* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book WHITE TEETH : Zadie Smith
read by O
Book Cover

"This has been the century of strangers, brown, yellow, and white. This has been the century of the great immigrant experiment. It is only this late in the day that you can walk into a playground and find Isaac Leung by the fish pond, Danny Rahman in the football cage, Quang O'Rourke bouncing a basketball, and Irie Jones humming a tune. Children with first and last names on a direct collision course."

ในบรรดา "หนังสือเล่มแรก" ของนักเขียนไม่ว่าจากยุคสมัยใด ส่วนใหญ่เล่มแรกมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ในงานเขียนยังไม่แกร่งกล้า บางคนกว่าจะได้รับการจดจำจากนักอ่านก็ต้องใช้เวลาเขียนอยู่หลายปีและหลายเล่ม มีน้อยคนนักที่จะได้รับการจดจำจากหนังสือเล่มแรก ที่พอจะนึกออกอย่างเช่น เจ. เค. โรลลิ่ง ผู้เขียนหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือจอห์น กริชแฮม คนเขียนเรื่อง The Firm เป็นต้น (ถ้าใครติดตามงานของกริชแฮม จะทราบว่าเขาไม่ได้เขียนเดอะเฟิร์มเป็นเล่มแรก แต่เขาเขียนเรื่อง The Pelican Brief ก่อน ซึ่งไม่ได้รับการตีพิมพ์จากบรรณาธิการ จนเดอะเฟิร์มถูกนำมาตีพิมพ์และได้รับความนิยมมากมาย The Pelican Brief จึงถูกขุดขึ้นมาจากกล่องกระดาษของเขา) และถ้าสังเกตดูนักเขียนที่ติดเบสเซลเลอร์เหล่านี้หนักไปทางเป็นนักเล่ามากกว่านักเขียน ข้อนี้เป็นความสามารถที่น่าทึ่งและยากพอสมควร ในการถ่ายทอดจินตนาการเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สนุกและน่าติดตามจนจบ ไม่แปลกอะไรเลยที่หนังสือในยุคหลังถูกนำไปสร้างภาพยนตร์บ่อยครั้ง เพราะมีแต่ความสนุกสนาน ตื่นเต้น และเร้าใจ (ซึ่งผมเองก็ชอบ เพราะไม่ต้องคิดมาก) ส่วนหนังสือในโลกวรรณกรรม (พวกผูกพันกับการใช้ภาษา)อย่างแท้จริง นักเขียนที่ยิ่งใหญ่อย่างคุนเดอรา มาร์เควซ ซารามาโก้หรือคนอื่นๆ ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเติบโตในโลกหนังสือได้ นักเขียนประเภทนี้มักมาโด่งดังเมื่อตอนมีอายุมาก หนังสือเล่มแรกของพวกเขาไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำ เนื้อเรื่องเน้นประเด็นง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน คงมีเพียงสำเนียงภาษาและวิธีการเขียนแปลกใหม่ให้น่าจับตามอง ผมอ่าน"หนังสือเล่มแรก" ของนักเขียนมากพอสมควร ส่วนใหญ่ยังไม่ค้นพบแบบที่ชอบมาก อ่านแล้วก็เชื่อว่าเป็น "เล่มแรก" จริงๆ จนเจอหนังสือที่ประทับใจเล่มนี้ "ฟันสีขาว" ของซาดี สมิท

หนังสือเล่มนี้เล่ายาก เพราะมีเนื้อหาที่เป็นองค์ประกอบสำคัญและสลับซับซ้อนมากกว่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อน ศาสนา เชื้อชาติ สงคราม สังคม ครอบครัว รวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศ ไม่ว่าสมิทจะหยิบยกเรื่องใดขึ้นมา อัจฉริยะของเธอคือสามารถเกี่ยวร้อยโยงกันเป็นเรื่องเดียวได้หมด ตัวละครสะท้อนธรรมชาติมนุษย์แบบทะลุทะลวงและแยกไม่ออก และที่ดีไปกว่านั้นคือเธอมีอารมณ์ขันสูงสุด เธอถ่ายทอดความบกพร่องของชีวิตตัวละครออกมาอย่างซื่อๆ และหน้าตาย ความเห็นอกเห็นใจและสนิทสนมกับตัวละครของเธอ เป็นตลกร้ายกาจที่มีชั้นเชิงเยี่ยมยอด เกินกว่าจะเชื่อว่าเธอเป็นนักเขียนที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือเป็นครั้งแรก เนื้อเรื่องถ้าจะพูดสั้นๆ เป็นเรื่องประวัติของผู้อพยพผิวสีกลุ่มหนึ่ง เล่าตั้งแต่ต้นตระกูลที่มาอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ชีวิตของแต่ละคนในตระกูลโจนส์ อิคบอล และชาลเฟน (หรือกระทั่งชีวิตหนู FutureMouse™ ที่ถูกกำหนดชะตากรรมโดยมนุษย์) เป็นเรื่องเล่าของชีวิตสับสนที่เติบโตผ่านเบ้าหลอมแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติและโชคชะตา ความคาดหวังกับความเป็นจริงจากคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง เปรียบเสมือนพ่อย่อมถ่ายทอดทั้งเลือดและบาปสู่ลูก เหมือนรากที่คอยปลูกฝัง"ฟัน"ให้เจริญเติบโตและแข็งแรง และสิ่งหนึ่งที่สมิทเหน็บแหนมได้ตลอดเรื่องก็คือ What does it mean to be "English".

