* home คืนเรือน | เมืองนิมิตร | MANHATTAN

Big Apple
เ มื อ ง นิ มิ ต ร


เมืองนิมิตรพูดถึงอัพทาวน์ ดาวน์ทาวน์ และถนนสายโน้นสายนี้เรื่อยๆ เรามารู้จักแมนฮัตตันอีกสักนิด เพราะอยากให้เมืองนิมิตรนี้สวยขึ้นในใจของคุณเวลาที่นึก ฉันเคยบอกคุณหรือยังว่าฉันรักนิวยอร์ค เมืองนี้สวยเหลือเกิน ไม่มีอะไรสวยเท่าเวลาแสงอาทิตย์อ่อนๆ จับตึกสูงระฟ้า และกระจกสะท้อนแสงนั้นระบายทุกหนทุกแห่งให้เป็นสีทอง เงาจากตึกสูงที่ทาทาบอีกตึกหนึ่ง และลวดลายอ่อนช้อยตามขอบหน้าต่าง ทำให้เมืองคอนกรีตนี้มีความอ่อนหวาน กระถางดอกไม้สวยที่วางอยู่ข้างหน้าต่างเล็กๆ หลบอยู่ริมทางเดิน ม่านลูกไม้ หรือเหล็กโค้งประดับประตู ใบไม้ที่ปลิวเล่นลมบนทางเท้า เป็นความอ่อนโยนของเมืองที่มีอยู่ทั่วไป เมืองนี้สวยทุกฤดู ฉันรักแม้แต่สายลมในเมืองนี้ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ ในเมือง ก็มีสิ่งสวยงามที่หยุดหัวใจ และทำให้ลมหายใจสะดุดได้ง่ายๆ เพราะรูปเขียนบางรูปสวยจนทำให้ใจเราเจ็บได้จริงๆ และเราก็อดนึกไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่มีใครบอกเรามาก่อน แม้กระทั่งในหนังสือภาพเขียนที่ได้เคยเห็น หรือสิ่งที่เราเคยเรียน ว่าเวลาเราได้มาเห็นภาพเหล่านี้ด้วยตานั้น จะสวยจนทำให้หัวใจเจ็บได้อย่างนี้

ฉันรักกรุงเทพด้วยเหมือนกัน กรุงเทพน่ารัก และไม่มีที่ไหนในโลกที่ฉันไป จะงดงามน่าอัศจรรย์ใจไปกว่าพระบรมมหาราชวังเลย คุณเคยผ่านไปแถวราชดำเนินตอนเช้าๆ บ้างไหม ตอนที่แสงอาทิตย์จับยอดปราสาทราชวัง และกระจกสีทั้งหลายสะท้อนแสงตะวันแพรวพราย ภาพนี้สวยจับใจได้ทุกเช้าที่ผ่าน ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าจะสวยเพียงไร แต่ทุกครั้งที่ได้เห็น ก็เหมือนกับว่าเราเห็นภาพนี้เป็นครั้งแรก เป็นความงดงามที่ไม่น่ามีอยู่จริงบนโลกเลย กรุงเทพสอนให้ฉันรู้ว่าสวรรค์บนดินมีจริง และมีให้เราเห็นได้ทุกเช้า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเมืองนี้เป็นเมืองแห่งเทพก็ได้ ฉันไม่ได้รักกรุงเทพและนิวยอร์คเพราะว่ามีแต่ความงดงามทุกด้าน สองเมืองนี้ไม่ได้สวยงามทุกซอกทุกมุมตลอดเวลา แต่ทั้งคู่มีด้านที่สวยงามกว่าที่คิด สองเมืองนี้เป็นเมืองนิมิตร เพราะฉันมีความสุขที่จะรักในที่ๆ ตัวเองอยู่ และถ้าเกิดสักวันจะต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไหนสักที่ ก็รู้ว่าตัวเองจะรักที่นั่นได้มากอย่างนี้ เพราะทุกที่มีความสวยงามรอให้เรามองเห็นอยู่เสมอ
 

