* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book GENERATION X : Douglas Coupland
read by O
Book Cover

" Life exists elsewhere in the universe."

นี้ควรเป็นคำกล่าวที่น่าจะเป็นนิยามอย่างดีสำหรับชาว X'ers ผมเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิต คุณเองก็คงมีช่วงเวลาหนึ่งที่อยากจะค้นหาความหมายของชีวิต อยากจะทำแต่สิ่งที่อยากทำ อยากลองเสี่ยงแต่จริงจังกับความรู้สึกโดยไม่มีเงื่อนไขหรือมีสภาวะใดๆมาบีบบังคับ คุณอยากดื้อดึงและยืนหยัดกับความเป็นตัวของตัวเอง เพียงขอให้ได้ผจญภัยในชีวิต แม้สักครั้ง..ก็ยังดี คงไม่มีคำกล่าวใดที่จะพูด นอกจากจะบอกว่า...ยินดีต้อนรับสู่จักรวาล!

ประชากรชาว X ของดักลาส คูปแลนด์ ประกอบไปด้วยคนสามคน แอนดี้ แด็ก และแคลร์ [แคลร์เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม] ทั้งสามตัดสินใจละทิ้งสถานะทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การงาน สังคม และชีวิตส่วนตัว เพื่อจะไปค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริงเอาดาบหน้า พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ปาล์มสปริงในแคลิฟอร์เนีย [ปาล์มสปริง เป็นเมืองทะเลทราย สำหรับผมแล้วมันเป็นเมืองสำหรับคนอาวุโสที่ไม่ต้องการทำอะไรนอกจากพักผ่อน มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ต้นปาล์มกับพระอาทิตย์สีส้มอัสดง รอบนอกออกไปเป็นทะเลทรายล้อมรอบทั้งหมด เวลาคุณขับรถจะเห็นแต่ดินแดงกับถนนโล้นๆ แถวนั้นไม่มีอะไรเป็นเพื่อนเลย นอกจากความรู้สึกโดดเดี่ยวกับ Outlet ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับนักช็อปปิ้งตัวยง ผมเคยมีประสบการณ์ถูกทอดทิ้งไว้กับม้านั่ง เฝ้าถุงที่กองอยู่ตรงหน้าเหมือนทะเล รอบรรดานักช็อบมือระวิงกว่าห้าชั่วโมง จนผมสารภาพบาปในใจกับรองเท้าใหม่ๆไปหลายคู่ ตอนที่ผมอ่านมาถึงชื่อเมืองนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในความช่างคิดของคูปแลนด์ เพราะถ้าเป็นผม..อยู่แบบนั้น ก็คงคิดเรื่องชีวิตออกเข้าสักวันหนึ่งล่ะ] พวกเขาหางานเล็กๆทำตามบาร์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ร่วมกัน ผลัดกันเล่าเรื่อง เล่าอดีต เล่าอนาคต ความสนุกอยู่ตรงวิธีการเขียนของคูปแลนด์ การบัญญัติศัพท์ใหม่ การถ่ายทอดเรื่องของตัวละคร และเนื้อหาในการเล่านิทานชีวิตของแต่ละคน ผมชอบนายแด็กเป็นพิเศษ เขาเป็นคนสนุก และมีมุมมองตลกมากในการมองโลก อย่างเช่น เรื่องตอนเขาลาออกจากงาน เพราะเบื่อการทำงานที่ซ้ำซากจำเจทุกวัน เขาเบื่อทำงานระบบบนตึก ในกล่องคอกลูกวัว [หมายถึง พาร์ติชั่นที่เป็นล็อคสี่เหลี่ยมสำหรับขุนพนักงานให้อ้วน] มันทำให้เขาหายใจไม่ออก อึดอัด และเริ่มมีอารมณ์สั้น เขาบอกว่านี้คืออาการของโรคคนเมืองที่เรียกว่า Sick Building Syndrome เขาตัดสินใจลาออก หันไปใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่า Basement Person [คนชั้นใต้ดิน] คือเช่าห้องใต้ดินอยู่ แด็กเชื่อแปลกๆว่า อากาศที่อยู่เหนือชั้นดิน เป็นอากาศสำหรับคนชั้นกลางเกินไป มันไม่เหมาะกับเขา เขาหันมาใช้ชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับบรรยากาศข้างล่าง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องออกไปผจญภัยกับเพื่อนที่ปาล์มสปริง