"ฟันสีขาว" เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อน อาร์ชี่ โจนส์ ชาย (ผิวขาว) ชาวอังกฤษกับ ซาหมัด อิคบอล ชาย (ผิวดำ) มุสลิมชาวปากีสถาน ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันด้วยเหตุบังเอิญ เพราะร่วมชะตากรรมรอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถถังลาดตระเวนระเบิด ตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สามอาทิตย์ที่ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน สร้างความผูกพันของเพื่อนให้แน่นแฟ้นไปตลอดชีวิต สมิทสร้างตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง เธอให้อาร์ชี่และซาหมัดเป็นความคิดที่แตกต่างกันคนละขั้วโลก อาร์ชี่เป็นคนประเภทที่มีลักษณะค่อนข้างยืดหยุ่นและประนีประนอม เขาใช้ชีวิตเหมือนปรัชญากระดาษที่เขาพับ (เขาทำงานอยู่บริษัทโฆษณา แผนกออกแบบหาวิธีพับกระดาษต่างๆ เพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น ซอง หรือกล่อง เป็นต้น วิธีคิดก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกอย่างลงตัว) เขามีความเชื่อว่าการยอมรับเรื่องอะไรง่ายๆ เป็นสิ่งที่เป็นอิสรภาพของชีวิต ที่ทำเช่นนี้เพราะตัวเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมีความสำคัญแตกต่างไปจากกลไกลเล็กๆ อื่นๆ ในโลก เช่น เม็ดฝนมีผลต่อทะเล หรือกรวดทรายต่อชายหาด ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปสักนิดก็คงไม่เป็นไร ชีวิตเขาก็คงเป็นแบบนั้น อาร์ชี่แต่งงานกับคาร์ล่า ภรรยา (คนที่สอง) สาว (ผิวดำ) ซึ่งอ่อนกว่าเขาเกือบยี่สิบปี เธอเป็นสาว "ไร้ฟันบน" ชาวจาไมก้าลูกผสมอังกฤษ มีแม่ที่เคร่งครัดทางศาสนา ตระกูลโจนส์มีลูกผู้หญิงหนึ่งคนชื่อ ไอรี่ (ผิวน้ำตาล หัวหยิก) เด็กสาวที่เป็นดูเหมือนว่าจะมั่นคงและปรับตัวได้ดีที่สุดในเรื่อง

"I can't see the difference, frankly," said Archie. "When you're dead, you're dead." "Oh no, Archibald, no," whispered Samad, melancholic. "You don't believe that. You must live life with the full knowledge that your actions will remain. We are creatures of consequence.

