* home   ชานเรือน
คืนเรือน | ชานเรือน | ชานเรือนย้อนหลัง

เรื่องเล่าผ่านสายตา จากร้านหนังสือในอเมริกา

 

ไปเยือนร้านหนังสือในอเมริกาคราวล่าสุด พบเรื่องอยากนำมาเล่าดังต่อไปนี้

ฤทธิ์เดชของปกหนังสือ

หนังสือการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่อ่านกำลังมาแรงมากๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ซึ่งสำนักพิมพ์ต่างๆ ดูจะรู้ และนำกระแสนี้มาใช้ในการออกแบบปกหนังสือ

ปกหนังสือออกใหม่จำนวนไม่น้อยเป็นภาพวาด ชนิดดูเผินๆ อาจนึกว่าเป็นหนังสือการ์ตูนไปเลย ทว่าหนังสือปกการ์ตูนเหล่านี้มีตั้งแต่เรื่องสั้น นิยาย ไปจนถึงงานสารคดี

ตัวอย่างเช่นปกหนังสือสีชมพูของ Sweet and Low นั่นปะไร เห็นแล้วอดใจไม่ได้ต้องหยิบขึ้นมาชม ข้างในไม่ใช่การ์ตูนแต่เป็นหนังสือเล่าชีวิตจากทายาทครอบครัวผู้ผลิตน้ำตาลเทียมยี่ห้อ Sweet’N Low

หน้าปกเป็นข้อดึงดูดใจข้อแรกของหนังสือ ค่ายหนังสือที่ผลิตหนังสือปกสวยค่ายหนึ่งคือ McSweeney ที่ผลิตทั้งหนังสือภาพและงานเขียนทั่วไป โดยออกแบบปกหนังสือเล่มจำนวนมากเป็นภาพวาด เช่น This Shape We’re In (ปกโดยเชสเตอร์ บราวน์) Icelander (ปกโดยจอช ค็อกรัน)

แต่ที่สุดของปกการ์ตูนสวยมาจากสำนักพิมพ์เพนกวิน ที่คอยออกหนังสือปกใหม่มายั่วใจนักอ่าน คราวนี้เพนกวินออกงานคลาสสิกโดยให้นักวาดการ์ตูนชื่อดังของยุคมาออกแบบปก

โปรดดูปกหนังสือ Candide (ก็องดิด) ของวอลแตร์ฉบับแปลใหม่ วาดโดย คริส แวร์ นักวาดการ์ตูนฝีมือดีที่สุดคนหนึ่ง

เนื่องจากผู้เขียนคอลัมน์รักคริส แวร์ มาก เมื่อเห็นปกหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกในร้านจึงถึงกับกรี๊ดในใจ ด้วยนึกว่าเป็นการ์ตูนเล่มใหม่ของเขา หนังสือเล่มนี้วางอยู่บนชั้นราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงค่าบนแท่นบูชา ยามหยิบหนังสือจากชั้นมาถืออยู่ในมือ นั่นคือความรู้สึกเดียวกับกอลลัมที่เฝ้าชมแหวน …My precious…

ปกหนังสือสวยเช่นนี้ทำให้นักอ่านตกอยู่ในภาวะอ่อนแอไร้ทางสู้ นอกจากปกจะงดงามแล้ว ยังเปี่ยมด้วยอารมณ์ขันเสียดสีตามสไตล์ของแวร์ อีกทั้งรูปเล่มยังน่ารักน่าอ่านเป็นที่สุด

ไม่ว่าหนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม แม้จะเป็นคู่มือการซ่อมมอเตอร์ เห็นแล้วก็อยากอ่านจับจิตจับใจ ยิ่งเป็นหนังสือคลาสสิกอย่าง ก็องดิด ยิ่งน่าไปอ่าน

แวร์ชอบเขียนรายละเอียดยิบย่อยในภาพ โดยบนปกเป็นการ์ตูนเล่าความสั้นๆ อ่านแล้วขำจริงๆ จบด้วยคำถามว่า "พระเอกของเราจะมีวันได้พบคนรัก หรือแม้แต่จะมีสถานที่พักพิงโดยไม่ต้องถูกเผา ถูกทุบตี หรือถูกเฆี่ยนโบยหรือไม่ โปรดพลิกดูข้างในเถิดนักอ่านที่รัก"

แม้แต่ชื่อเรื่องยังเขียนว่า ก็องดิด หรือการมองโลกแง่ดี และเขียนล้อบนปกหลังว่า "เหตุแห่งความทุกข์เทวษอันเสียดสีในปี ๑๗๕๙ บัดนี้ออกฉบับปกอ่อนแล้ว!"