หนังสือเล่มนี้ถ้าจะเล่าให้สนุกคงยาก เพราะเนื้อหาไม่มีอะไรมากไปกว่า การเห็นชีวิตในช่วงหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Generation X กับเสน่ห์ความคิดที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องเล่าของตัวละครอีกทีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นอารมณ์ขันสุดยอดของคูปแลนด์ หนังสือเล่มนี้อยากชวนอ่าน เพราะมันจะเป็นหนังสือคลาสสิคในอนาคต เหมือนที่ครั้งหนึ่ง เจ. ดี. ซาลินเจอร์ เคยเขียนเรื่อง The Catcher in The Rye มันเป็นน้ำเสียงแห่งยุคสมัย เป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตในโลกยุคใหม่ ทั้งวิธีการคิด รูปแบบการเขียนและเรื่องราว แล้วบางทีคุณอาจจะเข้าใจมากขึ้นในเรื่องชาวเอ็กซ์ ว่าแท้ที่จริงมันไม่ใช่คำตามนิยามเหมือนที่นำมาใช้กันในปัจจุบัน คูปแลนด์เป็นนักเขียนที่มีแนวการเขียนที่ผมประทับใจมากคนหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของเขา สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือความคิดของเขาแบบ Nostalgia ทุกครั้งที่อ่านหนังสือเขา ผมมักจะนึกถึงอดีต นึกอะไรเก่าๆที่อยู่ในความทรงจำแล้วมันย้อนหวนคืนมาเหมือนสายลม แม้บางเรื่องบางความรู้สึกเราอาจจะไม่เคยพบพานหรือรู้จัก แต่ความรู้สึกแรกคือ คุ้นเคย ถ้าคุณอ่านหนังสือเขามากๆ โดยเฉพาะในยุคหลัง สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือวิธีคิดแปลกๆกับอารมณ์ขัน แต่ที่เห็นได้ชัดและเปลี่ยนไปคือ การใช้ภาษา เขาเป็นนักเขียนที่มีภาษาสวย มีความสามารถในการถ่ายทอดความคิดกับภาษาชัดเจนคนหนึ่ง และความคิดนั้นสามารถนำไปเป็นปรัชญาแห่งยุคได้ทีเดียว บางทีคูปแลนด์อาจเลยยุคสมัยของการเป็นชาวเอ็กซ์ไปแล้ว หนังสือของเขายุคหลังจึงค่อยๆนุ่มนวลขึ้น

The Death of Gen-X-cide

คูปแลนด์เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ในนิตยสารดีเทลล์ เมื่อปี 1995 ชื่อเรื่องว่าความตายของเอ็กซ์ เขาเล่าว่านำคำนี้มาจากบทสุดท้ายในหนังสือสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคมของประชากร หนังสือเล่มนั้นชื่อ _Class_ เขียนโดย Paul Fussell ในนั้นนายพอลเขียนไว้ว่า

An "X" category of people who wanted to hop off the merry-go-round of status, money, and social climbing that so often frames modern existence.

คูปแลนด์เล่าว่าตอนที่หนังสือเขาออกวางตลาดใหม่ๆในปี 1991 การพิมพ์ครั้งแรกนั้นไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดใด ไม่มีแม้บทวิจารณ์ในนิตยสารเล่มไหน จนกระทั่งฤดูร้อนปีถัดมา มีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ "Slacker" ซึ่งในหนังเป็นเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับตัวละครในหนังสือ และในปีนั้นเอง เกิดความนิยมของดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า " grunge" แพร่หลายมาก สื่อต่างๆเลยจับคำทั้งสามมาพาดเรียงกันบ่อยครั้ง จนทำให้เกิดกระแสที่เรียกว่า Generation X แต่คูปแลนด์โต้ว่า นี้คือตัวต้นของปัญหาทั้งหมด เพราะทุกคนพยายามจะแยกแยะองค์ประกอบต่างๆของชาวเอ็กซ์ เพื่อหาสถานภาพที่ถูกต้อง แล้วยังนำคำนี้ไปเรียกแทนกลุ่มคนทั้งยุคสมัย เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเราเคยเรียกยุค 50 ว่า Beats ยุค 60 Hippies ยุค 70 Punks เป็นต้น Generation X จึงกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของคนรุ่นใหม่ไปในที่สุด

คูปแลนด์บอกว่า ช่วงนั้นเขาได้รับโทรศัพท์ติดต่อพร้อมข้อเสนอเยอะมาก ให้พูดเกี่ยวกับเรื่อง X ให้ไปลงในโฆษณาในหนังสือต่างๆ แต่เขาปฎิเสธทั้งหมด จนครั้งหนึ่งได้รับการติดต่อจากสมาชิกพรรคการเมือง ให้ช่วยแนะนำเกี่ยวกับคนในยุคเอ็กซ์ เขาเลยตัดสินใจจะถอนตัวออกจากเรื่องนี้ทั้งหมด นี้เป็นสาเหตุให้เขาเขียนบทความชิ้นนี้ เพื่อจะประกาศว่า X is over เขาเขียนว่า "ไม่ว่าใครจะเรียกมันว่า X, Y, K หรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เคิร์ท โคเบนอยู่บนสวรรค์ หนังเรื่องนั้นทำรายได้งดงาม แล้วเรื่องที่สื่อมวลชนและการตลาดพยายามจะจำกัดความว่าชาว Xers คือคนที่เกิดระหว่างปี 60 ถึง 70 หรือพวกที่มีอายุระหว่างสิบสามถึงสามสิบเก้านั้น ผมอยากเรียนให้ทราบว่า X ในความหมายผม ไม่ได้หมายถึงคนในช่วงอายุไหนทั้งนั้นหรืออะไรก็ตามที่หากันมาอธิบาย แต่ X ของผม คือวิธีการมองโลกแบบหนึ่งของคนต่างหาก"

