|
ตัวอย่างความพยายามที่ผ่านมา ที่ไทยอยากเป็นเมืองหนังสือโลก หลายคนอาจประหลาดใจว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหนังสือโลกได้อย่างไร เราไม่มีวัฒนธรรมการอ่านสักหน่อย ก็ขอบอกว่ายูเนสโกไม่ได้ตัดสินความเป็นเมืองหนังสือโลกจากเมืองที่คนอ่านหนังสือกันมาก เขาตัดสินจากโครงการกระตุ้นการอ่านที่เสนอมาต่างหาก ว่ามีมาตรการสนับสนุนการอ่านมากเพียงไร ในปีที่อยากเข้ามาชิงชัยตำแหน่งนี้ แรกๆ ไทยเราก็ตุปัดตุเป๋ มัวเน้นการนำเสนอโดยแต่งผลสถิติว่าคนไทยอ่านหนังสือมากขนาดไหน จนเมื่อชวดเข้าปีแล้วปีเล่า จึงค่อยๆ เรียนรู้ว่ายูเนสโกมองอะไรมากกว่าสถิติ เขาดูที่การร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เขาต้องการเมกะโปรเจ็กต์แห่งการกระตุ้นการอ่าน ปีนี้เราทำได้ถูกทาง เขาจึงให้ตำแหน่งนี้มา ดังนั้นลองมาดูกันหน่อยไหมเล่าว่าไทยเราเสนออะไรไปให้ยูเนสโกบ้าง เขาจึงโหวตเยสให้เราได้ตำแหน่ง เราดูได้จากข้อเสนอโครงการฉบับเกือบสมบูรณ์ (ขาดภาคผนวก) ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ bangkokreadforlife.com ในฉบับ pdf (ฉบับไทย | ฉบับอังกฤษ) ซึ่งฉบับภาษาไทยก็ไม่ได้แปลจากภาษาอังกฤษตรงๆ แต่ก็พอเห็นภาพรวมได้ไม่ต่างกันนัก เนื่องจากเรานำฉบับภาษาอังกฤษไปเสนอเขา จึงจะเล่าให้ฟังโดยใช้ฉบับภาษาอังกฤษเป็นพื้น และฉบับไทยเป็นข้อมูลสนับสนุน ข้อเสนอนี้เริ่มจากการแนะนำตัวเราว่า กรุงเทพมีประชากร 12 ล้านคน เป็นเมืองที่มีปฏิทินทางวรรณกรรมที่โดดเด่น ตั้งแต่รางวัลซีไรต์ และงานหนังสือนานาชาติที่มีผู้เข้าชมปีละกว่า 1.5 ล้านคน เศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วของไทยในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้คนกรุงเทพไม่เห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน คนกรุงเทพนั้น "ตื่นเต้นดึงดูดใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และจังหวะก้าวอันโกลาหลของชีวิตสมัยใหม่ ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพ ต้องเผชิญความผันผวนสำคัญทางการเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่คนไทยต้องเปิดใจให้กว้างโดยการอ่าน" น่าจะให้ยูเนสโกได้ยินคำของเสธ. ไก่อู เรื่องการปล้น 7-11 ด้วยนะ ที่บอกว่า "ที่ร้านสะดวกซื้อครับ มีตู้เอทีเอ็มอยู่ เดี๋ยวเข้าไปดูใกล้ๆ ครับ ทุบทำลายตู้เอทีเอ็ม เอาเงินไปใช้ นะครับ ขโมยเงินไป นี่คือการปล้นสะดม ภายในร้านสะดวกซื้อ เอาไปหมดทุกอย่าง อาหารการกิน เว้นอย่างเดียวคือหนังสือ ไม่ได้เอาไป เพราะว่ารับข้อมูลเฉพาะจากแกนนำบนเวทีเท่านั้น" เขาจะได้เห็นใจเรายิ่งขึ้น สโลแกนเมืองหนังสือโลกของเราคือ "Bangkok, Read for Life" ซึ่งหมายถึงการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพื่อสังคมที่มีสันติสุข น่าหวังใจว่าเราจะไม่มีสงครามกลางเมืองขึ้นมาก่อนปี 2013 นอกจากนั้น เรายังให้ข้อมูลว่าเรามีสำนักพิมพ์กว่า 510 แห่ง มีร้านหนังสือเกือบ 3 พันร้านทั่วประเทศ พิมพ์หนังสือออกใหม่ (รวมหนังสือที่พิมพ์ซ้ำ) 14,000 เรื่องในปี 2010 ด้วยยอดขายมูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท ข้อเสนอโครงการทำให้รู้ว่าเราทุ่มเงินถึง 1,231 ล้านบาท สำหรับงบประมาณในการเป็นเมืองหนังสือโลก ซึ่งได้เงินสนับสนุนจาก กทม. จำนวน 34.8 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,054 ล้านบาท โดยคำนวณจากอัตราค่าแลกเปลี่ยนเงินตราที่อ้างอิงในรายงาน (แต่การนำเสนอโครงงานฉบับภาษาไทยบอกว่า กทม. มีมติจัดสรรงบประมาณจำนวน 873 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดทำแผนงาน 3 ปี จากปี 2011-2014) ที่เหลือเป็นเงินจากภาคีอื่นๆ รวม 510 แห่ง ทั้งรัฐ (จากกระทรวง