* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
การเมืองและภาษาอังกฤษ
George Orwell
อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ Politics and the English Language (1946) แปลโดย faylicity.com

Newspeakคนส่วนใหญ่ที่ถือเอาเรื่องนี้เป็นธุระใส่ใจต่างยอมรับว่าภาษาอังกฤษกำลังวิกฤติ แต่เราไม่อาจตั้งใจกระทำการใดเพื่อแก้ไขอะไรได้ มีข้อโต้แย้งว่าเมื่ออารยธรรมของเราเสื่อมทรามลง ภาษาก็ย่อมพลอยมีส่วนร่วมรับความตกต่ำไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ ผลที่ตามมาคือการขับเคี่ยวกับการใช้ภาษาวิบัติกลายเป็นเรื่องทางอารมณ์ที่ล้าสมัย เช่นเดียวกับการใช้เทียนแทนไฟฟ้า หรือรถม้าแทนเครื่องบิน และความเชื่อที่แอบแฝงอยู่คือภาษาเป็นสิ่งที่เติบโตโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่เราสร้างขึ้นให้สมกับจุดมุ่งหมายของมนุษย์

ปัจจุบันนี้ เห็นได้ชัดว่าความเสื่อมทรามของภาษามีสาเหตุแรกสุดมาจากการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่เกิดเพียงเพราะจากอิทธิพลชั่วร้ายของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง แต่ผลที่เกิดกลับกลายเป็นสาเหตุไปได้เช่นกัน เนื่องจากผลนั้นได้เสริมแรงของสาเหตุแรกเริ่ม และส่งผลอย่างเดิมที่เข้มข้นมากขึ้นไป เป็นอย่างนี้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด ดังเช่นคนที่ดื่มเหล้าเพราะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว และยิ่งล้มเหลวมากขึ้นไปเพราะตนดื่มเหล้า สิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดกับภาษา ภาษานั้นน่าชังและผิดพลาดเพราะความคิดของเราโง่เขลา แต่ความชุ่ยของภาษาจะเอื้อให้เรามีความคิดโง่เขลาได้ง่ายขึ้น ประเด็นอยู่ที่การย้อนกลับไปกลับมาได้ของเหตุและผล ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ โดยเฉพาะภาษาเขียนนั้น เต็มไปด้วยนิสัยเสียที่แพร่ระบาดจากการลอกเลียนกัน ซึ่งหลีกเลี่ยงได้หากเรายอมทุ่มเทใจ ผู้ที่แก้นิสัยนี้ได้จะคิดแจ่มแจ้งขึ้น และความคิดที่แจ่มชัดเป็นก้าวแรกที่จำเป็นสู่การปฏิรูปทางการเมือง ดังนั้นการต่อสู้กับภาษาอังกฤษที่เลวจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเขียนอาชีพ ข้าพเจ้าจะกลับมากล่าวในจุดนี้อีกครั้ง ด้วยความหวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น ความตั้งใจในที่นี้ของข้าพเจ้าจะชัดเจนขึ้น ต่อไปนี้คือตัวอย่างการเขียนภาษาอังกฤษปัจจุบัน 5 ตัวอย่าง

ข้อความทั้งห้านี้ไม่ได้รับเลือกมาเพราะเป็นข้อเขียนที่เลวเป็นพิเศษ หากต้องการเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าสามารถหยิบยกวาทะที่เลวร้ายกว่านี้ได้อีกมาก แต่ข้อความเหล่านี้ได้รับเลือก เพราะได้แสดงความชั่วร้ายหลายประการที่เราต้องทนทุกข์อยู่ ข้อความเหล่านี้เลวกว่ามาตรฐานเล็กน้อย แต่แสดงให้เห็นภาพตัวอย่างได้ดีพอสมควร ข้าพเจ้าได้กำกับหมายเลขไว้เพื่อการอ้างอิงยามจำเป็น

  1. I am not, indeed, sure whether it is not true to say that Milton who once seemed not unlike a seventeenth-century Shelley had not become, out of an experience ever more bitter in each year, more alien [sic] to the founder of that Jesuit sect which nothing could induce him to tolerate.

    อันที่จริง ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ที่จะกล่าวว่ามิลตันผู้ที่ครั้งหนึ่งดูเหมือนจะไม่ต่างจากเชลลีแห่งศตวรรษที่สิบเจ็ด จะมิได้กลายเป็น -- ด้วยประสบการณ์ขมขื่นขึ้นทุกปี - แปลกแยกมากขึ้นต่อผู้ก่อตั้งกลุ่มเยซูอิทซึ่งไม่มีอะไรจะชักนำให้เขาอดกลั้นได้

    Professor Harold Laski (Essay in Freedom of Expression)
     

  2. Above all, we cannot play ducks and drakes with a native battery of idioms which prescribes egregious collocations of vocables as the Basic put up with for tolerate , or put at a loss for bewilder.

    เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่สามารถใช้เหล่าสำนวนท้องถิ่นที่ได้บัญญัติกลุ่มคำสามานย์เช่น put up with สำหรับ tolerate [อดทน] และ put at a loss สำหรับ bewilder [สับสนงงงัน] เหล่านี้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ได้

    Professor Lancelot Hogben (Interglossia)
     

  3. On the one side we have the free personality: by definition it is not neurotic, for it has neither conflict nor dream. Its desires, such as they are, are transparent, for they are just what institutional approval keeps in the forefront of consciousness; another institutional pattern would alter their number and intensity; there is little in them that is natural, irreducible, or culturally dangerous. But on the other side,the social bond itself is nothing but the mutual reflection of these self-secure integrities. Recall the definition of love. Is not this the very picture of a small academic? Where is there a place in this hall of mirrors for either personality or fraternity?

    ในแง่หนึ่ง เรามีบุคลิกเสรี ซึ่งโดยนิยามแล้วไม่ใช่เรื่องวิตกจริต เนื่องจากไม่ใช่ความขัดแย้งและไม่ใช่ความฝัน สิ่งพึงประสงค์ในเรื่องนี้ตามที่เป็นนั้นโปร่งใส เนื่องจากต่างเป็นเพียงสิ่งที่ความเห็นชอบของสาธารณะได้รักษาไว้ในส่วนหน้าของจิตสำนึก แนวทางจารีตแบบอื่นอาจเปลี่ยนจำนวนและความเข้มข้นเหล่านี้ได้ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นธรรมชาติ ลดน้อยลงไม่ได้ หรือเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรม แต่อีกแง่หนึ่ง ความเกี่ยวพันในสังคมมิใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นสิ่งสะท้อนร่วมกันของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ปกปักรักษาตัวเอง จงนึกถึงนิยามของความรัก นี่มิใช่ภาพเดียวกันกับสถาบันการศึกษาเล็กๆ หรอกหรือ ? มีที่ไหนในโถงกระจกแห่งนี้ที่เป็นที่สำหรับทั้งบุคลิกภาพและความสมัครสมานระหว่างมนุษย์ ?

    Essay on psychology in Politics (New York)
     

  4. All the "best people" from the gentlemen's clubs, and all the frantic fascist captains, united in common hatred of Socialism and bestial horror at the rising tide of the mass revolutionary movement, have turned to acts of provocation, to foul incendiarism, to medieval legends of poisoned wells, to legalize their own destruction of proletarian organizations, and rouse the agitated petty-bourgeoise to chauvinistic fervor on behalf of the fight against the revolutionary way out of the crisis.

    ทุก "ผู้คนที่ดีที่สุด" จากคลับสุภาพบุรุษ และทุกกัปตันผู้คลั่งฟาสซิสท์ ที่ร่วมในความเกลียดชังระบบสังคมนิยมและความร้ายกาจโหดเหี้ยมในตอนต้นของการปฏิวัติ ได้หวนกลับสู่การกระทำอันยั่วยุ สู่ความผิดข้อหารุนแรงและก่อความไม่สงบ สู่ตำนานบ่อน้ำพิษในยุคกลาง สู่การทำให้การทำลายองค์กรชนชั้นแรงงานของตนถูกกฎหมาย และปลุกชนชั้นกระฎุมพีใจแคบที่ปั่นป่วนไปสู่ความเร่าร้อนของผู้รักสันติ ในฐานะที่เป็นการต่อสู้กับการปฏิวัติให้รอดพ้นวิกฤติ

    Communist pamphlet
     

  5. If a new spirit is to be infused into this old country, there is one thorny and contentious reform which must be tackled, and that is the humanization and galvanization of the B.B.C. Timidity here will bespeak canker and atrophy of the soul. The heart of Britain may be sound and of strong beat, for instance, but the British lion's roar at present is like that of Bottom in Shakespeare's A Midsummer Night's Dream -- as gentle as any sucking dove. A virile new Britain cannot continue indefinitely to be traduced in the eyes or rather ears, of the world by the effete languors of Langham Place, brazenly masquerading as "standard English." When the Voice of Britain is heard at nine o'clock, better far and infinitely less ludicrous to hear aitches honestly dropped than the present priggish, inflated, inhibited, school-ma'amish arch braying of blameless bashful mewing maidens!

    หากพลังใหม่จะได้แพร่ไปในประเทศเก่านี้แล้ว มีการปฏิรูปที่เป็นเสี้ยนหนามและเป็นที่ถกเถียงประการเดียวที่ต้องจัดการ นั่นคือการทำให้ BBC มีมนุษยธรรมและเคลือบสนิมเสีย ความขลาดในการนี้ส่อความเน่าเปื่อยและลีบง่อยของจิตวิญญาณ หัวใจของเกาะอังกฤษอาจจะแข็งแรงและเต้นในจังหวะมั่นคง แต่เสียงคำรามของสิงโตอังกฤษในปัจจุบัน เป็นเสมือนเสียงจากก้นบึ้งของ ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน ของเช็คสเปียร์ ซึ่งอ่อนแผ่วดังลูกนกที่ยังไม่หย่านม ความขึงขังที่อังกฤษไม่อาจถูกปรามาสไปได้ตลอดกาลในสายตาหรือโสตของชาวโลก จากความระโหยโรยแรงของ Langham Place ที่ปลอมตัวอย่างสิ้นอายในรูปของ "ภาษาอังกฤษสามัญ" เมื่อเสียงของอังกฤษดังให้ได้ยิน ณ เก้านาฬิกานั้น ยังจะดีเสียกว่าและน่าขบขันน้อยกว่ามากนัก ที่จะได้ยินการละเสียงตัว H ที่สุจริตใจ แทนที่จะเป็นเสียงร้องแบรของลาที่อวดดี วางภูมิ ไว้ท่า และสำรวมด้วยเล่ห์กลของแม่สาวเสียงแมวที่ประหม่าใสบริสุทธิ์!

    Letter in Tribune

ทุกข้อความเหล่านี้มีข้อผิดพลาดเฉพาะตัว แต่มีคุณสมบัติร่วมกันสองประการที่นอกเหนือไปจากความน่าชังที่ควรหลีกเลี่ยงได้ ประการแรกคือความจืดชืดพ้นสมัยของการใช้ภาษาที่ทำให้เกิดมโนภาพ ประการที่สองคือการขาดความถูกต้องแม่นยำ ผู้เขียนนั้นอาจจะมีความหมาย แต่ไม่สามารถสื่อได้ หรือกลับไปกล่าวถึงเรื่องอื่นโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ก็ไม่ได้แยแสว่าถ้อยคำของตนจะมีความหมายอะไรหรือไม่ ความคลุมเครือและความไร้ทักษะโดยแท้นี้คือคุณลักษณะเด่นที่สุดของร้อยแก้วอังกฤษสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเขียนเรื่องเชิงการเมืองใดๆ ก็ตาม ที่เมื่อหยิบยกหัวข้อเฉพาะขึ้นมา สิ่งที่เป็นรูปร่างจะสลายเป็นนามธรรมในทันที และดูจะไม่มีใครสามารถคิดถ้อยคำที่ไม่ซ้ำซากได้ ข้อเขียนที่ประกอบขึ้นด้วย คำ ที่เลือกใช้เพื่อสื่อความหมายมีน้อยลงทุกที ขณะที่การใช้ วลี ที่ตรึงเข้าด้วยกันอย่างชิ้นส่วนของโรงเลี้ยงไก่สำเร็จรูปมีมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าพเจ้าจะแจกแจงถึงเล่ห์กลที่การสร้างงานเขียนมักใช้ ดังบทหมายเหตุและตัวอย่างต่อไปนี้

คำอุปมาที่กำลังตาย คำอุปมาที่สร้างขึ้นใหม่อำนวยต่อการปลุกมโนภาพในความคิด และคำอุปมาที่ถือว่า "ตาย" แล้ว (เช่น iron resolution ความตั้งใจมั่น) ก็กลายเป็นคำสามัญที่ยังคงใช้กันทั่วไป โดยไม่ทำให้ความชัดเจนของภาพนั้นลดน้อยลง แต่คำอุปมาที่อยู่ระหว่างสองประเภทนี้คือกองขยะมหาศาลของคำอุปมาที่ใช้จนเฝือและไม่เหลืออำนาจที่จะเรียกร้องมโนภาพใดๆ ได้อีก และยังคงใช้กันอยู่ก็เพียงเพราะได้ช่วยให้คนเราไม่ต้องเสียเวลาไปคิดสร้างวลีใหม่ๆ ขึ้นเอง ตัวอย่างเช่น ring the changes on ปรับเปลี่ยน take up the cudgel for ปกป้องแข็งขัน toe the line ทำตามระเบียบ ride roughshod over ทำเพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ grist to the mill เป็นประโยชน์ fishing in troubled water on ฉวยโอกาสยามเกิดสถานการณ์หาประโยชน์ใส่ตัว on the order of the day หัวข้อที่จะถกในสภาหรือการประชุม Achilles' heel จุดอ่อน swan song ผลงานสุดท้าย hotbed ที่ๆ ความชั่วร้ายเพาะพันธุ์งอกงามได้ง่าย คำอุปมาจำนวนมากเหล่านี้ใช้กันโดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริง (เช่น rift แปลว่าอะไร?) และคำอุปมาที่ไม่เหมาะสมก็มักเอามาใช้ปะปนกัน ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าผู้เขียนไม่ใส่ใจในสิ่งที่พูด คำอุปมาบางอย่างบิดเบือนจากความหมายดั้งเดิมโดยที่ผู้ใช้มิได้รับรู้ เช่นใน toe the line บางครั้งก็เขียนกันว่า tow the line อีกตัวอย่างคือ the hammer and the anvil ค้อนและทั่งตีเหล็ก ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันในเชิงว่าทั่งตีเหล็กจะพ่ายแพ้ ทั้งที่ในชีวิตจริงนั้น ทั่งตีเหล็กจะทำให้ค้อนพังเสมอ ไม่ใช่ในทางกลับกัน นักเขียนที่หยุดคิดในสิ่งที่พูดจะหลีกเลี่ยงการบิดเบือนคำดั้งเดิมเหล่านี้ได้

