|
ไม่อยากให้คุณพลาดหนังตลกเสียดสีสุดฮาชั้นดีเรื่องนี้ นิค เนย์เลอร์ เป็นโฆษกบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้พันแซนเดอส์แห่งนิโคติน (ผู้พันที่ยิ้มให้คุณจากเคเอฟซี) เขาปกป้องธุรกิจบุหรี่อย่างร่าเริง และพูดเก่งเสียจนเราไม่รู้จะจู่โจมเขาด้วยวิธีใดดี นิคมีลูกชายวัย 12 เขาบอกลูกว่าทำงานนี้ต้องอาศัยความยืดหยุ่นทางศีลธรรม นิคไปพูดที่ห้องเรียนของลูกชาย เด็กหญิงคนหนึ่งพูดว่า "แม่บอกว่าการสูบบุหรี่ฆ่าคน" นิคยิ้มหวานแล้วถามเด็กว่า แล้วคุณแม่หนูเป็นหมอหรือเปล่า? เด็ก: เปล่าค่ะ นิคถามต่อว่าแม่เป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า? เด็ก: เปล่าค่ะ นิค: ถ้างั้นแม่หนูก็ไม่เรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้น่ะสิ แล้วยังบอกเด็กในชั้นว่าพวกหนูๆ ต้องคิดเอง ถ้าพ่อแม่บอกว่าช็อคโกแลตเป็นอันตราย หนูจะเชื่อเขาหรือ นิคมีเพื่อนกินข้าวที่เรียกตัวเองว่าแก๊ง MOD ซึ่งย่อจาก Merchants of Death (พ่อค้ามรณะ) ประกอบด้วยเขาที่ขายบุหรี่, โฆษกสนับสนุนการดื่มเหล้า (เรียกองค์กรตนเองว่า Moderation Council โปรดสังเกตโลโก้สุดฮาในหนัง) และโฆษกสนับสนุนอาวุธปืน (เรียกองค์กรตนเองว่า SAFETY ย่อจาก Society for the Advancement of Firearms and the Effective Training of Youth) สังคมมีมาตรการต่อต้านบุหรี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้บริหารบริษัทต้องหาทางออก ตอนหนึ่งเจ้านายนิคบ่นด้วยความหงุดหงิดว่า "เราไม่ได้ขายหมากฝรั่งแต่ขายบุหรี่ ซึ่งทั้งเท่ หาง่าย และเสพติดอีกด้วย เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้วเชียว" นักแสดงในเรื่องดีๆ ทั้งนั้น บทหนังดี ฉลาดมากๆ ดูแล้วจะหัวเราะไม่หยุด
สารคดีเกี่ยวกับ บรูซ ลี เรื่องนี้ไม่ควรพลาด ด้วยทำให้รู้จักเขาในด้านอื่น โดยเฉพาะแนวความคิดและปรัชญาการต่อสู้ ลีไม่ใช่นักสู้ที่มีฝีมืออย่างเดียว เขายังเป็นนักคิดที่น่าสนใจ ใครจะรู้ว่าลีเลือกศึกษาด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน แนวคิดการต่อสู้ของเขามีเช่น "Be formless... shapeless like water. If you put water into a cup, it becomes the cup. You put water into a bottle; it becomes the bottle. You put it into a teapot; it becomes the teapot. Water can flow, and it can crash. Be water, my friend..." สารคดีถ่ายทอดความคิดของลีดีมากทีเดียว บทสัมภาษณ์ผู้คนต่างๆ ยิ่งแสดงความน่าทึ่ง เช่น ชัค นอริส บอกว่า "เทียบกิโลต่อกิโล ลีเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งในโลกก็ว่าได้ และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งที่เร็วที่สุดในโลก" ความรวดเร็วของลีนั้นประจักษ์ได้จากหนังที่เขาแสดง คนดูไม่เคยเห็นใครว่องไวและอันตรายร้ายกาจเท่าเขา ตอนที่ถ่ายหนังนั้น ผู้กำกับต้องขอให้ลีช้าลงเพราะว่าลีเร็วมากเกินไปจนกล้องจับไม่ทัน ส่วนเรื่องความแข็งแกร่งนั้น สารคดีเรื่องนี้ฉายภาพให้ดูว่าลีสามารถวิดพื้นด้วยแขนเดียว แถมใช้แต่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เท่านั้น ลียังสามารถชกคนกระเด็นได้โดยเอากำปั้นตั้งไว้ในระยะห่างหนึ่งนิ้วจากคู่ต่อสู้ (คุณคิดว่าจะสามารถชกใครกระเด็นได้ในระยะนั้นบ้างหรือไม่ นั่นคือชกโดยไม่ถอยกำปั้นกลับมา) ดูการวิดพื้นและการชกใกล้อันน่าทึ่งนี้จาก YouTube สารคดีแสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งนี้ไม่ได้ขึ้นกับพรสวรรค์อย่างเดียว แต่อาศัยความมุมานะฝึกฝนอย่างเข้มข้น คนดูได้ฮามากเมื่อฟังถ้อยคำที่ลีเรียกการต่อสู้บางชนิดว่า 'organized despair' สารคดีแบ่งเป็น 5 ตอน โดยสามตอนแรกเกี่ยวกับชีวิตลี มีภาพจากหนังต่างๆ และบทสัมภาษณ์ อีกสองตอนที่เหลือแสดงภาพจากหนัง Game of Death ลีเสียชีวิตก่อนที่หนังเรื่องนี้จะถ่ายทำเสร็จสิ้น ต่อมามีผู้พบต้นฉบับจากหนังยาว 23 นาทีในปี 1999 ซึ่งต้นฉบับส่วนนี้เผยแพร่เป็นครั้งแรกในสารคดีเรื่องนี้ เป็นการต่อสู้ที่น่าชม แต่หนังไหนๆ ของลีล้วนแต่มีฉากต่อสู้น่าดูทั้งนั้น ชวนดูทุกเรื่อง นอกจากมันแล้วยังมีบทฮาๆ เยอะมากด้วย หากเป็นไปได้ขอให้หาหนังเสียงภาษาต้นฉบับมาดู อย่าดูฉบับพากย์ทับเพราะจะไม่ได้ยินเสียงของลีขณะต่อสู้อย่างเต็มที่ (เป็นเสียงที่เมามันดุเดือดยิ่ง) คนดูเพิ่งรู้นี่เองว่าเรื่อง The Big Boss มีชื่อไทยว่า ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง แถมถ่ายที่เมืองไทยอีกด้วย ชื่อเสียงเกรียงไกรทำให้อยากรู้ว่า บรูซ ลี เป็นอย่างไร ทำไมใครๆ จึงกล่าวขวัญถึงเขากันนัก คนดูได้ดูหนังเขาครั้งแรกให้ทึ่งจัดและหาหนังอื่นๆ ของเขามาดูเท่าที่จะสามารถ แต่คนดูไม่รู้จักชีวิตเขาเท่าใดนัก จึงชอบสารคดีเรื่องนี้มากเพราะทำให้ได้รู้จักเขาดีขึ้น รู้ว่านอกจากเขาจะเก่งกาจแล้วยังเป็นคนที่น่านิยมนับถืออย่างยิ่ง
หนังสือ Seasons Change จากร้อนสู่ฝนจนถึงหนาว สรุปใจความหนังเรื่องนี้ไว้ว่า "เป็นเรื่องของป้อม เด็กหนุ่มผู้งงๆ กับชีวิต และยืนหันรีหันขวางตรงทางแยกของความรัก ความฝัน และครอบครัว" นี่เป็นหนึ่งในหนังแสดงช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวัย เป็นเรื่องของความใฝ่ฝัน ความรัก ตัวละครค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตน Seasons Change เป็นหนังที่จะทำให้คนดูรู้สึกดีและเบิกบาน