สำนักต่างๆ) และเอกชน ซึ่งย่อมเป็นเงินภาษีคนไทยนับเป็นจำนวนไม่น้อย เราไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากยูเนสโกใดๆ ทั้งสิ้นในการได้เป็นเมืองหนังสือโลก เขาให้แต่ตำแหน่งมาเฉยๆ เงินก้อนนี้จะนำไปใช้จ่ายเฉพาะในปีนี้และปีหน้า รวมเป็นเงิน 213 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของปี 2013 และ 2014 ซึ่งเป็นปีแห่งเมกะโปรเจ็กต์การอ่าน ลองดูทีว่าเราจะได้เมกะโปรเจ็กต์อะไรบ้าง จากเงินภาษีของเรา ข้อเสนอโครงงานกล่าวว่า "ในปี 2010 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการส่งเสริมการอ่านเป็นเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังได้ประกาศนโยบายลดภาษีให้แก่บุคคลหรือภาคเอกชนที่ซื้อหนังสือบริจาคแก่โรงเรียน หรือห้องสมุดต่างๆ อีกด้วย" การสนับสนุนของรัฐบาลมีตั้งแต่การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และให้ปี 2009-2018 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน (สองปีที่ผ่านมานี้ เราได้รู้สึกถึงความเป็น "ทศวรรษแห่งการอ่าน" บ้างหรือไม่ อย่างไร) โครงการที่น่าจะเป็นไฮไลต์ เพราะกินงบประมาณสูงสุดถึง 540 ล้านบาท คือเมื่อ กทม. ย้ายที่ทำการจากเสาชิงช้าไปสำนักงานที่เขตดินแดงในปี 2013 ศาลาว่าการหลังเก่าซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ขึ้นทะเบียนกรมศิลปากร จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองและหอสมุดเมือง ซึ่งหอสมุดเมืองจะมีห้องสมุดสาธารณะขนาดใหญ่ ห้องสมุดเด็กที่ทันสมัย พิพิธภัณฑ์ภาษาและหนังสือไทย และศูนย์วิจัยหนังสือและการอ่านของประเทศไทย (พวกกาฝากที่ชอบขอทุนกินเปล่าเพื่อผลิตงานวิจัยจอมปลอม จงเตรียมตัวไปสูบกินเงินแหล่งใหม่ได้ที่นี่) รวมทั้งการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการอ่านตลอดปี น่าดีใจว่าในที่สุด เราก็ได้เห็นว่าผู้ว่า กทม. คนนี้ทำประโยชน์อะไรที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาบ้างสักอย่างหนึ่ง กทม. ยังจะจัดแคมเปญ "อ่านขณะนั่งรถโดยสาร" เพื่อกระตุ้นการอ่านในรถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถเมล์ และรถแท็กซี (น่าคิดว่าเราจะไปขอติดบทกวีเพราะๆ บนบีทีเอสหรือตามสถานีขณะรอรถได้จริงหรือ เขาจะยอมให้ติดฟรีๆ หรือ ถ้าทำได้ก็จะดีมากๆ) เท่านั้นยังไม่พอ เรายังมี "ทูตการอ่าน" เพื่อกระตุ้นให้คนทุกวัยหันมาอ่านหนังสือ ได้แก่ ทูตวัยเด็ก : เดียว--พัทธดนย์ เกลี้ยงจันทร์ ซึ่งโด่งดังจากรายการ เกมทศกัณฐ์เด็ก, ปอเปี๊ยะ--แพรกานต์ นิรันดร นักเขียนสาววัย 17 ปี เจ้าของนามปากกา Peiretta Dawn ผู้เขียนบทประพันธ์ไตรภาคชุด จักรภพพันธุ์มหัศจรรย์ เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่ถนัด (ฉบับไทยแปลโดย "สุมาลี") ซึ่งทั้งสองภาษาตีพิมพ์โดยนานมี เธอเกิดและโตในกรุงเทพ เรียนที่โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา ทูตวัยรุ่น : ทราย เจริญปุระ, นาวิน ต้าร์, วูดดี้--วุฒิธร มิลินทจินดา
ดูรายชื่อแล้ว เริ่มตื่นเต้นกับการอ่านหนังสือกันบ้างหรือยัง น่าเสียดายจริงๆ ที่ชูวิทย์ไม่ได้เป็นผู้ว่ากรุงเทพ (เขาน่าจะเป็นผู้ว่าที่ดีมากๆ เพราะรู้จักสันดานคนไทยดี) ถ้าเขาได้เป็นผู้ว่าก็คงได้เป็นทูตการอ่านด้วย เชื่อว่าเมืองหนังสือโลกของเราจะมีสีสันและรสชาติจัดจ้านอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เราจะมีพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทยซึ่งจะเปิดในวันเด็ก ปี 2014 ที่พื้นที่ห้องสมุดเขตวังทองหลาง ด้วยงบประมาณ 85 ล้านบาท มีโครงการส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งสนับสนุนให้เกิดหนังสือหมุนเวียน แลกเปลี่ยนกันระหว่างครอบครัว