ผู้ช่วย หรือแขนขาเทียมของคำ สิ่งนี้ได้ช่วยแก้ปัญหาการเลือกคำกริยาและคำนามที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็หุ้มแต่ละประโยคด้วยพยางค์เพิ่มเติมเพื่อความสมดุล วลีลักษณะนี้คือ render inoperative, militate against, make contact with, be subjected to, give rise to, give grounds for, have the effect of, play a leading part (role) in, make itself felt, take effect, exhibit a tendency to, serve the purpose of ฯลฯ ฯลฯ ประเด็นคือการขจัดคำกริยาเรียบง่ายออกไป ทนที่จะใช้คำโดดๆ เช่น หัก หยุด เสีย ซ่อม ฆ่า คำกริยาก็กลายเป็น วลี ที่เกิดจากคำนามหรือกริยาวิเศษณ์ ผูกไว้กับคำกริยาเอนกประสงค์ เช่น prove serve form play render นอกจากนั้นแล้ว ยังใช้ passive voice แทน active voice [active voice=ฉันอ่านหนังสือ passive voice=หนังสือถูกฉันอ่าน] และใช้กลุ่มคำนามแทนที่จะใช้ gerunds [คำกริยาที่ทำให้เป็นนามโดยเติม -ing] (เช่นใช้ by examination แทนที่จะเป็น examining   ขอบเขตการใช้คำกริยายังแคบลงไปอีกด้วยการใช้ -ize และ de- และประโยคซ้ำซากก็ดูมีความคิดลึกซึ้งขึ้นมาได้ด้วยการใช้ not un-   ขณะที่คำเชื่อมและบุพบทง่ายๆ ถูกแทนที่ด้วยวลีเช่น with respect to, having regard to, the fact that, by dint of, in view of, in the interests of, on the hypothesis that และท้ายประโยคเหล่านี้รอดพ้นจากการมีบทจบที่น่าผิดหวัง ด้วยกังวานก้องของความจำเจพวก greatly to be desired, cannot be left out of account, a development to be expected in the near future, deserving of serious consideration, brought to a satisfactory conclusion และอื่นๆ อีกมาก

การใช้คำเสแสร้ง คำเช่น phenomenon, element, individual (ที่เป็นนาม), objective, categorical, effective, virtual, basic, primary, promote, constitute, exhibit, exploit, utilize, eliminate, liquidate ได้นำมาใช้ตกแต่งประโยคธรรมดา และให้ความเป็นกลางในเชิงวิทยาศาสตร์แก่ความคิดที่มีอคติ คำกริยาวิเศษณ์เช่น epoch-making, epic, historic, unforgettable, triumphant, age-old, inevitable, inexorable, veritable ใช้เพื่อสร้างสง่าผ่าเผยให้ขั้นตอนสกปรกของการเมืองระหว่างประเทศ และการเขียนที่มุ่งสรรเสริญสงครามมักใช้รูปแบบโบราณ ดังคำเช่น realm, throne, chariot, mailed fist, trident, sword, shield, buckler, banner, jackboot, clarion คำและส่วนของประโยคจากต่างประเทศเช่น cul de sac, ancien r&eacutgime, deus ex machina, mutatis mutandis, status quo, gleichschaltung, weltanschauung ใช้เพื่อเพิ่มบรรยากาศทางวัฒนธรรมและความสง่างาม ไม่มีความจำเป็นที่แท้อันใดในการใช้วลีต่างประเทศหลายร้อยวลี ดังที่ใช้อยู่ในภาษาอังกฤษทุกวันนี้ ยกเว้นแต่คำย่อที่มีประโยชน์ เช่น i.e., e.g. และ etc. นักเขียนเลว โดยเฉพาะนักเขียนวิทยาศาสตร์ การเมือง และสังคม มักมีภาพหลอนว่าคำลาตินหรือกรีกโอ่อ่ากว่าคำ Saxon และคำที่ไม่จำเป็นเช่น expedite, ameliorate, predict, extraneous, deracinated, clandestine, subaqueous และอื่นๆ อีกหลายร้อยคำนี้ต่างมีจำนวนไล่ตามคำพวกนี้ในแองโกล-แซกซันมาติดๆ คำศัพท์เฉพาะของการเขียนมาร์ซิสต์ (hyena, hangman, cannibal, petty bourgeois, these gentry, lackey, flunkey, mad dog, White Guard ฯลฯ) ประกอบขึ้นส่วนใหญ่ด้วยคำที่แปลจากรัสเซีย เยอรมัน หรือฝรั่งเศส แต่การสร้างคำใหม่โดยทั่วไป จะใช้รากศัพท์ลาตินหรือกรีก แล้วใช้คำนำหน้าที่เหมาะสม หรือสร้างขนาดคำให้เหมาะสมถ้าจำเป็น การสร้างคำลักษณะนี้ (deregionalize, impermissible, extramarital, non-fragmentary และอื่นๆ) ง่ายกว่าการคิดคำภาษาอังกฤษที่ครอบคลุมความหมายหนึ่งๆ ขึ้นเอง แต่ผลคือความชุ่ยและความคลุมเครือที่เพิ่มมากขึ้น

คำที่ปราศจากความหมาย การเขียนบางรูปแบบ โดยเฉพาะในการวิจารณ์ทางศิลปะและอักษรศาสตร์นั้น เป็นเรื่องปกติที่จะต้องประสบกับข้อความยาวๆ ที่เกือบจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง คำเช่น romantic, plastic, values, human, dead, sentimental, natural, vitality ที่ใช้ในการวิจารณ์ศิลปะนั้นไร้ความหมายอย่างแท้จริง เพราะคำเหล่านี้ไม่ทำให้เห็นวัตถุใดๆ ที่จะค้นพบได้เป็นตัวเป็นตน และไม่มุ่งให้ผู้อ่านค้นพบอะไรได้เช่นกัน เมื่อนักวิจารณ์เขียนว่า "สิ่งที่โดดเด่นในงานของนาย ก. คือความมีชีวิตในงานนั้น" ขณะที่อีกคนเขียนว่า "สิ่งที่น่าสะดุดใจในงานของนาย ก. คือความตายอันน่าประหลาด" ผู้อ่านเห็นแต่ว่านี่คือความคิดเห็นที่ขัดแยังกัน แต่หากนำคำเช่น ดำ และ ขาว มาใช้แทนคำว่า มีชีวิต และ ความตาย ผู้อ่านจะเห็นทันทีว่าการใช้ภาษานั้นไม่เหมาะสม คำทางการเมืองจำนวนมากวิบัติไปในทำนองเดียวกันนี้ คำว่า Fascism ไม่มีความหมายอีกต่อไป นอกจากเป็นตัวบอก "บางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา" คำว่า democracy, socialism, freedom, patriotic, realistic, justice ต่างมีความหมายในตัวเองหลายความหมายต่างกันไป และไม่สามารถจะรอมชอมกันได้เลย เช่นคำว่า ประชาธิปไตย นอกจากจะไม่มีคำนิยามที่ตกลงกันได้แล้ว ทุกฝ่ายยังต่อต้านความพยายามใดๆ ที่จะสร้างคำนิยามให้คำนี้อีกด้วย เวลาที่เราเรียกประเทศหนึ่งๆ ว่าเป็นประชาธิปไตย เราเกือบรู้สึกได้โดยสากลว่าเรากำลังยกย่องประเทศนั้นอยู่ ดังนั้น ผู้พิทักษ์การปกครองเกือบทุกรูปแบบจึงอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย และเกรงว่าตนเองจะต้องเลิกใช้คำนี้ หากคำนี้ได้ผูกติดกับความหมายใดๆเพียงหนึ่งเดียว คำประเภทนี้จึงมักใช้ในทางมิชอบโดยจงใจ นั่นคือผู้ใช้ศัพท์เหล่านี้มีคำนิยามของตนเอง แต่ยอมให้ผู้ฟังคิดว่าตนได้หมายถึงอย่างอื่นที่แตกต่างไป ประโยคเช่น Marshal Petain was a true patriot เป็นคนรักชาติที่แท้จริง   The Soviet press is the freest in the world สื่อมวลชนโซเวียตมีอิสระเสรีที่สุดในโลก   The Catholic Church is opposed to persecution โบสถ์คาทอลิกต่อต้านการทารุณกรรม เหล่านี้มีขึ้นด้วยเจตนาหลอกลวง คำอื่นๆ ที่มีหลายความหมาย และไม่จริงใจไม่มากก็น้อย คือ class, totalitarian, science, progressive, reactionary, bourgeois, equality

ข้าพเจ้าได้รวบรวมสิ่งหลอกลวงและบิดเบือนเหล่านี้แล้ว จึงขอยกตัวอย่างการเขียนจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งคราวนี้จะเป็นข้อเขียนที่ไม่จริง ข้าพเจ้าจะแปลข้อความภาษาอังกฤษที่ดีเป็นภาษาอังกฤษสมัยใหม่ชั้นเลวที่สุด ต่อไปนี้คือข้อความที่โด่งดังจาก Ecclesiastes

I returned and saw under the sun, that the race is not to the swift, nor the battle to the strong, neither yet bread to the wise, nor yet riches to men of understanding, nor yet favour to men of skill; but time and chance happeneth to them all.