To Europe she was America, to America she was the gateway of the earth.
But to tell the story of New York would be to write a social history of the world.
H. G. Wells

Map Counties นิวยอร์คซิตี้อยู่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำฮัดสัน และแบ่งได้เป็น 5 counties ประกอบด้วยแมนฮัตตัน บรองซ์ ควีนส์ บรูคลิน และ Staten Island (มุมซ้ายล่าง) ดังแสดงตามสีในแผนที่ เมืองนิวยอร์คเต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติและภูมิลำเนา นิวยอร์คเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหล ไทม์สแควร์ในตอนเที่ยงคืนนั้นสดใสและเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าเมืองหลายเมืองในตอนเที่ยงวัน

นิวยอร์คซิตี้ หรือที่เรียกกันว่า Big Apple คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีประชากรสิบสองล้านคน เกาะแมนฮัตตันคือหัวใจของเมืองนี้ และเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรม เกาะนี้กว้างเพียงสองไมล์ ยาวสิบสองไมล์เท่านั้น เซ็นทรัลปาร์คตั้งอยู่ใจกลางเกาะ เป็นนิรมิตทางธรรมชาติที่งดงามอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น สวนนี้มีขนาดกว้างครึ่งไมล์ ยาวสี่ไมล์ เมื่อเปรียบเทียบขนาดของเซ็นทรัลปาร์คกับขนาดของเกาะ คงจะเห็นได้ว่าเซ็นทรัลปาร์คกว้างใหญ่เพียงไร

สวนสวยแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางแมนฮัตตัน ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงระฟ้า ไม่มีสวนไหนจะน่าอัศจรรย์และสวยงามไปกว่าเซ็นทรัลปาร์คเลย สวนนี้มีทั้งลานสำหรับวิ่งหรือโรลเลอร์เบลด และจักรยาน มีสวนสัตว์ รถม้า ทะเลสาบจำนวนมากที่ไปพายเรือเล่นได้ มีสนามเด็กเล่น และสนามไว้เล่นกีฬาหรือหย่อนใจ มีน้ำพุและรูปปั้นแสนสวยมากมาย มีเด็กเล็กๆ กับแก้มสีแดงเรื่อ มีผู้คนเดินจูงหมาน้อยหมาใหญ่น่ารักเดินเล่น มีรถเข็นขายฮ็อทดอกอยู่นับร้อยในสวน เป็นฮ็อทดอกที่อร่อยไม่เหมือนที่ไหนเลย เพราะมีรสเผ็ดนิดๆ ในหน้าร้อนจะมีละครมาเล่นให้ดูฟรีในสวนด้วย

แผนที่แมนฮัตตันนี้ แสดงส่วนเซ็นทรัลปาร์คในสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวตอนบนของรูป เซ็นทรัลปาร์คแบ่งตัวเมืองเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ทางใต้ของเกาะเรียกว่า ดาวน์ทาวน์ หรือส่วนสีฟ้าข้างล่างของรูป และส่วนที่อยู่ถัดจากปาร์คทางใต้ เรียกว่ามิดทาวน์ ตัวเมืองที่อยู่ตั้งแต่ตอนกลางของปาร์คขึ้นไป เรียกว่าอัพทาวน์ และเมืองส่วนที่อยู่ใกล้ลองไอร์แลนด์ทางทิศตะวันออก เรียกว่าอีสต์ไซด์ เมืองส่วนที่อยู่ใกล้แม่น้ำฮัดสันทางทิศตะวันตกเรียกว่า เวสต์ไซด์ เพื่อนบ้านที่อยู่ขนาบเซ็นทรัลปาร์คทั้งสองด้าน เรียกว่าอัพเปอร์อีสต์ไซด์ และ อัพเปอร์เวสต์ไซด์

Manhattan Map การไปไหนมาไหนในแมนฮัตตันไม่ยากเลย เพราะผังเมืองแบ่งถนนเป็นตัวเลขให้เข้าใจง่าย ถนนจะเป็นเหมือนสี่เหลี่ยมตัดกัน มีแนวตั้งและแนวนอน ถนนสายที่ยาวเคียงไปตามความยาวของตัวเกาะ เรียกว่า อเวนิว ส่วนถนนสายที่ตัดกับอเวนิวนี้ เรียกว่า สตรีท

