|
เรื่องของเด็กสาวสองคนเพื่อนรักที่พบนางเงือกโผล่ในสระว่ายน้ำ หนังเรื่องนี้ดูเผินๆ ออกแนวหนังเด็กมาตรฐาน เนื้อเรื่องคาดเดาได้ สดใสกุ๊กกิ๊กและหลายตอนยังทึ่มๆ และตื้นเขินด้วยซ้ำไป (อย่าเพิ่งด่วนถอดใจจนกว่าจะดูจบ) แต่ว่าหนังเรื่องนี้พิเศษขึ้นมาด้วยแสดงความเป็นเพื่อน และการผูกไมตรีระหว่างเด็กสาวกับนางเงือกได้จับใจ เป็นเรื่องเล่าความรักระหว่างเพื่อนที่มีเสน่ห์น่าจดจำอย่างยิ่ง เรื่องนี้ยังพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อตัวละครเปลี่ยนแปลงโดยนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ซึ่งเหล่านี้น่าจะต้องชมฝีมือเขียนของ อลิซ ฮอฟแมน ที่หนังเอานิยายชื่อเดียวกันของเธอมาสร้าง ฮอฟแมนเป็นนักเขียนที่เล่าหัวใจเด็กสาวได้น่ารักน่าประทับใจที่สุดคนหนึ่ง หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นหนังดีขนาดพลาดไม่ได้ แต่ใครที่ชอบดูหนังเด็กใสๆ บันเทิงใจแบบเพลินๆ น่าจะประทับใจ
โรแมนติกคอมิดี้เรื่องนี้ดูแล้วเฉยๆ พล็อตหนังยิ่งเหลวไหลไปกว่าเรื่อง Aquamarine เสียอีก ที่ดูก็เพราะชอบซาราห์ เจสสิก้า ปาร์กเกอร์ที่รับบทนำหรอก (พระนางคู่นี้เคยพบกันมาแล้วใน Sex and the City ในตอนที่ตลกมากตอนหนึ่ง) จึงดูหนังเรื่องนี้โดยไม่คาดหวังอะไรเลย แต่กลับได้ประทับใจตัวละครหนึ่งอย่างยิ่ง คิต เพื่อนสนิทนางเอกที่แสดงโดย Zooey Deschanel ช่างมีบุคลิกน่าดึงดูดใจและน่าจดจำ เธอน่ารักมาก ทำให้ฮาได้ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะฉากในร้านขายปืนที่มีบทสนทนาฮากลิ้งเป็นที่สุด ฉากนี้มีผู้ร่วมแสดงมาจากรายการเดลี่โชว์ เป็นฉากตลกสุดชีวิต ฮาร์เปอร์ ลีดูแล้วน่าจะขำกลิ้งไปเลย ดูแล้วบทเด่นกลับเป็นของนางรองอย่างไม่ต้องสงสัย
ได้ดูเพียงหนังตัวอย่างก็ให้เกิดอาการอยากดูหนังเรื่องนี้ให้ได้อย่างจะเป็นจะตาย คนดูหลงรักงานเขียนและบทกวีของบิวคาวสกี้ เพียงหนังตัวอย่างก็แสดงว่าผู้กำกับชาวนอร์เวย์และนักแสดงฉายความเป็นบิวคาวสกี้ออกมาได้จริงๆ หนังเรื่องนี้ดีมากๆ ดีชนิดเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เนื้อเรื่องแสดงชีวิตของเฮนรี่ ชินาสกี้ หรือตัวแทนภาคหนังสือของบิวคาวสกี้ สมัยที่เขารับจ้างทำงานต่างๆ ทั่วไป ก่อนจะมีงานเขียนตีพิมพ์ นักแสดงทุกคนแสดงดีมาก เบื้องแรกคนดูไม่มั่นใจว่าแมต ดิลลอน จะเป็นบิวคาวสกี้ได้จริงหรือ เพราะเขาดูดีเกินไป แต่ดิลลอนเพิ่มน้ำหนักตัวเองและแสดงเป็นบิวคาวสกี้ได้น่าเชื่อจริงๆ นักแสดงคนอื่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าเราจะได้เห็นมาริสา โทเม ในบทบาทเช่นนี้ได้ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ดัดแปลงหนังสือเป็นหนัง แต่เขาเอาจิตวิญญาณของหนังสือมาถ่ายทอดได้ดียิ่ง ที่หลอกหลอนมากอีกอย่างคือเพลงประกอบหนัง Slow Day ที่นำบทกวีหนึ่งของบิวคาวสกี้มาร้องเป็นเพลงได้อย่างน่าหัวใจสลาย Dadafon ทำเพลงนี้ให้เหมาะเจาะลงตัวกับเรื่องนี้เหลือเกิน เป็นเพลงที่ติดตรึงใจและละลายหัวใจ ดูแล้วก็รักหนังเรื่องนี้เลย ใครเป็นแฟนบิวคาวสกี้จะพลาดหนังเรื่องนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด ขอบคุณเบนต์ ฮาเมอร์ ขอบคุณดาดาฟอน