แวร์เขียนหลังปกว่า "การแปลครั้งใหม่โดยธีโอ คัฟ มีค่าเหลือแสนสำหรับนักอ่านที่ใช้ภาษาอังกฤษผู้ไม่อาจเข้าใจภาษาฝรั่งเศส อีกทั้งบทนำโดย ไมเคิล วูด จะขาดเสียไม่ได้สำหรับนักเรียนผู้ไม่ได้อ่านหนังสือและมาเร่งรัดหาความรู้ที่โรงเรียนก่อนเวลาสอบ"

ใครที่ชื่นชอบ คริส แวร์ มาเห็นหนังสือเข้าแล้วย่อมพลาดไม่ได้ นับเป็นข้อดีไม่น้อยเพราะทำให้คนอ่านการ์ตูนไปสนใจอ่านหนังสือคลาสสิก เพราะชวนคิดว่าหากนักวาดที่เรารักออกแบบปกหนังสือเล่มใด เขาคงไม่จงชังหนังสือเล่มนั้น น่าลองไปอ่านดูเหมือนกัน (ผู้สนใจ คริส แวร์ ขอแนะนำให้อ่านผลงานเรื่อง Jimmy Corrigan)

งานเขียนคลาสสิกเล่มอื่นๆ ในชุดนี้มีปกโดยนักวาดชื่อดังทั้งสิ้น เช่น The Portable Dorothy Parker ปกโดยเสท ที่ทำให้รวมบทกวี เรื่องสั้น และบทความคัดสรรของนักเขียนภาษาเฉียบคม โดโรธี ปาร์กเกอร์ ดูเก๋ไก๋น่าอ่านไม่น้อย (ผลงานของเสทน่าอ่านเหมือนกัน)

The Jungle มีภาพปกแสนจะเข้ากันจากนักวาดเหมาะเหม็งชื่อชาร์ลส์ เบิร์นส์ (เจ้าของผลงาน Black Hole) นิยายเล่มนี้เล่าชีวิตบัดซบของครอบครัวลิธัวเนียที่อพยพมาอยู่ชิคาโก ตอนหนึ่งในเล่มเล่าถึงคนงานในโรงฆ่าสัตว์ที่ตกลงไปในเครื่องบดเนื้อ ทำให้คนอ่านสยองและยอดส่งออกเนื้อลดลงครึ่งหนึ่ง นิยายเรื่องนี้จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายการตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ในอเมริกา

นอกจากนั้นมีปก Cold Comfort Farm วาดโดยรอส ชาสต์ นักวาดคนดังจากนิวยอร์กเกอร์ ปก นิทานของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน วาดโดยแอนเดอส์ นิลเสน รวมถึงคนดังอย่างอาร์ต สปีเกิลมาน ผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานไม่ควรพลาดเรื่อง Maus ได้วาดปกรวมนิยายสืบสวน ๓ เรื่องในชุด The New York Trilogy ให้ออกมาในแนวหนังสือย้อนยุคได้สวยและช่างคิด

ยังไม่หมด เพนกวินจะตามมาล้างผลาญกระเป๋าและกระชากใจนักอ่านต่อไป ดูปกอันแสนงามของ Rashomon จากฝีมือ โยชิฮิโร ทัตสึมิ ที่เห็นแล้วชวนให้หัวใจหยุดเต้น ปก Gravity’s Rainbow โดยแฟรงก์ มิลเลอร์ ผู้เขียนผลงานชุด Sin City ปก Lady Chatterley’s Lover โดยเชสเตอร์ บราวน์ ปก The Dharma Bums โดยเจสัน

