* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
"มีอะไรในบทกวี" ?
อุชเชนี

ข้าพเจ้าเขียนบทความนี้ขึ้น มิใช่อย่างผู้เชี่ยวชาญเชิงกวี มิใช่อย่างเจ้าของตำราว่าด้วยบทกลอน และก็มิใช่อย่างปราชญ์ผู้รู้รอบในชีวิต แต่อย่างมนุษย์สามัญธรรมดาคนหนึ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และก็ใคร่จะได้ความหฤหรรษ์จากสิ่งที่พึงได้ เพื่อจรรโลงใจ ประคองตนให้อยู่ต่อไปได้ในโลกนี้อย่างไม่สูงส่งอะไรนัก แต่ก็ไม่จมดิ่งจนเกินไป พร้อมๆ กันก็ให้เกิดความเข้าใจในคนรอบข้าง ในสิ่งต่างๆ รอบด้าน และทำชีวิตให้เป็นก้อนสันติสุขอะไรอันหนึ่งที่มีประกาย มีรัศมี พร้อมที่จะอาบทุกสิ่งที่เข้าใกล้ให้ซึมซาบไปด้วยสันตินั้น และยกวิญญาณให้สูงขึ้น ลิ่วไปในท้องฟ้า ใกล้พระเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งเข้าใจคนยิ่งขึ้นเท่านั้น บทความนี้จึงมีรูปร่างขึ้นมาด้วยเหตุผลจากสภาวะจิตดังกล่าว หากจะด้อยความสมบูรณ์ไปในด้านใด และมิได้มีลักษณะเป็นทฤษฎีก็ขอท่านผู้อ่านได้อภัย

เมื่อเราเพียงแต่เอ่ยคำว่า "กวี" ก็เสมือนมีอะไรอย่างหนึ่งที่แผ่วเย็นวาบเข้ามาในใจ ชลอความรู้สึกของเราสูงขึ้น ฟ่องไปในอากาศ อะไรอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนธรรมดา ที่ไม่อยู่ในความจำเจประจำวัน แต่งามและหวาน อุ่นและซึ้ง สดเท่าๆ กับเศร้า เหงาเท่าๆ กับสุข แล้วเราก็บอกแต่ว่าฉันเข้าใจ ฉันรู้สึก แต่อธิบายไม่ได้ ถูกแล้ว ไม่มีอะไรจะต้องอธิบาย ในเมื่อสิ่งนั้นเข้าไปซ่านอยู่เต็มหัวใจ ในบางครั้งถ้อยคำก็เปล่าประโยชน์ รังแต่จะก่อความเข้าใจที่ไม่ตรงนักด้วยซ้ำ

บทกวีในสมัยใหม่จึงมุ่งไปในทางให้เกิดความรู้สึกมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย คำที่มากไปพร่ำเพรื่อเพ้อเจ้อ แจกแจงแยกแยะ ในภาษากวีถือว่าเป็นการหมิ่นสมรรถภาพของท่านผู้อ่านในการใช้จินตนาการ สองสามคำที่มีน้ำหนักจึงบอกอะไรต่ออะไรแยะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้อธิบายไว้เลย สองสามคำที่จะจูงจินตนาการของผู้ฟังให้เตลิดไปไกล ด้วยความหมายที่อาจจะเกี่ยวเนื่องโยงถึงกันเป็นทอดๆ หรืออาจจะหมายได้หลายประการ ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรมเต็มค่าของคำเลยทีเดียว ทั้งที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดาและทั้งที่เป็นสัญลักษณ์ กวีย่อมจะเบิกทวาราแห่งจินตนาการได้กว้างขวาง ปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระ ไกลลิบ สู่อาณาจักรของความฝันอันวิจิตรบรรจงด้วยศิลปะของการใช้คำไม่กี่คำนั่นแหละ ที่ในบางครั้งบิดหัวใจจนปวด หรือพ่นอารมณ์เริงเข้ามาจนหัวใจพองลอยล่องไปแทบจะคว้าไว้ไม่อยู่