หนังฟิลม์นัวร์แนวย้อนยุค ตัวละครเป็นนักเรียนมัธยมที่สืบหาเบื้องหลังการฆาตกรรม หนังเรื่องนี้แปลกมากที่นำอะไรที่ไม่น่าจะเข้ากันได้มาเข้ากัน เช่นฉากโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ช่างเงียบเหงา เยือกเย็นอ้างว้าง จัดภาพสวย บทสนทนาในเรื่องเป็นภาษาสแลงยุคก่อนๆ ทั้งสิ้น ไม่มีภาษาทันสมัยของวัยรุ่นยุคนี้อยู่เลย ตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้น่าสนใจและมีความลึก ต้องชมว่าหานักแสดงฝีมือดีๆ ทั้งนั้น ในบทตอนเคร่งเครียดหดหู่ ยังมีอารมณ์ขันร้ายๆ ฮากลิ้งชนิดไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไร คนดูชอบดนตรีประกอบหนังเป็นพิเศษ เป็นเสียงดนตรีที่โบราณและจริงแท้ เหมือนจะไม่มีเสียงแปลกปลอมจากเครื่องดนตรีรุ่นใหม่อยู่เลย อีกทั้งเป็นเสียงเพลงที่จะสิงสู่ในใจเรา (ดูหนังไปหลายวันแล้ว เสียงเพลงเยือกๆ เหล่านี้ยังติดในใจและในความฝัน) คนดูชอบโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ผู้รับบทนำ จำเด็กคนนี้ที่แสดงละครโทรทัศน์ Third Rock from the Sun ได้ไหม เขาเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งมากในหนัง Mysterious Skin (2004) (เป็นหนังที่อยากแนะนำอย่างยิ่ง) มาถึงเรื่องนี้ยิ่งทำให้ชอบเขาหนักข้อกว่าเก่าอีก
ผลงานสร้างเรื่องแรกๆ ของเควิน สมิท ผู้กำกับ Chasing Amy, Dogma, Jay and Silent Bob Strike Back หนังขาวดำทุนต่ำเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคนทำเปี่ยมไปด้วยความบ้า เป็นหนังสไตล์ส่วนตัวที่มีบทพูดเยอะมากๆ เล่าเรื่องชีวิตในวันหนึ่งของคนทำงานเฝ้าร้านขายของ มีตอนอารมณ์ขันบ้าโรคจิตจำนวนมาก โดยเฉพาะบทใกล้จบที่ตลกร้ายมืดมนสุดขีด ถ้าดูแล้วไม่ชอบก็น่าจะชังไปเลย ใครเป็นแฟนหนังของเขาน่าจะไปชมที่มาที่ไปแห่งความบ้าเรื่องนี้
คนดูรักหนังเรื่องนี้มาก ดูแล้วดูเล่าไม่ว่ากี่ครั้งกี่หน ยิ่งรู้สึกตกหลุมรักมากกว่าเดิม หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของความเหงาที่ซาบซึ้งที่สุดในโลก ตัวเอกฝ่ายชายชื่อจอห์นนี่ เขาเพิ่งออกจากคุกมาเป็นพ่อครัวร้านอาหารในนิวยอร์ก (อัล ปาชิโน น่ารักมากๆ) ตัวเอกฝ่ายหญิงเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านนั้น (มิเชล ไฟเฟอร์ ที่ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดให้ดูไม่สวยในหนังเรื่องนี้) ตัวละครทั้งคู่เป็นคนธรรมดาสามัญ แต่ก่อกำเนิดความรักที่น่าประทับใจที่สุดบทหนึ่งของโลกนี้ หนังมีบทตอนที่น่าน่าหัวเราะและน่าร้องไห้ เป็นหนังที่ผูกใจ คนดูประทับใจเรื่องนี้เสมอมา ตั้งแต่ดูครั้งแรกโดยไม่อาจเข้าใจตัวละครเอกได้เลย จนยิ่งดูเมื่อผ่านวัย ยิ่งรู้สึกผูกใจเข้าไปทุกที ให้เห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อนและลึกซึ้ง หนังเรื่องนี้มีจังหวะอ่อนหวานและตลกอย่างยิ่ง เป็นหนังอันเป็นที่รัก
หนังเกี่ยวกับพี่เลี้ยงเด็กเรื่องนี้แสดงว่าการปราบเด็กซนจัดๆ ต้องอาศัยอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติเท่านั้น เด็กๆ ในเนื้อเรื่องร้ายกาจจนพี่เลี้ยงเด็กทนไม่ได้ลาออกไป 17 คนรวด จนกระทั่งมาถึงพี่เลี้ยงเด็กแมคฟีที่รับบทโดยเอมม่า ทอมป์สัน (เธอเป็นหนึ่งในผู้เขียนบทด้วย) ทอมป์สันแต่งตัวให้ดูน่าเกลียดจนน่าขำ เนื้อเรื่องคาดเดาได้แต่ใครชอบหนังเด็กๆ คงชอบหนังเรื่องนี้ หรือใครชอบโคลิน เฟิร์ต ก็จะเห็นเขาในบทพ่อ หนังเด็กเรื่องนี้น่ารัก ดูเพลิน เบบี้ในเรื่องฮามากๆ เป็นเทพนิยายเบาสมองที่ดีเรื่องหนึ่ง