อเวนิวนั้นเรียงตามตัวเลข ไล่จากทิศตะวันออกไปตก เริ่มด้วยเฟิร์ส์อเวนิว เซคันท์อเวนิว ไปจนจบที่อเวนิวที่สิบสอง แต่บางอเวนิวก็ใช้ชื่อเรียกแทนตัวเลข เช่นปาร์คอเวนิว เล็คซิงตัน เมดิสัน และบรอดเวย์ ส่วนสตรีทที่เป็นถนนตามขวางของเกาะนั้น ไล่จากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือ เริ่มจากถนนสายหนึ่ง สอง ไปจนจบที่ถนน 218 การบอกถนนหนทางหรือที่อยู่ในแมนฮัตตัน จึงมักบอกว่าอยู่ที่อเวนิวไหนตัดกับถนนอะไร เช่นอยู่ที่ฟิฟท์อเวนิว ใกล้ถนนสายสี่สิบสอง หรืออยู่ใกล้อเวนิวสามตัดกับห้าสิบสี่ เวลานั่งรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ไปไหนมาไหน เราจะต้องรู้ว่าจะไปอัพทาวน์ (ด้านเหนือของเกาะ) หรือดาวน์ทาวน์ ถ้าจะนั่งข้ามเกาะจากทิศตะวันออกไปตก หรือตกไปออก เรียกว่า ครอสทาวน์ และเราก็เพียงแต่จำไว้ว่าจะไปอีสต์ไซด์ หรือเวสต์ไซด์ จะได้นั่งรถให้ถูกฝั่ง

ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟใต้ดิน (สับเวย์) รถเมล์ รถแท็กซี่ หรือเดิน ค่าสับเวย์และค่ารถเมล์คือเที่ยวละ $1.50 ไม่ว่าจะต่อรถไฟกี่สายก็ตาม การขับรถในแมนฮัตตันเป็นเรื่องไม่สะดวกอย่างยิ่ง เพราะหาที่จอดรถยากมากมาก ที่จอดรถริมถนนนั้นมีอยู่น้อยแสนน้อย แถมยังไม่รับประกันความปลอดภัยเท่าไหร่ ส่วนที่จอดรถในโรงจอดที่มีให้ใจกลางเมืองราคาแพงสาหัส ตกวันละ $20-$30 ถึงแม้จะไปพักโรงแรม โรงแรมก็จะคิดค่าที่จอดรถอัตราประมาณนี้เช่นกัน และการจอดรถเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ไม่ทำให้ถูกลงแต่อย่างใด เพราะบางที่จะเริ่มต้นที่ $10 สำหรับครึ่งชั่วโมงแรก และถ้าจอดรถผิดที่เข้า รถก็จะถูกลาก และค่าปรับนั้นเริ่มต้นที่ $100

การจราจรในแมนฮัตตันค่อนข้างติดขัด ถึงแม้จะไม่เลวร้ายเท่ากรุงเทพก็ตาม แต่การต้องอยู่บนถนนในนิวยอร์คเป็นเรื่องไม่เพลินนัก ผู้คนขับรถปาดซ้ายขวา และเสียงบีบแตรไล่ก็ดังตลอดเวลา

สับเวย์ในนิวยอร์คอาจจะเป็นสับเวย์ที่สกปรกที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ก็มีความน่าดูและชีวิตชีวาในนั้น สถานีสับเวย์เต็มไปด้วยศิลปินมากมาย ทั้งคนร้องเพลงและเล่นดนตรี กับผู้คนที่มุงดู คนที่ชอบใจก็โยนเหรียญให้ บางทีก็มีหญิงสาวสวยเหมือนเทพธิดาที่แต่งตัวเขียนหน้า เคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าแช่มช้อยงดงามราวรูปปั้น และยืนยิ้มให้นั่งท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วย สับเวย์เป็นทางที่สะดวกที่สุดที่จะไปไหนต่อไหนในแมนฮัตตัน

