* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book เรือนศิรา : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

Book Coverหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความหวังที่เกิดจากชื่อเสียงของนักเขียน และชื่อเสียงของหนังสือ แต่กลับต้องผิดหวังอย่างเหลือเกินเมื่ออ่านจบ เพราะเนื้อเรื่องเป็นสิ่งคาดเดาได้ ประกอบกับเหตุการณ์ที่ไร้เหตุผลและบทบรรยายซ้ำซาก จึงทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าติดตามและน่าเบื่ออย่างยิ่ง

เรือนศิราเป็นภาคต่อของ ใต้ร่มไม้เลื้อย แต่ถึงจะไม่ได้อ่านภาคแรกก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้ไม่ยาก เพราะผู้เขียนเล่าย้อนความหลังค่อนข้างละเอียด พิมลพัทธ์ (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่าพิมล) ตัวเอกในเรื่องมีปมด้อยชีวิตเรื่องพ่อ ที่เธอเข้าใจว่าไม่ยอมรับใส่ใจเธอ ศิขริน พ่อของพิมลนั้น ทอดทิ้งภรรยาที่เป็นเพชรสูงค่าอย่างอรพิม หันไปคว้า "แก้วดาดๆ" อย่างเจนจารีแทน ตอนที่แยกทางกันนั้น อรพิมมีลูกติดท้องคือ พิมล ซึ่งโตขึ้นด้วยความขมขื่นชิงชังที่พ่อแท้ๆ ทิ้งแม่และตัวเธอไปหลงใหลหญิงอื่น ส่วนศิขรินรู้ดีว่าพิมลคือเลือดเนื้อของตน แต่ไม่อาจทวงสิทธิความเป็นพ่อได้แม้จะรักพิมลมาก เขาตั้งใจจะยกเรือนศิรา ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะทรงคุณค่าที่อรพิมสร้างขึ้นกับมือให้แก่พิมล แต่เจนจารีล่วงรู้เข้าก่อนและจำเป็นต้องขัดขวางไม่ให้พิมลได้ส่วนผลประโยชน์มหาศาลนี้ ความรักและการให้อภัยคือหัวใจหลักของนิยายเรื่องนี้ เราจะให้อภัยในความผิดพลาดที่ผ่านมาแล้วได้หรือไม่ หรือต้องรอจนสายเกินไป

ปิยะพรเป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาไพเราะ เขียนบรรยายละเอียดลออ และใส่ใจในรายละเอียด ทำให้การเล่าเรื่องหลายตอนน่าฟัง แต่น่าเสียดายที่ข้อดีดังกล่าวไม่สามารถช่วยให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่านได้ เมื่อเนื้อเรื่องเป็นสิ่งคาดเดาได้แต่ต้น และเหตุการณ์และตัวละครในเรื่องขาดเหตุผลรองรับ ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับวิธีการบรรยายทางกายภาพที่ซ้ำซากจำเจ ก็ทำให้เรื่องนี้น่าเบื่อและไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง

แนวทางของเรื่องเป็นสิ่งคาดเดาได้ตั้งแต่ต้นเพราะผู้เขียนบอกผู้อ่านชัดเจน ตั้งแต่การเปิดตัวละครที่ติดฉลากความดีร้ายมาพร้อมสรรพตั้งแต่แรก ประกอบกับการบรรยายความรู้สึกของตัวละครอย่างละเอียดลออให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างชัดเจนจนไม่ต้องคาดเดา แม้แต่เหตุการณ์สำคัญๆ ก็มีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าโจ่งแจ้ง ทำให้เหตุการณ์นั้นไม่สร้างความประหลาดใจได้ ผู้อ่านอยู่ในฐานะที่รู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง และทำนายอนาคตภายหน้าได้ ซึ่งถึงจะไม่ทั้งหมด แต่ก็มีทางเลือกให้เดาผิดน้อยเต็มที การอ่านเรื่องที่ไม่มีสิ่งผิดความคาดหมาย ทำให้เนื้อเรื่องนั้นไม่น่าสนใจโดยปริยาย

ลองมาดูเรื่องสัญญาณบอกเหตุก่อนเหตุการณ์สำคัญจะเกิดนี้สักนิด สัญญาณบอกเหตุที่พอเหมาะ สามารถจุดความใคร่รู้ให้คนอ่านอยากติดตามได้ แต่สัญญาณในเรื่องนี้แจ่มชัดเกินจำเป็น และย้ำบอกเกินพอดีจนเรียกได้ว่ายัดเยียด ตัวละครต่างพูดและกระทำสิ่งไร้เหตุผลเพื่อแสดงให้คนอ่านเห็นสัญญาณเหล่านี้ แทนที่จะอยากรู้กลับทำให้เบื่อหน่ายรำคาญต่อสัญญาณบอกเหตุที่กะพริบบอกทุกระยะ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงสักที ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์เครื่องบินตก ซึ่งบอกจากฝันร้ายซ้ำซ้อนของจารวีร์ และความอาวรณ์กังวลอย่างประหลาดของตัวละครต่างๆ ที่แสดงว่าไม่ควรจะเดินทางเลย

แต่จุดด้อยที่สุดในเรื่อง คือความจงใจสร้างเหตุการณ์สู่ความขัดแย้งของตัวละครที่ขาดเหตุผลรองรับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดสองตัวอย่างคือเรื่องของศานิต และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตายของทิชา ศานิตนั้นแสดงออกนอกหน้าอย่างไร้เหตุผลจนน่าละอาย ด้วยสัญญาณต่างๆ ที่ยัดเยียดให้ผู้อ่านเห็นว่าเขาเป็นคนทำเครื่องบินตกเอง อรินเป็นสื่อที่ศานิตบอกผ่านคนอ่านถึงความชั่วร้ายของตน แต่อรินกลับไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนเหล่านี้เลย ถึงแม้อรินจะเป็นคนบอกผู้อ่านเองแต่แรกว่าควรจับตามองศานิตให้ดีก็ตาม

เรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างร้ายแรงที่สุด คือเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตายของทิชา ทิชาลวงพิมลไปฆ่า แต่อรินมาช่วยได้ในนาทีสุดท้าย ทิชาจึงขับรถพิมลออกไปแล้วประสบเหตุ ทิชานั้นไม่มีเหตุผลจะต้องขับรถคนอื่นไป ทั้งที่รถตัวเองจอดอยู่ใกล้ๆ และไม่มีเหตุผลที่อรินต้องร้องบอกทิชาว่าอย่าเอารถพิมลไป แต่ความพิลึกพิลั่นของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องมีเพื่อให้พิมลเข้าใจอรินผิด เป็นการจงใจให้เกิดที่ไม่แนบเนียนและไม่น่าเป็นไปได้จริงอย่างยิ่ง และน่าสงสัยว่าทำไมพิมลไม่คิดว่าหากอรินคิดจะฆ่าตนแล้ว จะมาช่วยทำไมแต่แรก

แม้ว่าความคาดเดาได้ของเนื้อเรื่อง และความไร้เหตุผลข้างต้น จะเป็นข้อด้อยเพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่น่าอ่าน หนังสือเล่มนี้ยังเพิ่มความน่าเบื่อด้วยบทบรรยายลักษณะทางกายภาพของตัวละครที่บ่อยซ้ำซากเกินจำเป็น การเล่าลักษณะของตัวละครเป็นข้อดีกับการแนะนำตัวละคร แต่การบรรยายซ้ำๆ แทบทุกครั้งที่ตัวละครปรากฏตัว ทำให้เบื่อจนไม่อยากรู้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อลักษณะทางกายภาพของตัวละครไม่ได้แตกต่างกันจนจำเป็นต้องบอกกันถี่ๆ เช่นนี้ (ตัวเด่นล้วนแต่มีมือเรียวบาง ริมฝีปากหยักงาม และรูปร่างสูงโปร่ง) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะเริ่มด้วยการตีพิมพ์ลงเป็นตอนๆ ในสกุลไทย เหตุผลที่ว่าจะกลัวผู้อ่านลืมลักษณะเหล่านี้ไปคงไม่ถูกต้องนัก เพราะลักษณะบางประการบรรยายซ้ำติดกัน ดังจะยกมาเพียงตัวอย่างเดียวในที่นี้ คือดวงตาของพิมล ตัวเลขในวงเล็บคือเลขหน้า (ช่วงที่หายไปไม่ใช่แปลว่าจะไม่มี แต่บางทีเป็นเพราะพิมลไม่ได้ปรากฏตัว)

ดวงตาดำคม (34) ดวงตาดำคมระยับ (38) ดวงตาดำพราวระยับ (45) ดวงตาดำคมระยับ (46) ดวงตาดำเป็นประกายระยับ (48) ดวงตาดำมันระยับ (51) ดวงตาเป็นเงาระยับ (56) ดวงตาดำระยับวาวจ้า (74) ดวงตาเป็นเงาระยับ (96) ดวงตาดำคมมีรอยยิ้มระยับ (148) ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ (149) ดวงตาคมเป็นประกายพราวระยับ (150) ดวงตาดำระยับสดใส (ลืมนับเลขหน้า) ดวงตาคมระยับ (287) ... หนังสือเล่มนี้มีความหนา 763 หน้า ตัวอย่างเท่านี้คงพอทำให้ซาบซึ้งถึงดวงตาคมระยับของพิมลได้ดี

จากบทบรรยายทางกายภาพที่ซ้ำซาก เนื้อเรื่องขาดเหตุผลรองรับ และความไม่ต้องคาดเดาเหตุการณ์ใดๆ หนังสือเล่มนี้จึงขาดความน่าติดตามอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้จะให้ความเพลิดเพลินได้ดี หากผู้อ่านสามารถมองข้ามจุดด้อยที่กล่าวมาแล้วได้ สำหรับผู้ที่เห็นด้วยกับเหตุผลข้างต้น การอ่านแต่คำนำจากผู้เขียนที่รวมหัวใจของเรื่องได้กระชับคงเป็นสิ่งเพียงพอแล้ว

* จดหมายจากผู้อ่าน และจากคุณปิยะพร ศักดิ์เกษม
 

เกี่ยวกับผู้เขียน ปิยะพร ศักดิ์เกษม จบชั้นมัธยมจากเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ จบการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต เอกศิลปศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาว่างอ่านและเขียนหนังสือด้วยความรักและเพลิดเพลิน จึงมีความสุขกับกิจกรรมทั้งสองอย่างนี้เสมอ ผลงานที่ผ่านมา รวมเรื่องสั้น แสงตะวันในสายหมอก นวนิยาย ตะวันทอแสง ระบำดาว สุดสมรภูมิ ใต้ร่มไม้เลื้อย ทรายสีเพลิง (รางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗) ดอกไม้ในป่าหนาว กิ่งไผ่-ใบรัก เรือนศิรา รากนครา (ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๑) ทางสายธาร ใต้เงาตะวัน และ ในบ่วงมนตรา ปัจจุบัน เธอรับราชการสังกัดกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ และเขียนนวนิยายเท่าที่จะมีเวลาว่างจากงานประจำ

เรือนศิรา : ปิยะพร ศักดิ์เกษม
ISBN 974-603-879-6 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า (พิมพ์ครั้งที่สอง มิถุนายน ๒๕๔๐) ราคา ๒๖๕ บาท

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