โทเมอร์ ฮานูกา ออกแบบปก Philosophy in the Boudoir ผลงานของมาคีส์ เดอ ซาด ได้ฮาร์ดคอร์สมกับเนื้อเรื่อง จนเพนกวินขอให้ลบภาพบางส่วนทิ้งไป

ปกเหล่านี้ล้วนแต่บอกตัวตนของนักวาดเอาไว้ชัดเจน เป็นลายเซ็นที่ทิ้งไว้ให้ทราบว่าใครเป็นใคร แฟนการ์ตูนผู้หนึ่งกล่าวว่าเห็นหนังสือเพนกวินชุดนี้แล้ว อยากจะกินหนังสือเข้าไปเลย

เพนกวินนะเพนกวิน นิสัยไม่ดี ทำให้ต้องเสียเงินซื้อเพราะทนหน้าปกไม่ได้
 

ร้านบอร์เดอส์ออกบัตรสมาชิกล่อนักอ่าน

บอร์เดอส์เป็นร้านหนังสือแบบกระจายสาขาขนาดใหญ่อันดับสองในอเมริกา (รองจากบาร์นส์แอนด์โนเบิล) ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ร้านออกบัตรสมาชิกฟรีเพื่อเป็นเครื่องล่อใจและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อของที่นี่เรื่อยไป

การสมัครสมาชิกทำได้ง่ายเพียงบอกอีเมล สมัครแล้วเลือกรับรางวัลได้ทันที เช่นคูปองลดราคา ๓๐% สำหรับซื้อสินค้า ๑ ชิ้น หรือคูปองแลกเครื่องดื่มฟรี

ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า ลูกค้าจะได้คูปองส่วนลด ๒๐-๓๐% สำหรับนำมาใช้ซื้อสินค้าคราวหน้า (คูปองกำหนดให้ใช้ได้ในช่วงสุดสัปดาห์ต่อไป ทำไมไม่ให้ใช้ได้วันเดียวกันล่ะ ก็เพราะไม่งั้นจะมีบางคนอยากได้ดีวีดีชุดละ $๑๐๐ เลยไปซื้อกาแฟหนึ่งแก้วเพื่อเอาคูปองส่วนลดน่ะสิ)

สมาชิกจะได้รับสิทธิ์อื่นๆ เช่นผู้ซื้อของเดือนละ ๕๐ เหรียญขึ้นไปจะได้รางวัลเป็นวันช็อปปิ้งโดยได้ส่วนลด ๑๐% ตลอดหนึ่งวัน และสมาชิกสามารถใช้เงินสะสมคิดจาก ๕% ของเงินที่จับจ่ายทั้งปีเอามาซื้อของได้ในช่วงปลายปี

โดยปกติแล้วการซื้อหนังสือราคาถูกที่สุดทำได้โดยการสั่งซื้อทางเน็ต แต่เมื่ออยู่ในฐานะนักท่องเที่ยวที่ไม่อาจรอให้หนังสือมาส่งได้ทันรวมทั้งเข้าเน็ตไม่สะดวก ทำให้ต้องตัดสินใจซื้อหนังสืออย่างปัจจุบันทันด่วน คูปองลดราคา ๓๐% จากบอร์เดอส์จึงมีค่าหาน้อยไม่

ร้านหนังสืออิสระส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่มีระบบลดราคา ส่วนร้านลดกระหน่ำบ้าเลือดที่สุดคือซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งวางแต่หนังสือขายดีเป็นหลัก ร้านใหญ่อย่างบาร์นส์แอนด์โนเบิลมีระบบสมาชิกโดยต้องเสียเงิน ๒๕ เหรียญ (ประมาณหนึ่งพันบาท) เพื่อได้สิทธิ์รับส่วนลด ๑๐% เป็นเวลาหนึ่งปี ทว่าร้านใหญ่เหล่านี้มักนำหนังสือใหม่และขายดีมาลดราคาอยู่แล้ว ๒๐-๓๐%