ข้าพเจ้ากลับมาและเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ ว่าการแข่งขันไม่ได้ไปสู่ผู้ว่องไว การต่อสู้ไม่ไช่ไปสู่ผู้แข็งแรง ขนมปังยังมิได้ไปสู่ปราชญ์ ความมั่งคั่งยังไม่ได้เป็นของมนุษย์ที่เข้าใจโลก และความชอบก็ไม่ได้ไปสู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เวลาและโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกผู้ทุกนาม

และในภาษาอังกฤษสมัยใหม่
Objective considerations of contemporary phenomena compel the conclusion that success or failure in competitive activities exhibits no tendency to be commensurate with innate capacity, but that a considerable element of the unpredictable must invariably be taken into account.

การพิจารณาที่เป็นธรรมของปรากฎการณ์ร่วมสมัยผลักดันไปสู่ข้อสรุปว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวในกิจกรรมแข่งขัน มิได้เปิดเผยแนวโน้มที่ได้สัดส่วนกับความสามารถที่แท้จริง แต่ปัจจัยสำคัญของสิ่งที่เหนือการทำนายต้องถูกนำมาพิจารณาด้วยเสมอไป

การล้อเลียนนี้ยังไม่ใช่แบบที่น่าขยะแขยงนัก ตัวอย่างที่ 3 ข้างต้นประกอบด้วยภาษาอังกฤษหลายส่วนในแบบเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้แปลข้อความทั้งหมด ส่วนขึ้นต้นและลงท้ายประโยคนั้นเป็นไปตามความหมายเดิมโดยใกล้เคียง แต่คำบรรยายที่หนักแน่นในตอนกลาง คือ การแข่งขัน การต่อสู้ ขนมปัง ได้จางเป็นวลีคลุมเครือ "ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในกิจกรรมแข่งขัน" ซึ่งที่ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะไม่มีนักเขียนสมัยใหม่คนใดในจำพวกนี้ นั่นคือไม่มีผู้ใช้วลีเช่น "การพิจารณาที่เป็นธรรมของปรากฎการณ์ร่วมสมัย" คนใดจะสามารถจัดระเบียบความคิดให้ถูกต้องในรายละเอียดได้ แนวโน้มของการเขียนแบบใหม่อยู่ห่างไกลจากความชัดเจน หากจะลองวิเคราะห์ทั้งสองประโยคนี้ให้ละเอียดอีกสักนิด จะเห็นว่าประโยคแรกประกอบด้วย 49 คำ แต่มีเพียง 60 พยางค์ และทุกคำเป็นศัพท์ในชีวิตประจำวัน ประโยคที่สองประกอบด้วย 38 คำ 90 พยางค์ มี 18 คำในนี้มาจากรากศัพท์ลาติน และหนึ่งคำจากกรีก ประโยคแรกประกอบด้วยภาพชัดเจน 6 ภาพ และมีเพียงวลีเดียว ("เวลาและโอกาส") ที่เรียกได้ว่าคลุมเครือ ประโยคสองไม่มีวลีที่จับใจและใหม่แม้แต่วลีเดียว และถึงจะมี 90 พยางค์ แต่ก็ให้ได้เพียงความหมายที่ย่อลงของประโยคแรกเท่านั้น แต่กลับเป็นที่แน่ชัดว่าประโยคสองได้รุกคืบไปในการใช้ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด จริงอยู่ การเขียนแบบนี้ยังไม่เป็นสากล และความเรียบง่ายจะปรากฎเป็นระยะๆ แม้แต่ในการเขียนที่เลวร้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม หากคุณหรือข้าพเจ้าต้องเขียนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของโชคชะตามนุษย์สักสองสามบรรทัด เราน่าจะเขียนได้ใกล้เคียงกับประโยคในจินตนาการของข้าพเจ้ามากกว่าประโยคจาก Ecclesiastes ตามที่ข้าพเจ้าได้พยายามชี้แจงนั้น การเขียนแบบใหม่ที่เลวที่สุด ไม่ได้ประกอบด้วยคำที่เลือกใช้จากความหมายและการกำเนิดภาพที่ทำให้ความหมายชัดเจนขึ้น แต่กลับประกอบขึ้นด้วยการเชื่อมกลุ่มคำยาวเหยียดที่คนอื่นได้จัดลำดับไว้แล้วเข้าด้วยกัน และเสนอผลงานด้วยการหลอกลวงทั้งเพ เสน่ห์ของการเขียนวิธีนี้คือทำได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องง่ายกว่า และเรียกได้ว่ารวดเร็วกว่าเมื่อเราเคยตัวแล้ว ที่จะกล่าวว่า "ในความเห็นของข้าพเจ้า ไม่ใช่สมมติฐานที่เลื่อนลอยนักที่ว่า" แทนที่จะบอกว่า "ข้าพเจ้าคิดว่า" เมื่อเราใช้วลีสำเร็จรูป เราก็ไม่ต้องตามหาคำพูด และยังไม่ต้องกังวลต่อจังหวะจะโคนในประโยค เพราะวลีเหล่านั้นสร้างมาให้รื่นหูอยู่แล้ว เวลาที่เราแต่งความอย่างเร่งรีบ เช่นการบอกจดต่อเสมียนพิมพ์ดีด หรือกล่าวสุนทรพจน์ในที่สาธารณะ เป็นธรรมดาที่ถ้อยคำนั้นจะมีรูปแบบของลาตินที่เสแสร้ง ป้ายเช่น a consideration which we should do well to bear in mind หรือ a conclusion to which all of us would readily assent ช่วยไม่ให้ประโยคจำนวนมากต้องสะดุดลง การใช้คำอุปมา คำเปรียบเทียบ และสำนวนที่เฝือและไร้ผล ช่วยให้เราไม่ต้องใช้ความพยายามนัก แต่ราคาที่เสียไปคือความหมายที่ไม่ชัดเจนต่อทั้งคนอ่านและคนเขียน สิ่งนี้ปรากฎชัดในการใช้คำอุปมาที่ไขว้เขว จุดประสงค์หลักของคำอุปมาก็เพื่อเรียกภาพการมองเห็น แต่เมื่อภาพเหล่านี้ขัดแยังกันเอง เช่น The Fascist octopus has sung its swan song, the jackboot is thrown into the melting pot ก็ย่อมทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เขียนไม่ได้เห็นภาพของสิ่งที่ตนขนานนาม อีกนัยหนึ่งคือผู้เขียนไม่ได้ใช้ความคิดจริงจังนั่นเอง จากตัวอย่างที่ข้าพเจ้าให้ในตอนต้นบทความ ศาสตราจารย์ลาสกี (1) ใช้รูปปฏิเสธห้าครั้งใน 53 คำ หนึ่งในนั้นไม่จำเป็นและทำให้ข้อความทั้งหมดไร้สาระ นอกจากนั้นยังหลุด alien แทนที่จะเป็น akin ทำให้ไร้สาระมากขึ้นไปอีก ความรุ่มร่ามที่หลีกเลี่ยงได้หลายจุดเพิ่มความคลุมเครือให้มากขึ้น ศาสตราจารย์ฮอคเบน (2) ใช้กองทหารที่สามารถออกบัญญัติได้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ และถึงแม้เขาจะไม่เห็นชอบกับวลีสามัญเช่น put up with แต่กลับไม่ยอมเปิดหาความหมายของคำ egregious ในพจนานุกรม หากเราตัดสินตัวอย่าง (3) อย่างไม่รักษาน้ำใจ จะเห็นว่าตัวอย่างนี้ไม่มีความหมาย และเป็นไปได้ที่เราอาจรู้ความหมายที่ผู้เขียนบอกได้โดยการอ่านทั้งบทความฉบับเต็ม ในตัวอย่าง (4) ผู้เขียนรู้อยู่บ้างว่าจะสื่ออะไร แต่การสะสมของวลีดาดๆ ทำให้เขาสำลักดังใบชาที่จุกในอ่างล้างจาน ในตัวอย่าง (5) คำและความหมายเกือบจะเป็นคนละเรื่องกัน ผู้เขียนลักษณะนี้มักมีความหมายทางอารมณ์ ที่ไม่ชอบสิ่งหนึ่งและต้องการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับอีกสิ่งหนึ่ง แต่ไม่ใส่ใจในรายละเอียดว่ากำลังพูดอะไรอยู่ นักเขียนที่พิถีพิถันจะถามตัวเองอย่างน้อยสี่คำถามต่อไปนี้ในทุกประโยคที่เขียน
  1. ฉันอยากจะบอกอะไร ?
  2. คำไหนจะสื่อสิ่งนี้ได้ ?
  3. ภาพหรือสำนวนใดจะทำให้สื่อได้ชัดเจนขึ้น ?
  4. ภาพนั้นยังสดใหม่พอที่จะเกิดผลหรือไม่ ?