รถเมล์นั้นวิ่งตลอด 24 ชั่วโมง และระหว่างสี่ทุ่มถึงตีห้านั้น เราจะขอให้คนขับหยุดจอดตรงไหนก็ได้ในเส้นทางของรถเมล์นั้น ส่วนรถแท็กซี่สีเหลืองสดนั้น มีมากมายในท้องถนนในแมนฮัตตัน วิธีโบกแท็กซี่ที่บางคนเล่าไว้อย่างน่ารัก บอกว่าให้ยกแขนขึ้นและนึกภาพว่าตัวเองเป็นเทพีเสรีภาพ เท่านี้ก็ใช้การได้ ค่ารถแท็กซี่เริ่มต้นที่ $2 และเพิ่ม $0.3 ทุกสี่บล็อค เวลารถจอดทุกยี่สิบวินาที มิเตอร์จะเพิ่มอีก $0.2 และมีค่านั่งรถตอนกลางคืนหลังสองทุ่มเพิ่มอีก $0.5

นิวยอร์คมีที่น่าไปเที่ยวมากมาย แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย คือการไปชมละครบรอดเวย์สักเรื่อง และไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อย่างน้อยสักแห่งตามความสนใจของเรา ย่านที่นักท่องเที่ยวชอบไปกันนั้นก็น่าตื่นตาตื่นใจดี และเป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกได้ว่าได้มาถึงที่นี่แล้ว แต่การไปเที่ยวที่จะทำให้ได้ความรู้สึกประทับใจอยู่กับเราตลอดไป จะหาได้จากละคร หรือพิพิธภัณฑ์ หรือสิ่งจรรโลงใจที่ลึกซึ้งกว่าการไปถ่ายรูปคู่กับเทพีเสรีภาพเท่านั้น ในแผนที่ข้างบนแสดงพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจสองที่ อยู่สองข้างของเซ็นทรัลปาร์ค คือ Museum of Natural History ที่มีเรื่องของโลก สัตว์น้ำสัตว์บก ต้นไม้ มนุษย์ ไดโนเสาร์ และมีส่วนเกี่ยวกับอวกาศที่น่าสนใจมาก บอกอดีตและความเป็นมาของเอกภพ ส่วน Metropolitan Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่สวยมาก มีทุกอย่างตั้งแต่สมัยกรีกถึงสมัยใหม่ มีรูปเขียนของเรอเน่ แวนโก๊ะ โมเนท์ โกแกง และของศิลปินชื่อดังอีกนับไม่ถ้วน ผู้ที่จะไปควรวางแผนก่อนไปว่าจะไปดูอะไรบ้าง เพราะมีของให้ดูมากมายไม่หมดในวันเดียว

ไทม์สแควร์เป็นใจกลางของย่านโรงละครในแมนฮัตตัน ที่เรียกกันว่าละครบรอดเวย์ ในแผนที่คือสี่เหลี่ยมเล็กสีชมพูอยู่ตอนกลาง จริงๆ แล้วละครต่างๆ แบ่งได้เป็นสามประเภท ประเภทแรกคือบรอดเวย์ เป็นละครที่เล่นในย่านไทม์สแควร์ใกล้บรอดเวย์อเวนิว ระหว่างถนนสาย 41 ถึง 53 ส่วนใหญ่เป็นละครเพลงที่มีชื่อเสียง เช่น The Phantom of the Opera, Miss Saigon, Les Miserables ค่าตั๋วละครมีราคาตั้งแต่ $50-$90 ละครประเภทที่สองคือ off-broadway ซึ่งเป็นละครที่เล่นกระจายอยู่ในแมนฮัตตัน ที่โปรดัคชันอาจจะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าละครบรอดเวย์ แต่ก็มีละครที่ดีและน่าสนใจมากมาย ดาราบรอดเวย์ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากแจ้งเกิดกันที่นี่ ค่าตั๋วละครอยู่ระหว่าง $20-$50 ส่วนประเภทที่สามคือ off-off-broadway ที่คุณภาพของโปรดัคชันมีหลากหลายระดับ และเล่นกันในโรงละครเล็กๆ หรือในคลับ บางละครก็เป็นการเสนอรูปแบบใหม่ๆ หรือเป็นงานทดลองพวก avant-garde ค่าตั๋วอยู่ระหว่าง $10-$30