แล้วคุณๆ ก็คงจะถามว่า อย่างไรคือสองสามคำที่ว่า คงจะต้องการตัวอย่าง เรามาคุยกันถึงแต่ละคำก่อนดีกว่า พูดง่ายๆ คำว่า "ขลุ่ย" มันก่อให้เกิดเสียงสะท้อนในใจคุณอย่างไรบ้าง มันเป็นเพียงท่อนไม้กลวงๆ ที่เป่าเข้าไป ใช้นิ้วปิดเปิดทางลม ก็จะได้เสียงดนตรีต่ำๆ สูงๆ เท่านั้นแหละหรือ คุณนึกให้ดี ปล่อยใจให้เอ่อด้วยคำนี้ ก็จะรู้สึกว่ามันพาคุณไปไกลกับเสียงของมันเสียแล้ว เสียงของมันที่เจื้อยแจ้วอยู่ในหูโดยที่คุณเองก็ไม่รู้สึกตัว มันพาคุณไปสู่ความวิเวก ป่าเขาลำเนาไม้ สายลมและเสียงธาร ในเวลาเดียวกันมันบ่งบอกอยู่ตลอดเวลาถึงความเป็นมิตร ถึงความต้องการจะปลอบประโลมร่วมทุกข์และร่วมสุข ขลุ่ยในภาษาประจำวัน อาจจะหมายถึงเพียงเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่ในภาษากวี มันคือตัวแทนของหัวใจ สัญลักษณ์ของความเป็นมิตรอันปลอบประโลม ในทำนองเดียวกัน "ดาวรุ่ง" ในภาษากวี มิใช่สาวสังคมแห่งฟ้าบางกอก แต่เพียงเอ่ยถึง คุณก็รู้สึกถึงความงามอันระยับที่บ่งบอกการใกล้เข้ามาของวันใหม่ วาระที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากความมืดไปสู่ความสว่างอันเรืองรองของอรุณ "ดาวรุ่ง" สัญลักษณ์ของความหวัง นิมิตงามที่เตือนให้รู้ว่า ความสว่างยังมีอยู่แม้ในมุมอันมืดมิดที่สุด คู่กับ "โค้งรุ้ง" ซึ่งมิใช่เพียงสีสันอันเกิดจากหยาดน้ำถูกแทงตลอดด้วยแสงอาทิตย์ แต่รุ้งคือสิ่งที่มาหลังพายุฝน สัญลักษณ์ของความงาม ในเวลาเดียวกันก็เป็นตัวแทนของความหวังในชีวิต หลังการกระหน่ำของโชคชะตา "หลังรุ้งเรียวเรืองเด่นเราเห็นใด ?" สิ่งที่เราเห็นมิใช่เพียงท้องฟ้าสีครามที่ปราศจากเมฆ แต่ชีวิตทั้งอันซึ่งแต่นี้จะได้พบกันความร่มเย็นและสันติ สดชื่นเหมือนฟ้าหลังฝนผุดผ่องเหมือนแสงอาทิตย์ที่กำลังโรยความอุ่นลงมาอาบปถพี

"แก้ว" เป็นอีกคำหนึ่งในภาษาไทย ที่มีความหมายไกลกว้าง บ่งบอกถึงความใส ความโปร่ง ความเปราะบาง ความมีค่า ในเวลาเดียวกันก็หมายถึงดวงมณี และ "อันเป็นที่รัก" เพียงเพื่อจะจูงเราไปสู่ความขาวสะพรั่งของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมเย็น "แก้ว" ในความหมายอันกว้างและลึกเต็มที่ของมันจึงให้ความรู้สึกอันอ่อนหวานเหลือเกิน สะอาด บริสุทธิ์ และคู่ควรแก่การทนุถนอม เมื่อกวีเอ่ยถึง "แก้ว" ผู้อ่านจึงได้ความจับใจไปโดยไม่รู้ตัว แต่จะผลักดันความรู้สึกไปได้ไกลเพียงใด ก็แล้วแต่ความอ่อนไหวของจิตใจของแต่ละบุคคล สุภาพสตรีหนึ่งมีชื่อว่า "น้ำแก้ว" ช่างเป็นชื่อที่หวานซึ้งไปด้วยลำนำกวีอะไรเช่นนั้น !