และนักเขียนอาจถามตัวเองอีกสองข้อว่า

  1. ทำให้สั้นลงได้ไหม ?
  2. ได้พูดอะไรที่น่ารังเกียจที่หลีกเลี่ยงได้ไปบ้างหรือไม่ ?

แต่เราไม่จำเป็นต้องลำบากกับสิ่งเหล่านี้ก็ได้ เราเลี่ยงได้โดยเปิดใจปล่อยให้วลีสำเร็จรูปกรูกันเข้ามา แล้วสร้างประโยคใหม่ให้เรา และอาจถึงกับคิดแทนเราได้ในระดับหนึ่ง วลีที่ยามจำเป็นจะให้บริการด้วยการซ่อนเร้นความหมายบางอย่าง แม้แต่จากตัวเราเอง และจุดนี้เองที่เราจะได้เห็นความเชื่อมโยงพิเศษระหว่างการเมืองกับความตกต่ำทางภาษาได้ชัดเจน

ปัจจุบันนี้ การเขียนทางการเมืองคือการเขียนที่เลว หากจะไม่จริงก็เป็นเพราะนักเขียนคนนั้นขบถ และแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ตาม "เกณฑ์ของพรรค" ความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็มักเรียกร้องรูปแบบไร้ชีวิตชีวาและไม่สร้างสรร สำเนียงการเมืองในใบปลิว บทความเด่นๆ แถลงการณ์ สมุดปกขาว และสุนทรพจน์ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย ย่อมต่างกันไปในแต่ละพรรค แต่เหมือนกันตรงที่เราแทบไม่พบข้อความใหม่ ที่เห็นภาพชัดเจน หรือข้อความที่คิดขึ้นเอง เวลาเราดูนักพูดรับจ้างที่เหนื่อยล้าบางคนบนเวที เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเราไม่ได้ดูมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ แต่กำลังดูหุ่นบางชนิด ความรู้สึกนี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อแสงไฟจับแว่นตาของผู้พูด และเปลี่ยนให้แว่นกลายเป็นแผ่นกลมว่างเปล่าที่ไม่น่ามีดวงตาคู่ใดอยู่เบื้องหลัง และนี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเสียทีเดียว ผู้พูดที่ใช้วลีเหล่านี้จะคอยเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องจักรกล เสียงที่เหมาะสมนั้นเปล่งจากคอหอย แต่สมองไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องด้วยดังที่ควรเป็นถ้าเขาได้เลือกใช้คำพูดด้วยตัวเอง นอกจากนี้ หากการพูดเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยและทำอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาอาจแทบไม่มีสติรับรู้ในสิ่งที่พูด ดังเวลาที่ผู้คนเปล่งเสียงโต้ตอบในโบสถ์ และสภาพสติสัมปชัญญะที่ลดลงนี้ หากไม่ถึงกับถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวด ก็ถือเป็นสิ่งพึงประสงค์ต่อการวางตัวตามระบอบการเมือง

ในปัจจุบัน การพูดและเขียนทางการเมืองมักเป็นการบิดเบือนสิ่งที่แก้ตัวไม่ได้ บางอย่างเช่นการปกครองต่อเนื่องของอังกฤษในอินเดีย การกำจัดและเนรเทศในรัสเซีย หรือการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ต่างเป็นสิ่งที่แก้ต่างได้จริง แต่ต้องใช้ข้อโต้แย้งที่โหดร้ายเกินที่คนส่วนใหญ่จะรับได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่พรรคอ้างไว้ ดังนั้นภาษาการเมืองจึงประกอบด้วยคำสละสลวยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งละเลยคำถามและคลุมเครือมัวมนอย่างยิ่ง ชาวบ้านที่ไร้ทางสู้ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศ ผู้คนถูกขับจากชนบท วัวควายถูกยิงทิ้ง กระท่อมถูกวางเพลิงด้วยระเบิด สิ่งเหล่านี้เรียกว่า การรักษาความสงบเรียบร้อย ชาวนาชาวไร่นับล้านถูกปล้นที่ดิน และถูกไล่ให้ย่ำไปตามถนนด้วยข้าวของเท่าที่พอแบกไปได้ สิ่งนี้เรียกว่า การเคลื่อนย้ายประชากร หรือ การปรับแนวชายแดน ผู้คนถูกคุมขังหลายปีโดยไม่มีการพิจารณาคดี หรือถูกยิงที่คอจากข้างหลัง หรือส่งไปตายอย่างโหดเหี้ยมในค่ายตัดไม้อาร์คติค สิ่งนี้เรียกว่า การกำจัดปัจจัยที่ไม่น่าไว้วางใจ วลีเหล่านี้จำเป็นเมื่อเราต้องเรียกสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดมโนภาพ ลองดูตัวอย่างที่ศาสตราจารย์ภาษาอังกฤษผู้หนึ่งกล่าวปกป้องระบบเผด็จการของรัสเซียอย่างสะดวกใจนี้ เขาไม่กล้าพูดตรงๆ ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อในการฆ่าศัตรู เมื่อเราได้ผลดีจากการฆ่านั้น" คงเพราะอย่างนี้ เขาจึงได้กล่าวว่า

While freely conceding that the Soviet regime exhibits certain features which the humanitarian may be inclined to deplore, we must, I think, agree that a certain curtailment of the right to political opposition is an unavoidable concomitant of transitional periods, and that the rigors which the Russian people have been called upon to undergo have been amply justified in the sphere of concrete achievement.