นี่คือหนังที่อยากดู (ขอให้ได้ฉายในไทยด้วยเถิด) หนังเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาลออสเตรียให้สร้างในโอกาสครบรอบวันเกิด 250 ปีของโมสาร์ท และเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าประกวดในงานเทศกาลหนังเวนิสด้วย นับเป็นข่าวดีน่าชื่นใจ ดอททราบข่าวจากข้อเขียนของ ก้อง ฤทธิ์ดี ในบางกอกโพสต์ ซึ่งเขาเขียนถึงหนังของอภิชาติพงศ์ได้ดีมากๆ ว่าเป็นดังบทกวี ที่เราต้องรู้สึกและสัมผัสด้วยตัวเอง ก่อนนี้เราอาจเคยได้ยินมาแล้วว่าผู้กำกับคนนี้จะทำหนังเกี่ยวกับความทรงจำต่อพ่อแม่ของเขา บทความของคุณก้องยังเล่าความที่เป็นบทกวีมากๆ เมื่ออภิชาติพงศ์บอก (แปลไทย) ว่า -- หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องหัวใจ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเรื่องรัก แต่เป็นเรื่องของความทรงจำมากกว่า เป็นความรู้สึกที่จะอยู่ในหัวใจเสมอไป-- นอกจากนั้นยังบอกว่า --ผมมองเรื่องของพ่อว่าเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง เรื่องของแม่เป็นต้นไม้อีกต้น เรื่องที่ผมเล่าในหนังคือกิ่งไม้จากสองต้นนั้น ซึ่งกิ่งไม้เหล่านั้นได้งอกงามขึ้นไป ผมรู้ว่าเป็นเรื่องอธิบายได้ยาก" อ่านแล้วอยากดูเป็นที่สุด โปสเตอร์หนังยังทำได้สวยบาดใจมากๆ ก่อนหน้านี้ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องใหม่จะมีชื่อว่า Intimacy ว่าบทเพลงของโมสาร์ทพูดถึงความมหัศจรรย์ในการมีชีวิตอยู่ ว่า "การมีชีวิตธรรมดาคือความมหัศจรรย์" ว่าหนังเรื่องนี้ "มีแต่เรื่องสวยงาม" * อ่านบทสัมภาษณ์ อภิชาติพงศ์และก้อง ฤทธิ์ดี (สัมภาษณ์โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล) จากวารสารสยามร่วมสมัย ฉบับ 6 โดยกระทรวงวัฒนธรรม (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยควรอ่าน) แม้แต่เทศกาลหนังบ้านเรามันก็เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น หาผลประโยชน์ใส่ตัวมากกว่าส่วนรวม เอาฝรั่งที่ไม่มีความรู้เรื่องเทศกาลมาจัดงาน เพื่อหลอกเงินภาษีคนไทยไปทุกปี คือบ้านเราติดที่ความโลภของคนมีอำนาจในตำแหน่งกลุ่มหนึ่ง คนโลภที่ไม่คิดจะสร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่เหมือนเกาหลีหรือฮอลลีวูด เขามีหลายเกรด แต่แต่ละเกรดก็มีความสนุกต่างกันไป มีมาตรฐานของการเล่าเรื่อง แค่เล่าให้บันเทิงบ้านเรายังทำไม่ได้ คนชอบอ้างว่ามันคงติดที่ความเป็นไทย ที่ฝรั่งคงไม่เข้าใจ ซึ่งมันไม่จริง เราใช้รถยี่ห้อฝรั่งใช่ไหม เราใช้อินเตอร์เนตไม่ใช่หรือ ซึ่งตอนนี้อะไร ๆ มันเป็นสากลไปหมดแล้ว เพียงแต่ขอให้เล่าเรื่องให้ดีเถอะ ดูนักเขียนบ้านเราสิ มีสักกี่คนกันที่แตกกรอบนี้ไปได้ ขณะที่หนังสือญี่ปุ่นยังมีการแปลออกมาให้คนไทยอ่านติดกันงอมแงม ละครเกาหลีก็ฮิตกันทั่วเมือง คือความคิดพลิกไปสู่มาตรฐานเรายังทำได้ไม่ดี* อ่าน อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มนุษย์ทดลอง โดย นราวุธ ไชยชมภู เฟย์ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙
|