ด้วยนำเสนอแต่ภาพในด้านดีงามและสดสวย ได้ดูหนังแล้วอดเห็นคล้อยตามบทวิจารณ์ของ ก้อง ฤทธิ์ดี ไม่ได้ว่าหนังเสนอแต่แง่รื่นรมย์ โดยมองข้ามด้านซับซ้อนและไม่งดงามของชีวิตไปหมดสิ้น ปัญหาอุปสรรคล้วนแต่เป็นเรื่องที่แก้ไขง่ายดาย แม้แต่เรื่องดนตรีก็มีประกอบผิวเผินให้หนังสวยดูดีเท่านั้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดนตรีที่ลึกซึ้งลงไปแต่อย่างใด แม้จะแสดงภาพการฝึกซ้อมที่รู้ว่าหนักและใช้เวลา แต่กลับเป็นเรื่องขบขันบันเทิง คนดูเพียงคิดว่าหากหนังจะแสดงมิติที่ซับซ้อนและเป็นจริงกว่านี้ น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้ดีกว่าเป็นเพียงหนังใสน่ารักธรรมดาๆ แต่หนังเรื่องนี้เบิกบานและน่ารักจริงจัง เป็นหนังที่จะทำให้ผู้ชมเต็มใจมองข้ามความไม่สมจริงต่างๆ ของเรื่องไปได้ เปิดเรื่องมาก็แสดงภาพน่ารักมากของดาวและป้อม หนังทำให้คนดูชอบป้อมได้มากตั้งแต่ต้น ใครเล่าจะไม่เอาใจช่วยหนุ่มน้อยผู้แอบมีหัวใจรักอยู่ห่างๆ ผู้นี้ได้ บทออดิชั่นของป้อมยิ่งฮาระเบิดจากฝีมือของครูญี่ปุ่น บทเริ่มต้นเช่นนี้ทำให้คนดูพร้อมจะรักหนังและเปิดรับความรื่นรมย์ที่หนังให้แก่เรา ใครเล่าไม่อยากอยู่ในโลกที่เบิกบานและสดสวย การแสดงในเรื่องเป็นธรรมชาติ คนดูนึกว่าป้อมตีกลองเป็นจริงๆ (หรือต้องชมการตัดต่อ) ส่วนดาวนั้นหนังแสดงความน่ารักของเธอได้สมดังชื่อ ยิ่งบทบาทเธอไม่ค่อยต้องพูดและไม่ทำให้คนดูรู้จัก ไร้บุคลิกที่แน่ชัดจึงทำให้ไม่เห็นด้านลบ รู้แต่ว่าเป็นเพียงดวงดาวประกายแสงสวยบนฟ้าไกลๆ ที่น่าหลงใหลเท่านั้น แล้วเธอช่างน่าหลงรักเสียจริงๆ ส่วนอ้อมเป็นสาวสดใสร่าเริงมีชีวิตชีวา หนังเรื่องนี้น่ารักด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดตรึงใจ หนังเรื่องนี้น่ารัก วิวสวย ทำให้รู้สึกดี และยังเป็นหนังที่บันเทิงที่ขำมากๆ น่าดูแม้จะแสดงแต่ฤดูกาลเดียวที่ชื่อว่า "ฤดูแห่งความรู้สึกดีๆ" * รศ. ดร. สุกรี เจริญสุข ผมเป็นครูสอนดนตรี จาก สารคดี
Brazil เป็นหนังตลกร้ายแสดงภาพอนาคตอันมืดมนเมื่อถูกระบอบอำนาจครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ ตามสไตล์หนังสือ 1984 หนังเปิดเรื่องโดยบอกว่าเกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ในสังคมที่มีเหตุก่อการร้ายเกิดขึ้นประจำวันอย่างชาชิน หนังแสดงฉากเสียดสีที่ตลกมากเมื่อเกิดระเบิดในโรงแรมหรู ที่ตายก็ตายไป ที่ยังอยู่ก็รื่นเริงกับการรับประทานอาหารเป็นปกติ (ไปดูการสั่งอาหารในฉากนี้ที่น่าประทับใจยิ่ง) หนังเรื่องนี้ตลกตั้งแต่ต้น เป็นอารมณ์ขันร้ายกาจมากๆ ชนิดบ้าโรคจิต ในหนังเต็มไปด้วยป้ายประกาศต่างๆ สไตล์ 1984 