ไม่ต้องให้คนรอไปซื้อหนังสือลดราคาแห่งชาติปีละ ๒ ครั้งอย่างบ้านเรา
 

หนังสืออ่านบนเครื่องบิน

คนรักหนังสือคงไม่พลาดนำหนังสือติดตัวไปอ่านบนเครื่องบิน สำหรับผู้ถือคติว่ายิ่งเดินทางไกล ยิ่งต้องทำตัวให้เบา ทำให้การเลือกหนังสือไปอ่านบนเครื่องบินเป็นเรื่องใหญ่และคอขาดบาดตายกว่าการเตรียมการอื่นใดในการเดินทาง

หากเอาเล่มไม่สนุกไปอ่านล่ะแย่เลย ต่อให้มีเล่มอ่านค้างไว้ ก็ต้องนำเล่มใหม่เผื่ออ่านจบขึ้นมาเสียก่อน ครั้นจะไปหาซื้อเอาดาบหน้าที่สนามบินหรือ สนามบินไทยขายหนังสือแพงกว่าเอเชียบุ๊คเกือบเท่าตัว (ผลจากการผูกขาดสัมปทาน) ต่อให้ยอมจ่ายเงินก็ใช่จะพบหนังสือที่ชอบ จะขนไปหลายเล่มก็หนักเปล่าๆ ฯลฯ เรื่องนี้จึงย่อมใช้เวลาพิจารณานานกว่าการจัดเสื้อผ้า

(ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติที่คนรักหนังสือจะสนใจและแอบดูหนังสือที่ชาวบ้านติดมาอ่านบนเครื่องบิน อยากรู้ว่าเขาอ่านอะไร เช่นไม่กี่เดือนก่อนตอนทีวีรายงานข่าวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กลับจากจีน ทำให้เอียงคอดูว่าคุณสนธิเอาอะไรไปอ่านบนเครื่อง ปรากฏว่าไม่ใช่ ทักษิณกับพวก แต่เป็น False Impression หนังสือใหม่ของเจฟฟรีย์ อาร์เชอร์)

จนกระทั่งได้ไปเห็นร้านขายของจุกจิกที่วางขายหนังสือด้วยในสนามบินลอสแองเจลิส จึงพบโครงการช่วยแบ่งเบาภาระนักอ่าน

โครงการนี้ชื่ออ่านแล้วคืน (Read & Return) ให้ผู้ซื้อหนังสือใหม่สามารถนำหนังสือมาคืนได้ภายใน ๖ เดือนโดยจะได้เงินคืนครึ่งราคา เราสามารถคืนหนังสือที่ร้านในเครือร้านใดก็ได้จากสนามบิน ๖๒ แห่งทั่วประเทศ

ทางร้านรับคืนหนังสือไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใด จะเปื้อนด่างดวงหรือฉีกขาดยับเยินก็รับ (ถ้ากล้าตากหน้าไปคืน) ขอเพียงเก็บใบเสร็จรับเงินเอาไว้ ข่าวรายงานว่าที่ผ่านมาหนังสือรับคืนมักอยู่ในสภาพดี

หนังสือรับคืนในสภาพดีจะถูกนำมาขายต่อโดยลดครึ่งราคา (ดังนั้นนักเดินทางที่สนใจหนังสือมือสองสามารถซื้อในราคาลด) ส่วนหนังสือขายไม่ได้จะนำไปบริจาค ตั้งแต่มีโครงการนี้ยอดขายหนังสือของร้านเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐

คิดแล้วคุ้มค่า เสียดายว่าร้านเหล่านี้ไม่มีหนังสือให้เลือกมากนัก มักวางแต่หนังสือยอดนิยมและหนังสือขายเร็วมากกว่าจะมีหนังสือหลากหลาย

ว่าแต่ถ้ามีนิตยสารด้วยจะดีมาก อ่านแล้วคืนภายในวันเดียวกันหรือสักสามวันก็ยังคุ้ม

ก่อนจบ – เอาไว้ไปคราวหน้าจะหาอะไรมาเล่าอีก หมายถึงว่าถ้ายังมีเงินเหลือให้ใช้หลังจากถูกปกหนังสือเพนกวินล่อลวงเอาไปน่ะนะ
 

* บทความนี้พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙
 

เฟย์   (เขียนเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙) โพสต์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙

Copyright © 2006 faylicity.com

คืนเรือน