ทีนี้ เรามาพูดกันถึงว่า อย่างไรที่เรียกว่า "ไม่กี่คำที่บอกอะไรต่ออะไรมากมาย"

"ผมคิดคัดสัมผัสเกลากลางเงาภูติ
มือก็รูดสายเชือกเกือกเหวอะวิ่น
ดีดติ๋งๆ พริ้งเพราะเสนาะพิณ
ตีนหนึ่งผินพิงแอบไว้แนบทรวง"

ไม่กี่คำข้างต้นนี้ ถอดจากกลอนชื่อ มา โบแอม (Ma Boheme) ของกวีหนุ่มน้อย แร็งโบ (Rimbaud) ซึ่งชาวฝรั่งเศสและวงวรรณกรรมทั่วโลกยกย่องว่าเป็นเจ้าของโวหารที่กร้าวแรง และพริ้งไปด้วยเชิงกวี ทั้งๆที่ "ตีนติดดิน" อยู่ตลอดเวลา อ่านเผินๆ ในระยะแรก คุณๆ อาจจะเห็นว่า "พูดอะไรไม่รู้ ไม่เห็นได้ความ" แต่สิ่งที่ได้ความไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงในคำที่พูดออกมาแล้วใจความจะต่อติดกันหรือไม่ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังคำไม่กี่คำนั้น เพียงบรรทัดแรกอ่านดูก็เหมือนจะไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าอ่านแล้วพิจารณาก็จะเข้าใจได้ว่า ผู้เขียนกำลังบอกเราว่าเขากำลังแต่งกลอนไม่ใช่อย่างธรรมดา แต่อย่างประณีตและการแต่งกลอนนั้นทำเมื่ออยู่เพียงลำพังกับเงา กับสิ่งไม่มีตัวตน การแต่งกลอนกลางเงาภูตบอกถึงความว้าเหว่ ไร้ญาติขาดมิตรของกวี และการแต่งนั้น ก็ไม่ได้ทำเมื่อมีกระดาษดินสออยู่ในมือ เจ้าของกลอนกลับใช้มือรูดไปมาอยู่ที่สายเชือก ดังเสียงพิณ เราได้อะไรจากกลอนวรรคนี้ ? นอกจากจะไร้ญาติขาดมิตร กวีผู้นี้ยังจนแสนจน แม้รองเท้าก็โหว่ดูไม่ได้ คงจะย่ำตระเวนมานักแล้ว แต่อารมณ์กวีก็มีอยู่ และเมื่อแต่งกลอนซึ่งเป็นเสมือน "เนื้อ" ก็ครึ้มใจใคร่จะคลอเนื้อนั้นด้วยเสียงพิณ เพียงแต่ว่ามันช่างเป็นพิณอันทุเรศทุรังประสาจนอะไรเช่นนั้น ในสายตาและความรู้สึกของผู้เป็นกวี ถึงอย่างไรในสิ่งที่ต่ำสุด เขาก็ยังมองเห็นลีลาของความงามได้สนิทใจ เสนาะหู และท่าทีที่บรรยายไว้ในวรรคสุดท้าย ท่าที่เอาเท้ายกขึ้นมาแนบอก บอกเราเต็มประตูเลยทีเดียว ถึงความไม่ยี่หระ ไม่แยแสในระเบียบของสังคม ผู้เล่าคงกำลังนั่งอยู่กับพื้นถนนในท่าสบาย ไม่ใส่ใจว่าใครจะมอง ใครจะว่า ฉันเป็นตัวของฉัน เป็นคนอิสระ "ใหญ่" ในอาณาจักรของตนเอง จะว่าเป็นสุขก็เป็นสุขเพราะกำลังเคลิ้มกับอารมณ์กวีของตน และเสียงพิณที่จินตนาการขึ้น จะว่ากุ๊ยก็แสนกุ๊ย เศร้าก็ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะรอบข้างมีแต่ความวังเวง แต่ในความทุเรศของสภาพทั้งหลายของตนเอง ฉันนี้แลคือราชาผู้ทรนง ผู้อยู่ในโลกอย่างไม่เคยยอมค้อมหัวให้ใคร อีกสิ่งหนึ่งที่กวีผู้นี้บอกเรา แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยทราบประวัติของเขามาก่อน ก็คือ เขายังเป็นเด็ก (ในประวัติตอนนั้น เขาอายุได้ 14 ปี) เพราะเด็กจึงได้เล่นกับเชือกผูกรองเท้า เพราะเด็กจึงชอบนั่งท่านั้น แต่ก็แน่ละ เขาไม่ใช่เด็กธรรมดาที่วิ่งเล่นอยู่ที่ข้างถนน แต่เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งซึ่งมองเห็นลีลากวีแม้ในเกือกผุๆ......

เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ เข้าใจว่าคงจะช่วยให้ได้เข้าใจได้มากแล้วว่าเราควรจะอ่านกลอนสมัยใหม่กันอย่างไร ข้อสำคัญอย่าได้มุ่งจับว่าสิ่งที่กวีเขียนขึ้นนั้นต้องตามตรรกวิทยา หรือตรงต่อชีวิตจริงอันเรามองเห็นด้วยตานี้หรือไม่ โลกของกวีเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งถ้ามองจากแง่ชีวิตธรรมดา อาจเห็นว่าน่าจะ "ไป" เสียแล้ว แต่แม้ในรูปประโยคที่ดูไม่ติดต่อกัน แม้ในข้อความที่อ่านแล้วไม่เห็นได้เรื่อง กวีก็บอกอะไรแก่เรา ทั้งที่เร้นลับอยู่ในหัวใจ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงอยู่ตลอดชาติ เพียงแต่ว่าเราจะขุดลึกลงไปถึงก้นบึ้งความรู้สึกของเขา หรือแล่นโลดตามเขาไปในฟ้ากว้าง และโลกใหม่ที่เขาพยายามชี้ให้เราเห็นได้แค่ไหนเท่านั้น.........

พ.ศ. ๒๕๓๐

เกี่ยวกับผู้เขียน อุชเชนี เป็นนามปากกาของประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา สอบมัธยม ๘ (แผนกภาษา) ของกระทรวงศึกษาธิการได้ที่หนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้รับรางวัลจากสถานฑูตฝรั่งเศส และได้รับทุนจากกระทรวงศึกษาธิการให้ศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับรางวัลจากสถานฑูตอังกฤษ ได้รับอนุปริญญาวิชาครู (ป.ม.) และปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณทิต ในเวลาต่อมา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ สอนวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ต่อมาได้รับทุนจากสถานฑูตฝรั่งเศสไปศึกษาต่อ และได้รับประกาศนียบัตรการศึกษาระดับสูง ในวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสร่วมสมัย จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ กรุงปารีส กลับมาสอบต่อที่จุฬาฯ จนถึงปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เคยเป็นรองผู้จัดการประชาสัมพันธ์ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย และเป็นที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ธนาคารกรุงเทพจำกัด

เริ่มเขียน ร้อยกรอง ขณะศึกษาอยู่ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีผลงานบทกวีนิพนธ์พิมพ์เล่มแล้ว คือ ขอบฟ้าขลิบทอง และ ดาวผ่องนภาดิน ผลงานบทความร้อยแก้วชื่อ เพียงแต่เม็ดทราย และงานแปล หิ่งห้อย ของท่านระพินทรนาถ ฐากุร (แปลร่วมกับ ดร.ระวี ภาวิไล) ได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ในปี ๒๕๓๗ ปัจจุบันยังคงทำงานเขียนและแปล

รายศิลาเรียง อุชเชนี
โรงพิมพ์อัสสัมชัญ 1996

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๕ มกราคม ๒๕๔๔