ที่อ่านแล้วสุดฮา เช่น Suspicion Breeds Confidence และ Don't Suspect a Friend, Report Them หนังเรื่องนี้ภาพสวยมากๆ ฉากอลังการสวยงาม แสดงจินตนาการอนาคตได้น่าทึ่ง เป็นหนังดีมาก ยอกย้อน ฮาสุดขีดและประชดประชันสุดขั้วเรื่องหนึ่งที่อยากแนะนำ เป็นหนังอนาคตดีที่สุดเรื่องที่ได้ชม หนังเรื่องนี้ออกฉายด้วยกันในหลายฉบับตัดต่อ (เพื่อให้สั้นลงตามความปรารถนาของสตูดิโอ) หากเป็นไปได้ขอแนะนำให้ดูฉบับ 142 นาทีใน Criterion DVD หนังเรื่องนี้อาจจะสร้างนานแล้ว แต่ทันสมัยเข้ากับยุคปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ
หนังอินดี้น่าประทับใจเรื่องนี้แสดงชีวิตครูมัธยมต้นติดโคเคนที่สอนหนังสือในบรูกลิน ใครจะรู้ว่าครูอย่างเขาเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนได้ นักแสดงผู้รับบทเล่นดีมากอย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่แม้จะมีจุดบกพร่อง แต่ทำให้เราผูกใจกับเขา เด็กนักเรียนหญิงในเรื่องที่ชื่อ เดรย์ แสดงดีมากเช่นกัน หนังที่ดูเหมือนจะไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลยจึงดำเนินไปได้จับใจคนดู แสดงด้านลึกซึ้งอ่อนแอของมนุษย์อย่างน่าใจหาย และแสดงมิตรภาพดีงามน่าดูมากเรื่องหนึ่ง หนังจริงใจน่าติดตาม บอกความซับซ้อนของคนเราว่าเรารู้จักใครไม่ได้จากส่วนเสี้ยวเดียว อย่าด่วนตัดสินใครจากความรู้น้อยนิดที่มีเกี่ยวกับเขา "One thing, does not make a man" และขอนำเสนอซีรีย์ใหม่ทางโทรทัศน์ที่น่าดูมากของฤดูกาลปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
Ugly Betty ฉบับอเมริกันสร้างโดยอิงจากละครทีวีโคลัมเบียยอดฮิต Yo Soy Betty La Fea (1999) เล่าเรื่องของ เบ็ตตี้ สาวขี้เหร่แสนดีที่ได้งานในนิตยสารแฟชั่นในนิวยอร์ก สาเหตุมาจาก บ.ก. เจ้านายเธอเป็นเสือผู้หญิงตัวยง พ่อเจ้านายเซ็งที่ลูกชายตัวดีนอนกับผู้ช่วยคนแล้วคนเล่าจึงเลือกสาวขี้เหร่มาทำงานด้วย เบ็ตตี้ถูกหัวเราะเยาะและถูกกลั่นแกล้ง ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ของเธอล้วนแต่เป็นคนเก๋รูปร่างดีแต่งตัวดี ซึ่งผิดกับเธอราวฟ้าดิน แต่เบ็ตตี้เป็นคนดี ทำงานดี ละครเรื่องนี้ทำให้เราชอบเบ็ตตี้และเห็นหัวใจเธอ คนดูชอบละครเรื่องนี้ เป็นซีรีย์ชุดใหม่ที่น่าติดตามชม (และเป็นซีรีย์ใหม่ที่มีเรตติ้งสูงสุดในฤดูกาลนี้) ผู้รับบทเบ็ตตี้เคยรับบท คาร์เมน ผู้น่ารักในหนัง The Sisterhood of the Traveling Pants มาเรื่องนี้เธอถูกแต่งหน้าตาจนจำแทบไม่ได้ ละครชุดนี้ออกจะน้ำเน่าแต่ดูเพลิน มีจังหวะอ่อนหวานขาดใจ ตอนแรกของซีรีย์ดีมาก ดูแล้วทำให้ติดจริงจัง วาเนสซ่า วิลเลียมส์ รับบทนำในเรื่องนี้ด้วย ช่างดูเป็นนางพญาทระนงและเลือดเย็นเสียนี่กระไร