ผมยิ้มกับตัวเองเมื่อได้อ่านคำของคูปแลนด์ นึกถึงยุค X ของตัวขึ้นมาจางๆ ยุคนั้นเราเรียกกันเองว่า Lost Generation ซึ่งเอามาจากคำที่เรียกนักเขียนในสมัยเฮมมิ่งเวย์ พวกเราก็มีชีวิตไม่ต่างไปจากหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ สาระหลักของเรา คือ การเล่าเรื่องเล่านิทานจริงๆ โดยเฉพาะความสามารถในการจับเรื่องไม่เป็นสาระมาเป็นสาระ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นเราถึงคิดว่าเรื่องแบบนี้มันยิ่งใหญ่นัก เช่นครั้งหนึ่งเราพยายามเอานิทานกริมม์มารวมกันเป็นเรื่องเดียว หรือทุกครั้งที่คุณมาร่วมโต๊ะ คุณต้องเล่าหนังสือหนังหา หรืออะไรสักอย่างที่เหมือนความฝันเทพนิยาย แล้วทำให้พวกเราที่เหลือที่ฟังอยู่หลุดพ้นออกไปจากโลก ถ้าคุณมาตัวเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ในหัว คุณจะโดนปรับเงินหนึ่งเหรียญ แล้วไม่มีสิทธิ์คุยกับคนอื่นสามสิบเอ็ดนาที สิ่งเหล่านี้เป็นความทรงจำของชีวิตที่ดี เป็นความพยายามปลดปล่อยตัวเองและคนอื่นๆในวัยหนึ่ง เป็นความฝันร่วมกัน และมีความหมายล่วงเลยต่อมาในอนาคต ก็คงเหมือนกับที่คูปแลนด์พยายามบอกกับนักอ่านของเขาอยู่เสมอว่า Smell the Future.
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Douglas Coupland ดักลาส คูปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1961 ในค่ายทหารแคนาดาที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน พ่อเขาเป็นหมอประจำค่าย ดักลาสเป็นลูกที่สามในบรรดาพี่น้องสี่คน เขาเคยบอกว่า ครอบครัวของเขาเป็นพวกไม่มีความอ่อนไหวและแสดงออกไม่เป็น ครอบครัวเขาย้ายกลับไปแคนาดาตอนมีเขาอายุได้ 4 ขวบ เขาเล่าว่าการนอนหลับเป็นกิจกรรมที่สำคัญและชื่นชอบกันมากในครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอถ้าใครคนใดคนหนึ่งหลับจนลืม คูปแลนด์จบการศึกษาทางศิลปะที่ Emily Carr ในแวนคูเวอร์ในปี 1984 หลังจากนั้นเข้าเรียนต่อเกี่ยวกับประติมากรรมทั้งในฮาวาย อิตาลี มิลาน จนมาเรียนอีกสองปีเกี่ยวกับอุตสาหรรมการออกแบบที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น พอเรียนจบเขาออกแสดงงานศิลปะไปทั่ว และเริ่มเขียนบทความเล็กๆในหนังสือท้องถิ่น มาเริ่มโครงการชาว X ในปี 1988 แต่เริ่มจากเขียนลงนิตยสารที่แวนคูเวอร์ โดยมีเพื่อนเขียนเป็นการ์ตูน ส่วนเขาเขียนคำประกอบ จนกระทั่งสำนักพิมพ์อยากให้เขาเขียนไกด์บุคส์สำหรับพวกยัปปี้ แต่เขากลับเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาแทน ปัจจุบันเขาเขียนหนังสือมาแปดเล่ม เช่น Generation X (1991) Shampoo Planet (1992), Microserfs (1995), Girlfriend in a Coma (1998), Miss Wyoming (1999), All Families Are Psychotic (2001), Hey Nostradamus! (2003) หลายเล่มเหล่านี้ทำให้เขาเป็นตัวแทนของยุคสมัย แม้เจ้าตัวจะปฎิเสธก็ตามที

Generation X, Tales for an Accelerated Culture: Douglas Coupland,
ISBN 0-349-10839-0 November 1991, St. Martin £6.99 212 pages

***

".... I was in New York visiting my mother and was standing beside a traffic island in the middle of Park Avenue. I'd never been out of L.A. before. I was entranced by the big city. I was looking up at the Pan Am building and contemplating the essential problem of Manhattan." "Which is__?" I ask. "Which is that there's too much weight improperly distributed: towers and elevators;steel,stone, and cement. So much mass up so high that gravity itself could end up being warped-some dreadful invasion - an exchange program with the sky."(I love it when Claire gets weird.)"I was shuddering at the thought of this. But right then my brother Allan yanked at my sleeve because the walk signal was green. And when I turned my head to walk across, my face went bang, right into snowflake ever. It melted in my eye. I didn't even know what it was at first, but then I saw millions of flakes-all white and smelling like ozone, floating downward like the shed skins of angels. Even Allan stopped. Traffice was honking at us, but time stood still. And so, yes-if I take one memory of earth away with me, that moment will be one. To this day I consider my right eye charmed."

Generation X - Douglas Coupland

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