แม้จะมีการยอมรับโดยทั่วไปว่าระบอบการปกครองโซเวียตแสดงลักษณะเฉพาะบางประการ ที่ผู้มีมนุษยธรรมอาจโน้มเอียงไปในทางการประณามนั้น ข้าพเจ้ากลับคิดว่าเราต้องเห็นพ้องว่าการจำกัดสิทธิการต่อต้านทางการเมืองเป็นสิ่งที่มาถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้ของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และความเคร่งครัดที่ประชาชนรัสเซียได้รับการเชิญชวนให้ปฏิบัตินั้น มีเหตุผลที่ดีพอในเชิงขอบเขตของความสำเร็จที่จริงจัง

ลักษณะรุ่มร่ามนี้ถือเป็นการใช้คำสละสลวยวิธีหนึ่ง กลุ่มคำลาตินตกลงจับข้อเท็จจริงอย่างหิมะบางเบา และได้ลบเลือนขอบเขตและปกปิดรายละเอียดเสียสิ้น ศัตรูตัวฉกาจของการใช้ภาษาชัดเจนคือความไม่จริงใจ เมื่อมีช่องว่างระหว่างจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเรา และจุดมุ่งหมายที่เราประกาศออกไป เราจะหันเข้าหาคำยืดยาวและสำนวนที่ไร้กำลัง เหมือนอย่างปลาหมึกที่พ่นหมึกออกมา ในยุคนี้ไม่มีการ "อยู่ห่างๆ จากการเมือง" อีกต่อไป ทุกเรื่องเป็นเรื่องการเมือง และเรื่องการเมืองเองก็เป็นกลุ่มก้อนของการโกหก หลบเลี่ยง โง่เขลา เกลียดชัง และจิตเภท เมื่อบรรยากาศโดยรวมเลวร้าย ภาษาก็ย่อมรับเคราะห์ไปด้วย ข้าพเจ้าหวังจะพบว่าภาษาเยอรมัน รัสเซีย และอิตาเลียน ต่างตกต่ำในช่วง 10-15 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากทรราชย์ แต่สิ่งนี้เป็นเพียงการคาดเดาที่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าจริง

หากความคิดทำให้ภาษาเลวลง ภาษาก็ทำให้ความคิดเสื่อมลงได้เช่นกัน การใช้ภาษาที่เลวได้แพร่กระจายโดยธรรมเนียมและการเลียนแบบ แม้แต่ในกลุ่มคนที่ควรรู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ภาษาเสื่อมที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วอำนวยความสะดวกได้หลายประการ วลีเช่น a not unjustifiable assumption, leaves much to be desired, would serve no good purpose, a consideration which we should do well to bear in mind, คือสิ่งล่อใจที่มีเสมอมา เป็นขวดแอสไพรินที่อยู่ใกล้มือคว้า เมื่อลองย้อนกลับไปอ่านในบทความนี้ คุณย่อมพบว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่ข้าพเจ้ากระทำความผิดพลาดที่ตนเองได้ต่อต้านอยู่นี้ ข้าพเจ้าได้รับเอกสารแจกเกี่ยวกับสถานการณ์ในเยอรมันจากไปรษณีย์เช้านี้ ผู้แต่งบอกว่าเขา "รู้สึกมีแรงผลักดัน" ให้เขียน ข้าพเจ้าเปิดอ่านอย่างสุ่ม และนี่คือประโยคแรกๆ ที่ได้เห็น "[ฝ่ายพันธมิตร] มีโอกาสไม่เพียงแต่เพื่อจะได้มาซึ่งการปรับเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคนในโครงสร้างทางสังคมและการเมืองในเยอรมัน ในรูปแบบที่หลีกเลี่ยงปฏิกริยาระดับชาติในเยอรมันได้ ขณะเดียวกัน ก็ยังได้วางรากฐานของกลุ่มความร่วมมือและสหภาพยุโรปด้วย" เราได้เห็นว่าเขา "รู้สึกมีแรงผลักดัน" ให้เขียน นั่นคือรู้สึกโดยสันนิษฐานว่าเขามีอะไรใหม่ที่จะกล่าว แต่คำพูดของเขาเป็นเหมือนม้าในกองทหารที่ตอบรับเสียงแตรด้วยการจัดหมู่ตัวเองโดยอัตโนมัติ ตามรูปแบบซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย การรุกรานของวลีสำเร็จรูปเหล่านี้ ( lay the foundations, achieve a radical transformation) จะป้องกันได้ หากเราคอยระมัดระวังอยู่เสมอ วลีเหล่านี้ทุกคำทำให้สมองบางส่วนของเรามึนชาลง

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่าความเสื่อมถอยของภาษาอาจแก้ไขได้ หากจะมีคำโต้แย้งใดๆ ก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจแย้งว่าภาษาเพียงแต่สะท้อนสภาพสังคมที่เป็นอยู่ และเราไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการพัฒนาโดยการแก้ไข ปรับส่วนของคำและการสร้างคำได้ตรงๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นจริงในแง่เนื้อหาโดยรวมหรือสปิริตของภาษา แต่ไม่จริงในรายละเอียด คำและวลีโง่เง่าไม่ได้สูญหายไปด้วยขั้นตอนวิวัฒนาการ แต่เกิดจากการกระทำที่ตั้งใจของคนกลุ่มน้อย ตัวอย่างเร็วๆ นี้สองตัวอย่างคือ explore every avenue และ leave no stone unturned ถูกฆ่าโดยการโห่ไล่ของนักวารสารไม่กี่คน ยังมีกลุ่มคำอุปมาเน่าเสียอีกยาวเหยียดที่อาจขจัดไปได้หากมีคนมากพอใส่ใจ และอาจะเป็นไปได้เช่นกันที่จะหัวเราะเยาะรูป not un- ให้หมดไป เพื่อลดปริมาณคำลาตินและกรีกในประโยค เพื่อขับไล่วลีต่างประเทศและศัพท์วิทยาศาสตร์ที่หลงรอดมา และเพื่อให้การเสแสร้งโดยทั่วไปเป็นเรื่องไม่น่านิยม แต่ทั้งหมดนี้คือจุดย่อยๆเท่านั้น การปกป้องภาษาอังกฤษหมายความมากกว่านี้ และอาจจะดีที่สุดที่จะเริ่มบอกก่อนว่าอะไรที่สิ่งนี้มิได้หมายความรวมถึง

อย่างแรกนั้น การปกป้องทางภาษาไม่เกี่ยวกับความล้าสมัยในการกอบกู้คำและการเขียนแบบโบราณ และไม่เกี่ยวกับการจัดตั้ง "ภาษาอังกฤษมาตรฐาน" ที่จะออกนอกลู่นอกทางไปไม่ได้ ตรงกันข้าม เรื่องนี้เกี่ยวกับการกำจัดคำและสำนวนที่ใช้เกร่อจนไม่เกิดผลแล้วออกไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับไวยากรณ์และกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่สำคัญตราบใดที่เรายังทำให้ความหมายชัดเจนได้ และไม่เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงรูปแบบอเมริกัน หรือการทำตาม "หลักการเขียนที่ดี" สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับความเรียบง่ายที่จอมปลอม และการทำให้การเขียนภาษาอังกฤษเป็นกันเอง และไม่ได้แม้จะอ้างถึงความชอบ Saxon มากกว่าลาติน ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวกับการใช้คำที่น้อยที่สุดและสั้นที่สุดที่จะครอบคลุมความหมายหนึ่งๆ สิ่งจำเป็นเหนืออื่นใดคือการให้ความหมายเป็นตัวเลือกคำ และไม่ใช่ในทางกลับกัน ในการเขียนร้อยแก้ว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เราจะกระทำกับข้อความได้คือการยอมสยบให้ถ้อยคำ เมื่อเราคิดถึงวัตถุจริงๆ ชิ้นหนึ่ง เราคิดโดยปราศจากคำพูด และเมื่อเราต้องการบรรยายสิ่งที่เห็น เราอาจต้องตามหาจนกว่าจะเจอคำหนึ่งที่เหมาะสม แต่เวลาที่เรานึกถึงสิ่งนามธรรม เรามักมีแนวโน้มที่จะใช้คำตั้งแต่แรก และหากเราไม่พยายามต่อต้านแล้ว สำเนียงที่มีอยู่แล้วจะโถมเข้ามาและจัดการให้เรา ด้วยราคาของความมัวซัวหรือเปลี่ยนความหมายของเราไป คงจะดีกว่าถ้าเราถ่วงการใช้คำให้นานที่สุด และได้ความหมายที่ชัดเจนที่สุดผ่านภาพและความรู้สึกก่อน จึงค่อยเลือกคำ (ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ยอมรับ) ที่ครอบคลุมความหมายนั้นได้ดีที่สุด แล้วลองย้อนกลับมาคิดดูว่าคำนั้นให้ความหมายต่อผู้อื่นอย่างไร ความพยายามสุดท้ายนี้จะกำจัดภาพสับสนหรือไร้ผล วลีสำเร็จรูป ความซ้ำซ้อนที่ไม่จำเป็น และมารยากับความคลุมเครือโดยรวมลงได้ แต่เรามักจะไม่แน่ใจในผลของคำหรือวลีหนึ่งๆ และเราต้องการกฎเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ในยามที่สัญชาตญาณใช้ไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดว่ากฎต่อไปนี้ครอบคลุมกรณีส่วนใหญ่ไว้แล้ว