ฉากในเรื่องเกิดที่ไมอามี่ เด็กซ์เตอร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องรอยเลือด ตำรวจเรียกเขามาวิเคราะห์ที่เกิดเหตุต่างๆ เพื่อดูว่ารอยเลือดสาดกระจายเหล่านี้บ่งบอกอะไรบ้าง งานอดิเรกของเขาคือเป็นฆาตกรต่อเนื่องใจพระ นั่นคือออกฆ่าแต่คนเลวเท่านั้น ในตอนแรก เด็กซ์เตอร์มาเห็นผลงานของฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังอาละวาดรายหนึ่ง เขาถึงกับทึ่งและเอ่ยชื่นชมว่าทำได้เนียนและเรียบหรูดูดีจริงๆ ดูไปแล้วอดขำไม่ได้ ผู้ชมจะชอบเด็กซ์เตอร์เพราะเขาน่ารัก ซีรีย์นี้ยังมีอารมณ์ขันมากแม้บางทีจะมืดๆ หรือออกแนวโรคจิตเล็กน้อย (เช่น ฉากพ่อถามเด็กซเตอร์เมื่อตอนเป็นเด็กว่าฆ่าหมาหรือลูก สุดท้ายบอกว่าฆ่าเพราะมันมากวนแม่ พ่อบอกว่าแต่กองกระดูกที่พ่อไปเจอไม่ได้มาจากหมาตัวเดียวนะลูก) ไมเคิล ฮอล จาก Six Feet Under รับบทเด็กซ์เตอร์ได้ดีน่าประทับใจ เขาเอาบุคลิกตัวละครอยู่มือ ในเรื่องยังมีตัวละครอื่นเช่นตัวละคร ดาร์ลา จาก Angel มารับบทแฟนเด็กซ์เตอร์ และ เจนนิเฟอร์ คาร์เพนเตอร์ จาก The Exorcism of Emily Rose มารับบทน้องสาว ซีรีย์นี้สร้างจากหนังสือ Darkly Dreaming Dexter ของ เจฟฟ์ ลินด์เซย์ ดูแล้วอยากอ่านหนังสือจัง
ซีรีย์นี้ได้แรงบันดาลใจจากหนังชื่อเดียวกัน ซึ่งสร้างอิงจากหนังสือของ H.G. Bissinger อีกทอดหนึ่ง เป็นเรื่องอิงจากชีวิตจริงของทีมอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายของเมืองเล็กๆ ในเท็กซัส เมืองนั้นผู้คนบ้าบอลกันทั้งเมือง และตั้งความหวังไว้สูงมากว่าทีมต้องชนะเลิศ เราเห็นชีวิตของโค้ชและนักกีฬาต่างๆ ในดราม่าเรื่องนี้ เห็นความกดดันและคาดหวังของผู้คน เป็นซีรีย์ที่ทำดีมาก ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นซีรีย์ทางโทรทัศน์ ภาพสวยมาก เพลงประกอบดีและสร้างความหดหู่ลึกๆ อย่างประหลาด เริ่มฉากแรกก็ดีตั้งแต่นั้นมา คนดูชอบละครชุดนี้จนต้องไปหาฉบับหนังมาชม ฉบับภาพยนตร์ทำดีมากเช่นกัน รับบทนำโดย บิลลี่ บ็อบ ทอร์นตัน (คนอะไรไม่รู้ที่แสดงได้ดีทุกบท) ส่วนฉบับทีวีปรับเนื้อหาเพิ่มเติมให้เป็นนิยาย ไม่ใช่สารคดี จะชอบอเมริกันฟุตบอลหรือไม่ก็อยากแนะนำให้ดูซีรีย์นี้ (ใครชอบอเมริกันฟุตบอลจะยิ่งชอบ) เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นการแข่งขัน แต่เน้นชีวิตผู้คนมากกว่า คำโปรยของฉบับหนังคือ "Hope comes alive on Friday Nights." ซีรีย์เรื่องนี้เป็นความหวังเช่นกันว่ารายการโทรทัศน์ที่ดีถึงเพียงนี้มีได้จริง เฟย์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙
|