ขณะที่ซาหมัด อิคบอลเป็นคนในมุมกลับของโจนส์ แม้เขามีหน้าตาใจดีหล่อเหลาแบบโอมาร์ ชารีฟ แต่เขากลับเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่ออะไรทั้งสิ้น เขาเชื่อว่าชีวิตต้องเป็นชะตากรรมที่ (ตัวเขา) กำหนดได้ ซาหมัดหลงใหลในเรื่องวีรบุรุษมาก (คือปู่ของปู่เขาเอง ซึ่งเป็นวีรบุรษสงครามของเขาคนเดียว... คือแกมีชื่ออยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะยิงผิดเป้า) เขามีชีวิตด้วยความพยายามอยากจะเป็นวีรบุรุษ ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นเรื่องเล่าในตระกูลให้ลูกหลานภาคภูมิใจ สมิทหยอกล้อกับตัวละครตัวนี้มาก ทุกครั้งที่ซาหมัดปรากฎกายหรือแสดงความคิดเป็นได้หัวเราะทุกตอน อย่างเช่นการที่เธอเขียนให้ชีวิตจริงของซาหมัดล้มเหลว เขาพิการเหลือมือข้างเดียวเพราะผลพวงจากสงคราม เขาจึงทำงานเป็นแค่พนักงานเสริฟ์ในร้านอาหาร (ผู้มีทีท่าเวลาพูดจาเหมือนพวกศาสตราจารย์) แต่ด้วยความเอ็นดูตัวละคร สมิทก็ให้ซาหมัดเป็นวีรบุรุษสมใจ โดยเรียกเขาว่า One Hand Genius เช่นมุขที่ให้ เขายกมือ (ข้างเดียว) ประท้วงได้ตลอดในงานประชุมโรงเรียนลูก หรือมุขอื่นๆ ที่เกี่ยวกับมือข้างเดียวของเขา (อันนี้ต้องอ่านเอง เพราะผมหัวเราะค้างมาแล้ว) ซาหมัดแต่งงานกับอัลซาน่า ภรรยาใจร้อน ชาวเบงกอลด้วยกัน มีลูกชายฝาแฝดสองคน คือ แมดกริดกับมิลลาท์ และจากความล้มเหลวในชีวิตของซาหมัดเอง แม้ว่าเขาจะเป็นคนจริงจังและตั้งใจอย่างไรก็ตาม ซาหมัดเชื่อว่าวัฒนธรรมของพวกผิวขาวที่หลากหลายนั้นเป็นศัตรูกัดกร่อนเหมือนหินปูนแก่วงศ์ตระกูล เขาจึงมุ่งหวังให้ลูกของเขาได้รับการรักษา "ราก" คือ เป็นมุสลิมที่ดีด้วยระบบวัฒนธรรมและศาสนาของเขา ทั้งนี้เพื่อเป็นปกป้องเกียรติยศของวงศ์ตระกูลอิคบอลที่เหลือด้วย ซาหมัดจึงตัดสินใจวางแผนแอบส่งลูกชายคนโปรด "แมดกริด" ซึ่งเป็นเด็กฉลาดมาก กลับไปอยู่ในเบงกอล นี้เป็นสาเหตุให้ครอบครัวอิคบอลแตกแยก ภรรยาของเขาปฎิเสธที่จะพูดกับเขาอยู่หลายปี นอกจากจะตอบคำถามแกล้งให้สามีเกิดความสงสัยไม่แน่ใจในทุกเรื่อง ประโยคเก่งของเธอคือ Maybe, Samad, maybe not.

แต่อย่างไรก็ตามอนาคตลูกชายที่พ่อวางไว้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม แมดกริดหลังจากไปอยู่แผ่นดินพ่อมาแปดปี กลับมากลายเป็นคนอังกฤษยิ่งกว่าอังกฤษ ด้วยสำเนียงการพูดและการแต่งตัว ขณะที่มิลลาท์กลับชื่นชมความเป็นผู้นำ พยายามทำตัวให้เหมือนพวกมาเฟียแบบในหนังเรื่องก็อดฟาเธอร์ เขาเข้าร่วมองค์กร Kevin (Keepers of the Eternal and Victorious Islamic Nation) ซาดี สมิทผูกเรื่องในตอนหลังได้อย่างน่าสนุก เธอแนะนำตระกูลชาลเฟนคนอังกฤษขนานแท้เพื่อเสนอภาพเสียดสีคนผิวขาวอีกที เธอผูกเรื่องให้ ไอรี่กับมิลลาท์ ต้องไปเรียนหนังสือที่บ้านของโจชัวผู้เป็นเพื่อน ลูกชายของมาร์คัส ชาลเฟน นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นวิศวพันธุกรรมของ FutureMouse™ (เป็นความเชื่อเดียวกับซาหมัดที่ว่า เราต้องกำจัดความหลากหลาย โอกาส และอุบัติเหตุให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อได้เผ่าพันธุ์ที่ดี) กับภรรยา จอยซ์ ชาลเฟน ผู้เชี่ยวชาญทางพฤกษศาตร์ เธอมีระบบความคิดว่าทุกสิ่งรวมทั้งคนมีการเจริญเติบโตแบบต้นไม้ ดังนั้นเวลาเธอทำความเข้าใจกับอะไรสักอย่าง เธอจะคิดว่าเป็นต้นไม้เสมอ เหมือนที่เด็กทั้งสองเป็นพืชที่ขาดการเอาใจใส่ พวกชาลเฟนิสท์จึงกลายเป็นศัตรูกับพวกอิคบอลและโจนส์ในบางที เพราะทุกคนเชื่อว่า ชาลเฟลนิสท์มาพรากเด็กๆ ไป ส่วนโจชัวร์ก็เริ่มต่อต้านครอบครัวเขา เขาเข้าร่วมองค์กร Fate (Fighting Animal Torture and Expoiltation) ต่อต้านการทดลองหนูของพ่อเขาเอง ความสับสนวุ่นวายของตัวละครถูกขมวดปมผูกเข้ากับเหตุการณ์ในตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องต้องติดตาม

สมิทเขียนเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ขันและความสนุกสนานเต็มที่ ทุกอย่างเป็นรายละเอียดเกินกว่าจะนำมาสาธยาย ไม่ว่าอาการอยากเป็นคน "อังกฤษ" ที่เธอหยอกล้อกับตัวละคร เช่น ไอรี่ โจนส์ พยายามไปดัดผมตรงแบบคนขาว หรือแมดกริดบอกเพื่อนว่าตัวเองชื่อ มาร์ค สมิท หรือแม้แต่การที่อัลซาน่าตั้งเชื้อชาติเลสเบี้ยนให้หลานสาวคนโปรด ด้วยการเรียกเธอว่า Niece of Shame ทุกครั้ง เราจะพบว่าเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความจริงในหลายระดับในชีวิต ทั้งโชคชะตา สังคม รากฐานแห่งวัฒนธรรม สมิทไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นหนึ่งมีอิทธิพลกับคนรุ่นหนึ่งยังไง การต่อสู้ระหว่างความหวังของพ่อกับความจริงของลูกชาย หรือความเข้มงวดแม่กับลูกสาว แต่สมิทยังชี้ให้เห็นถึงการความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์ครอบครัว หนังสือเล่มนี้สะท้อนแง่มุมในสังคมที่ดีมาก เพราะสุดท้ายแล้วจิตใจของมนุษย์แทบไม่มีอะไรต่างกัน คนเราไม่ว่าจะมีผิวสีอะไร ฟันซึ่งเปรียบเหมือน"จิตใจ"ย่อมเห็นเป็นสีเดียวกันหมด นั้นคือ "สีขาว"

เกี่ยวกับผู้เขียน Zadie Smith ซาดี สมิท อายุ 24 ปี เป็นสาวชาวจาไมก้าที่เติบโตในอังกฤษ จบการศึกษาปริญญาทางวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คิงส์คอลเลจ เขียนหนังสือเล่มแรกคือ White Teeth เล่มนี้ ตอนอายุ 21 ปี เธอเขียนเบื้องต้นเพียง 100 หน้า มีเอเจนซี่จากสำนักงาน Andrew Wylie ค้นพบงานชิ้นนี้เข้า เลยส่งไปตามสำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งมีบรรดาเหล่าบรรณาธิการให้ความสนใจเป็นอันมาก ในที่สุดจึงมีการประมูลต้นฉบับร้อยหน้าของเธอ ซึ่งผู้ชนะคือ Hamish Hamilton แผนกคัดเลือกวรรณกรรมสมัยใหม่จากสำนักพิมพ์เพนกวินยูเค สมิทได้รับเงินล่วงหน้าค่าเขียนหนังสือให้จบ เป็นจำนวนถึง 250,000 ปอนด์ เธอใช้เวลาเขียนอยู่สองปีครึ่ง ในที่สุด White Teeth ก็ออกจำหน่ายในปีที่ผ่านมา เธอกลายเป็นนักเขียนหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของอังกฤษ งานของเธอถูกนำไปเปรียบเทียบกับชาร์ล ดิกเค้น และซัลแมน รัชดี ซึ่งแม้แต่ตัวรัชดีเองก็ชื่นชมเธอเป็นอันมาก สมิทเคยกล่าวว่า เธอต้องการจะเป็นนักเขียน เพราะเธอรู้ว่าเธอเขียนได้ นักเขียนที่เธอชอบมาก คือ อี.เอ็ม. ฟอสเตอร์กับวลาดิเมียร์ นาโบคอฟ หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับเลือกเป็นหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2000 จากสำนักวิจารณ์หลายสำนัก ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ซาลอนแมกาซีน พัลบิคเชอร์วีคลี่ เป็นต้น ไม่น่าเชื่อว่าอายุเธอยังน้อยนัก เมื่อเทียบกับงานเขียนเล่มแรกระดับโลกของเธอ

White Teeth : Zadie Smith
ISBN 80025-75540 April 2000, New York:Random House $24.95, 448 pages

***

Zinat Mahal: a mouth as large as the Blackwall Tunnel and Samad was relying upon it. ...

"Samad! My Mouth is like the grave! Whatever is told to me dies with me."

Whatever was told to Zinat invariably lit up the telephone network, rebounded off aerials, radio waves and satellites along the way, picked up finally by advanced alien civilizations as it bounced through the atmosphere of planets far removed from this one.

White Teeth - Zadie Smith

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๕ มกราคม ๒๕๔๔