  1. อย่าใช้คำอุปมา คำเปรียบเทียบ หรือสำนวนที่เห็นมโนภาพที่เราเคยเห็นมาจากที่อื่น
  2. อย่าใช้คำยาวๆ หากใช้คำสั้นๆ แทนได้ผล
  3. หากตัดคำใดๆ ออกได้ ให้ตัดออก
  4. อย่าใช้ passive voice ถ้าใช้ active voice ได้
  5. อย่าใช้วลีต่างประเทศ ศัพท์วิทยาศาสตร์ หรือศัพท์เฉพาะอื่นๆ หากเราใช้คำสามัญในภาษาอังกฤษแทนได้
  6. ยอมทำผิดกฎใดๆ ในที่นี้ก่อนเสียดีกว่าจะกล่าวอะไรที่พิเรนท์ออกไป

กฎเหล่านี้ดูเป็นพื้นฐาน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น แต่ได้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งต่อทัศนคติกับทุกคนที่เติบโตมาและเคยชินกับการเขียนในแบบที่นิยมกันอยู่ เราอาจจะทำตามกฎทุกข้อ และยังคงเขียนภาษาอังกฤษที่เลวอยู่ แต่เราจะไม่มีวันเขียนในแบบที่ข้าพเจ้ายกมาเป็นตัวอย่างทั้งห้าในตอนต้นบทความนี้ได้

ข้าพเจ้าไม่ได้พิจารณาถึงการใช้ภาษาในเชิงอักษรศาสตร์ แต่เป็นการใช้ภาษาในฐานะที่เป็นเครื่องแสดงความคิด ไม่ใช่เครื่องปกปิดหรือขัดขวางความคิด Stuart Chase และคนอื่นๆ เคยเกือบจะอ้างว่าคำนามธรรมทุกคำไร้ความหมาย และใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุน Political quietism เพราะหากเราไม่รู้ว่าฟาสซิสม์คืออะไร เราจะต่อต้านฟาสซิสม์ได้อย่างไร ? เราไม่ต้องเข้าใจสิ่งพิสดารนี้ แต่เราควรตระหนักว่าความยุ่งเหยิงทางการเมืองในปัจจุบันได้เกี่ยวข้องกับความเน่าเปื่อยของภาษา และเราอาจมีส่วนปรับปรุงได้โดยเริ่มจากการใช้คำพูด หากเราทำให้ภาษาอังกฤษของเราง่ายขึ้น เราจะเป็นอิสระจากความโง่เขลาที่สุดของความเห็นตามแนวจารีต และเราไม่สามารถจะกล่าวสำเนียงใดๆ ที่จำเป็นต่อความเห็นแบบจารีตเหล่านั้นได้ และเมื่อเรามีความเห็นที่เบาปัญญา ความโง่เง่านั้นก็จะเห็นได้ชัดเจนแม้แต่กับตัวเราเอง ภาษาการเมือง -- ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด ตั้งแต่อนุรักษ์นิยมจนถึงอนาธิปไตย ต่างได้รับการออกแบบให้คำกล่าวเท็จฟังดูจริง การฆาตกรรมฟังน่านับถือ และทำให้สายลมมีลักษณะหนักแน่น เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ในชั่วพริบตา แต่อย่างน้อยเราเปลี่ยนนิสัยตนเองได้ และบางคราว หากเราเย้ยหยันได้ดังพอ เราอาจจะส่งวลีไร้ค่าที่ไม่เกิดผล เช่น jackboot, Achilles' heel, hotbed, melting pot, acid test, veritable inferno ลงถังขยะ ซึ่งเป็นที่ๆ ควรอยู่มาแต่แรกแล้ว

1946

แปลจาก "Politics and the English Language" A Collection of Essays : George Orwell
ISBN 0156186004 Harcourt Brace (1970) 316 pages $13.00

เกี่ยวกับผู้เขียน George Orwell

จากผู้แปล faylicity.com ออร์เวลล์เขียนบทความนี้เมื่อห้าสิบสี่ปีที่แล้ว บทความนี้เป็นข้อเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ออร์เวลล์เชื่อว่าภาษานั้นใช้เพื่อบืดเบือนความจริงได้ ดังในหนังสือ 1984 ที่เขาได้บรรยายให้ภาษา Newspeak เป็นอาวุธร้ายแรงที่สุดที่ใช้ปกครองคน ออร์เวลล์เรียกร้องการใช้ภาษาเรียบง่ายและชัดเจน ซึ่งเนื้อหานี้ยังใช้ได้ในปัจจุบัน เพราะภาษาเลวย่อมส่อถึงความคิดเหลวไหล ไม่ว่าจะในทางการเมืองหรือด้านอื่นก็ตาม บทความนี้ยังไม่พ้นสมัย ตราบใดที่เอกสารแจกยังเขียนกำกับว่า "เอกสารนี้เป็นคำแนะนำที่ออกแบบขึ้นเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจข้อเสนอที่หลากหลายของผลิตภัณฑ์ และอำนวยอิสรภาพในทางเลือกแก่คุณ ทั้งยังอธิบายหลักการและองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดของเราให้กับผู้ที่ยังไม่เคยได้สัมผัส และแจ้งข่าวให้สมาชิกประจำได้ทราบถึงพัฒนาการในผลิตภัณฑ์ของเรา" แทนที่จะบอกว่า "นี่คือโฆษณา"

อยากลองยกตัวอย่างภาษาไทยดังต่อไปนี้ ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่แสดงการใช้ภาษาเลวได้ดีพอใช้