ผู้ที่ได้ไปแมนฮัตตัน น่าจะไปชมบรอดเวย์อย่างน้อยสักเรื่อง ผู้ที่ตั้งใจไปชมละครควรจะจองตั๋วล่วงหน้า ตั๋วที่จองทางอินเตอร์เน็ทจะมีผังที่นั่งให้เลือกดูได้ด้วย หากจะลองเสี่ยงไปซื้อตั๋วที่หน้าโรงละครก็ทำได้เหมือนกัน แต่ตั๋วมักจะเหลือน้อยมาก และเหลือแต่ที่นั่งที่ไม่ค่อยดี เช่นแถวหน้าสุดริมสุด ซึ่งมองไม่เห็นเวทีได้ทั้งหมด ค่าตั๋วประเภทนี้จะถูกลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่คุ้มกันสำหรับผู้ที่ตั้งใจมาชมละครจริงๆ ที่ไทม์สแควร์จะมีบูธของ TKS ที่ขายตั๋วละครลดครึ่งราคาทุกวัน (ของละครที่ต้องไปชมในวันเดียวกัน) แต่เราจะต้องไปเข้าคิวแต่เช้าและรอหลายชั่วโมง บูธนี้เห็นง่ายมาก เพราะมีคนยืนรอคิวอยู่แต่เช้าหลายร้อยคนทุกวัน บางทีตั๋วของเรื่องที่เราอยากดูก็อาจจะหมดเสียก่อน หรือไม่มีขายในวันนั้น ตั๋วของละครดังๆ จะต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน ไม่อย่างนั้นก็จะหาที่นั่งดีๆ ค่อนข้างยาก เพราะที่นั่งในส่วนออร์เคสตร้า (ชั้นล่างของโรงละคร) มีราคาประมาณ $90 เท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นแถวแรกหรือแถวสุดท้ายก็ตาม

ตั๋วละคร $90 เป็นราคาที่แพงมากเกินไปในความคิดของคนหลายคน แต่ถ้าไม่ได้แพงจนเกินจะซื้อได้ ก็ยังอยากจะหาเหตุผลชักชวนให้ลงทุนซื้อ ละครหนึ่งเรื่องมีผู้แสดงจำนวนมากมาย และมีวงดนตรีที่มาเล่นสดๆ ให้เราฟัง สมมติว่านักแสดงและนักดนตรีมีทั้งหมด 45 คน ก็เท่ากับว่าเราจ่ายเงินให้พวกเขาคนละสองเหรียญเท่านั้น และเราหาคน 45 คนนี้ ที่จะรับเงินสองเหรียญและสร้างงานดีๆ ให้เราดูอย่างนี้ไม่ได้ง่ายนัก

ละครส่วนใหญ่จะมีสองรอบ คือแมทเน (matinee) ที่เริ่มตอนบ่ายสอง ซึ่งเป็นรอบที่ราคาถูกกว่าละครรอบเย็นที่เริ่มสองทุ่ม ประมาณสิบเหรียญ

ในหนังเรื่อง Manhattan ของวูดดี อัลเลนนั้น เริ่มเรื่องด้วยตัวเอกที่พยายามบรรยายเมืองนิวยอร์คว่า เป็นเมืองที่อยู่ในสีขาวดำไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลไหนก็ตาม และมีหัวใจเต้นเป็นจังหวะเพลงของ Gershwin ฉันบอกคุณแล้วหรือยังว่าฉันรักนิวยอร์คทุกฤดูกาล

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | เมืองนิมิตร

When you get caught between the moon and New York city
I know it's crazy, but it's true
If you get caught between the moon and New York city
Best that you can do is fall in love
Arthur's Theme

ชมเมืองล่าสุด ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๓