล่มนี้จะดีไปไม่ได้ และมีขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะผู้แต่งเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น (หากผู้แปลทำให้หนังสือสนุกได้ทั้งที่ต้นฉบับไม่สนุกเลย ก็นับว่าเป็นผู้แปลที่เลว ที่ถ่ายทอดอารมณ์ของหนังสือได้ไม่ถูกต้องอย่างที่ควรเป็น ไม่ใช่เรื่องควรมาชื่นชมกัน) หากอยากบูชาตัวนักแปลจริงๆ ก็ควรพิมพ์หนังสือต่างหาก เป็นเรื่องของผู้แปล ซึ่งในเล่มนั้นอยากจะใส่อะไรยกย่องกันแค่ไหนก็ทำไปได้ไม่มีใครว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าผู้แปลจะไม่น่ายกย่อง เพียงแต่น้ำหนักของคุณค่าควรจะต่างกันมากกว่านี้ หากสำนักพิมพ์ต้องการให้ชื่อเทศภักดิ์เป็นจุดขายจริงๆ ก็น่าจะหาการตลาดที่แนบเนียนกว่านี้ เช่นบอกร้านหนังสือให้จัดมุมเทศภักดิ์ รวมทุกเล่มที่เขาแปลให้วางอยู่บริเวณเดียวกัน หรือออกแบบโลโกเทศภักดิ์ที่เตะตา แล้วทำสติ๊กเกอร์ที่แกะจากหนังสือได้โดยไม่ได้ลอกปกให้ติดมาด้วย แปะไว้ที่ปกให้เด่นเป็นสง่า (กรุณาอย่าแปะทับชื่อผู้แต่ง) หรือวิธีการอื่นใดที่น่าจะเข้าท่ากว่าหนทางเหล่านี้

ถ้าสำนักพิมพ์ไม่คิดจะกล่าวถึงผู้เขียนก็ไม่ควรกล่าวถึงผู้แปล การมองข้ามผู้เขียนและยกย่องผู้แปลอย่างเลิศลอยนั้น แสดงนัยถึงความดูถูกต่อผู้เขียนได้เหมือนกัน ถึงแม้ตัวบรรณาธิการและตัวผู้แปลจะไม่แคร์ผู้เขียน ก็น่าจะคิดเผื่อว่าคนอ่านบางคนอาจจะอยากรู้จักผู้เขียนบ้างก็ได้ ถึงจะไม่แคร์คนอ่านสำนักพิมพ์ก็ควรแอบซ่อนความรู้สึกนี้ไว้ในหน้า และแสร้งเล่าอะไรก็ได้เสียบ้าง หรือไม่ก็แสดงความจริงใจโดยการบอกตรงๆ ว่าอยากเขียนถึงผู้ประพันธ์เหลือเกิน แต่ไม่มีอะไรน่าเขียนถึงเลย เอาเป็นว่าเราไม่ต้องไปสนใจเขาแล้วกัน

ถึงเวลาหรือยังที่เราน่าจะให้เครดิตผู้เขียนหนังสือมากกว่านี้ ที่จริงแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ดูเป็นมารยาทสามัญที่ไม่น่าจะต้องมาเขียนบอกเลย แต่ควรรู้เองอยู่แล้ว แต่เมื่อรู้ไม่ได้เอง ก็คงจำเป็นต้องเขียนบอกอย่างนี้ และถ้าอ่านแล้วจะทำให้ใครเบื่อ ก็อยากบอกว่าฉันเบื่อมากกว่าคุณเสียอีก

หมายเหตุ เนื้อหาเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ข้างต้น รวมถึงบางส่วนใน หลายรักของโดบี้ ได้ส่งไปให้สำนักพิมพ์มติชนทราบแล้ว

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