น.ม.ส. หรือพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ทรงเป็นกวีใหญ่ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของวรรณคดีไทย, กล่าวคือ, ในยุคที่งานประพันธ์แบบร้อยกรองได้คลายความนิยมลง และนิยายแบบสมัยใหม่ได้เอากำเนิดขึ้นมาแล้ว. อาศัยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์เช่นนี้เอง ผนวกเข้าด้วยกับความสามารถส่วนพระองค์ จึงมิได้ทรงเป็นแต่เพียงกวีผู้เชี่ยวชาญในกวีวัจนะเท่านั้น หากยังทรงอยู่ในฐานะนักเขียนเรื่องแบบใหม่นั้นในรุ่นแรกๆ ด้วย. ในฐานะกวีที่ทรงเป็นนายของภาษาและฉันทลักษณ์, พระนลคำฉันท์ ก็ดี, กนกนคร ก็ดี-นี้กล่าวเฉพาะงานอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป-เป็นพยานยืนยันถึงพระปรีชาของพระองค์ที่ไม่มีใครปรามาสได้. และในฐานะของนักเขียนเรื่องแบบใหม่, เรื่องสั้นขบขันที่คมคายด้วย "สำนวน น.ม.ส." อย่างเรื่อง หางแมว (ซึ่งเข้าใจว่าจะทรงได้ความคิดและโครงเรื่องตั้งแต่ต้นจนปลายจากปิศาจนิยายเรื่อง The Monkey's Paw ของ W.W.Jacobs) ยังเป็นที่จำกันได้ ; จดหมายจางวางหร่ำ (ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทรงได้จินตนาการจากจดหมายสั่งสอนลูกชายของลอร์ดเชสเตอร์ตัน)-แม้จะไม่นับได้ว่าเป็นนวนิยาย แต่ก็ต้องนับว่าเป็นงานสมัยใหม่-ก็ยังเป็นที่รู้จักและอ่านกันจนวินาทีนี้, และมีนักอ่านอย่างแท้สักกี่คนที่ไม่เคยอ่าน นิทานเวตาล ?

ในปาฐกถาเรื่องนิราศนรินทร์ซึ่งทรงแสดง ณ สามัคยาจารย์สมาคม เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๖ ได้ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า "คนเราแต่งหนังสือกันถมไป แต่น้อยคนแต่งดีพอที่จะไม่ศูนย์ และเป็นอนุสสาวรีย์แก่ผู้แต่งได้." สำหรับองค์ปาฐกเอง, งานหลายชิ้นที่ทรงนิพนธ์เป็นอนุสาวรีย์ที่ทรงพระนามให้ดำรงอยู่จนบัดนี้. และแน่ละ, ในบรรดางานอันเป็นอนุสาวรีย์เหล่านั้น, เรื่อง สามกรุง ย่อมต้องถูกนับเข้าไว้ด้วยโดยไม่ต้องกังขาเลย.

แต่งานพระนิพนธ์ที่ทรงออกพระโอษฐ์เองว่า "ไม่ว่าจะเปิดอ่านแห่งไหน ดูมันฝังเพ็ชรพราวทั่วไปหมด" เรื่องนี้ก็มีปัญหาในทางวรรณคดีวิจารณ์. ข้อปัญหาเหล่านั้นอาจารย์ยุพร แสงทักษิณได้กล่าวไว้แล้วในงานเขียน วรรณคดีการเมืองเรื่อง สามกรุง เล่มนี้แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในที่นี้อีก, เว้นไว้เสียแต่ว่า ข้อปัญหาและความเข้าใจผิดที่เป็นผลต่อเนื่องมานั้น ได้ปิดบังข้อเท็จจริงข้อหนึ่งไว้จนมิดชิด, นั่นก็คือว่า สามกรุง เป็นวรรณคดีการเมือง ที่ผู้ทรงนิพนธ์ทรงมีเจตนประสงค์ที่จะวิพากษ์คณะรัฐบาลในระบบใหม่ของคณะราษฎร, โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ทรงเห็นว่าจะนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ.

คำนำจากสำนักพิมพ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง เมษายน ๒๕๔๐
วรรณคดีการเมืองเรื่อง สามกรุง : ยุพร แสงทักษิณ ISBN 974-7311-66-6

แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า

น.ม.ส. หรือพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ทรงเป็นกวีใหญ่ในยุคที่การประพันธ์แบบร้อยกรองเสื่อมความนิยมลง และนิยายสมัยใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น พระองค์เป็นทั้งกวีที่เชี่ยวชาญและเป็นนักเขียนเรื่องแบบใหม่ในยุคนั้น ผลงานของพระองค์เป็นที่รู้จักและยอมรับถึงพระปรีชาสามารถ เช่น หางแมว (จากโครงเรื่อง The Monkey's Paw ของ W.W.Jacobs [หากผู้เขียนไม่แน่ใจก็ไม่ควรพูด ถ้าอยากจะพูดก็ควรไปหาข้อมูลมาให้แน่ใจได้ ไม่ใช่ใช้ความเข้าใจตามสติปัญญาของตน ซึ่งไม่ได้แม้แต่จะลงชื่อให้รู้ว่าเป็นความเข้าใจของใคร หรือผู้อ่านควรสรุปว่าเป็นความเข้าใจของสำนักพิมพ์ หรือความเข้าใจที่สืบต่อกันมาจนมาถึงผู้เขียนได้ในทางใดทางหนึ่ง ?]) จดหมายจางวางหร่ำ (จากจดหมายสั่งสอนลูกชายของลอร์ดเชสเตอร์ตัน) นิทานเวตาล และสามกรุง

สามกรุง ผลงานที่พระองค์ตรัสว่า "ไม่ว่าจะเปิดอ่านแห่งไหน ดูมันฝังเพ็ชรพราวทั่วไปหมด" เล่มนี้ (เป็นวรรณคดีการเมืองที่ได้วิพากษ์คณะรัฐบาลในระบบใหม่ของคณะราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ทรงเห็นว่าจะนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ ?)

ย่อหน้าที่สองนี้แปลไม่ได้เพราะต้นฉบับนั้นปราศจากความหมาย ในเมื่อวรรณคดีเรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกัน ผู้เขียนทราบได้อย่างไรว่าผู้ประพันธ์มีเจตนาอย่างไร? ทราบเนื่องจากสิ่งที่อาจารย์ยุพรบอกไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงไม่จำเป็นต้องนำมากล่าวถึงในที่นี้อีกหรือไม่ อย่างไร? (และเหตุใดอาจารย์ยุพรจึงทราบเจตนาของผู้ประพันธ์ และเหตุใดเราจึงควรเชื่อในความเชื่อของอาจารย์ยุพร? ถึงตอนนี้เราอาจสงสัยด้วยว่าเหตุใดเราจึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อในเมื่อคำนำยังเขียนได้เลวร้ายเช่นนี้แล้ว?)เหตุใดผู้เขียนจึงทราบ ข้อเท็จจริง นี้ได้ และในเมื่อถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด จากความเข้าใจผิดที่ต่อเนื่องกันมา? หากเป็นพระประสงค์ของผู้ประพันธ์จริง เหตุใดจึงกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกปิดบังไว้? ผู้เขียนมั่นใจได้อย่างไรว่าตนไม่ได้เข้าใจผิดอยู่เช่นกัน?

การใช้ภาษาเสแสร้งและความคลุมเครือเช่นนี้ ดูไม่ใช่เรื่องร้ายแรงก็จริง แต่ฉันก็หวังว่าตัวเองจะไม่พลาดเขียนสิ่งน่าชังแบบนี้ น่าเสียดายที่สำนักพิมพ์ไม่ได้บอกว่าใครคือผู้เขียนคำนำนี้ เพราะฉันอยากติดต่อให้เขาได้เป็นผู้แปลหนังสือ Pale Fire ของนาโบคอฟเสียจริง

ออร์เวลล์เป็นนักเขียนที่สื่อความหมายชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ขอส่งท้ายด้วยตัวอย่างการใช้คำเปรียบเทียบตามแบบของออร์เวลล์ จากตอนหนึ่งในหนังสือ 1984

If you want a picture of the future, imagine a boot stamping on a human face -- for ever.
ถ้าอยากจะวาดภาพอนาคต ก็ให้นึกถึงรองเท้าบู๊ตที่เหยียบย่ำบนหน้ามนุษย์ -- ไปตลอดกาล

Copyright © 2000 faylicity.com

ภาพ: Mark Moran

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๒๖ กันยายน ๒๕๔๓