โรงเรียน และห้องสมุด เราจะมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการสร้างวรรณกรรมไทยรุ่นใหม่ และกองทุนสนับสนุนนักเขียนใหม่ มีการสัมมนาระดับชาติด้านวรรณกรรม การจัดซื้อวรรณกรรมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าห้องสมุด กทม. และการรณรงค์อ่านวรรณกรรมในห้องสมุดและร้านหนังสือในเดือนเมษายน 2013 ทั้งหมดนี้มีงบประมาณ 22 ล้านบาท เนื่องจากเงื่อนไขหนึ่งของการได้เป็นเมืองหนังสือโลก คือต้องมีกิจกรรมในวงการหนังสือวิทยาศาสตร์ด้วย จึงน่ารักมากๆ ที่เราเสนอกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียน ร้านหนังสือ และห้องสมุดทั่วกรุงเทพ และการจัดสัมมนาในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2013 ด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาท ที่น่ารักยิ่งกว่านั้นคือ ถัดจากงานวิทยาศาสตร์ก็ตามด้วยหนังสือพัฒนาจิตใจ (Spiritual Books) พวกหนังสือแนวศาสนาและจิตวิทยา เพื่อสร้างความสมดุลหลังจากอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์มาสองเดือนเต็มๆ โครงการนี้ยังบอกถึงงานหนังสือต่างๆ และการแจกรางวัลหนังสือต่างๆ ในบ้านเรา แถมยังอวดว่าเรามีสถาบันยอดเยี่ยมที่จัดกิจกรรมการอ่านอย่างต่อเนื่องโดย ทีเคปาร์ค สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปิดตัวกลางปี พ.ศ. 2547 ในช่วงสองปีแรกหลังจากเปิดตัว ได้ใช้งบประมาณ 800-900 ล้านบาท หลังจากนั้นได้รับงบประมาณจากรัฐบาลปีละ 200 ล้านบาท (ขณะที่งบประมาณการจัดซื้อหนังสือของหอสมุดแห่งชาติและหอสมุดประจำจังหวัดทั่วประเทศ รวมกันแล้วเท่ากับปีละ 5 ล้านบาท) ซึ่งผู้อำนวยการทีเคปาร์คในปี 2550 กล่าวว่าไม่เพียงพอ หลังจากเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผาเมื่อปีที่แล้ว ทีเคปาร์คใช้งบประมาณ 70 ล้านบาทจากเงินภาษีประชาชนในการฟื้นฟูซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม ปัจจุบันมีการขยายทีเคปาร์คไปยังจังหวัดต่างๆ เช่น ยะลา (เปิดปี 2550) สตูล (มีกำหนดเปิดปีนี้ งบ 37 ล้านบาท) และมีแผนจะเปิดที่เชียงใหม่และมหาสารคาม น่าจะดีมากๆ ถ้าขยายสาขาทีเคปาร์คไปให้ทั่วทุกจังหวัดและอำเภอ เราอยากมีห้องสมุดมีชีวิตทั่วทุกอำเภอเพื่อที่จะยืมหนังสือได้ไม่ใช่หรือ ปัจจุบันค่าสมาชิกทีเคปาร์คเพื่อยืมหนังสือสำหรับคนวัย 25-59 ปี คือปีละ 200 บาท นอกจากนั้นแล้วคิดปีละ 100 บาท ยกเว้นค่าสมาชิกสำหรับพระ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจำนวนสมาชิกใหม่ในปี 2550 มี 21,693 ราย นอกจากนั้น เรายังได้ยินชื่อองค์กรที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เช่น สมาคมการอ่านแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งปี 1982 น่าทึ่งว่ามีองค์กรเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ ถ้าเขาจะทำอะไรเพื่อการอ่านจริงๆ ก็นับเป็นเรื่องดีไม่น้อยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้ว การอ่านเป็นเรื่องของความพึงพอใจส่วนบุคคล คนที่จะรักการอ่านได้ต้องมีความสุขสบายในชีวิตพอสมควร ต้องไม่ดิ้นรนเลี้ยงปากท้อง จึงจะมีเวลามาใส่ใจกับการรักการอ่าน ตราบใดที่คุณภาพชีวิตยังไม่ดีพอ การเรียกร้องถึงการรักการอ่านย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างไรก็ตาม ในเมื่องบประมาณของประเทศทุ่มลงไปขนาดนี้แล้ว ก็หวังว่าคนกรุงเทพและคนไทยโดยรวมจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ มากกว่าการเอาเงินไปทิ้งๆ ขว้างๆ เราจงรอเวลาที่กำลังจะมาถึงด้วยความตื่นเต้น เพราะถึงอย่างไร ก็ใช่ว่าเราจะทำอะไรกับงบประมาณเหล่านี้ได้ที่ไหนเล่า
เฟย์ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔
|