* home   ชานเรือน
คืนเรือน | ชานเรือน | ชานเรือนย้อนหลัง

ไปดูหนัง 13

 


Little Miss Sunshine (2006)
กำกับโดย Jonathan Dayton, Valerie Faris
เขียนบท Michael Arndt
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 101 นาที เรท R ตัวอย่างหนัง

หนังเรื่องนี้น่ารักและตลกร้ายมากๆ ดูแล้วฮากลิ้งและป่วยไข้โรคจิตจนอยากชวนไปชม เป็นเรื่องครอบครัวมีปัญหาที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันในรถตู้ เพื่อพาลูกสาวตัวเล็กไปร่วมงานประกวดมิสซันไชน์ (ประกวดเด็กสวย) ที่แคลิฟอร์เนีย ครอบครัวนี้มีพ่อแม่ลูกและปู่ที่บุคลิกแปลกประหลาดเหลือแสน แถมด้วยคุณน้าที่เพิ่งพยายามฆ่าตัวตายไปหมาดๆ เรื่องนี้ทั้งตลก บ้าคลั่ง และอ่อนหวาน เป็นหนังดีที่ควรดู

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้รู้จัก เข้าใจ เห็นใจ และเกิดความอัศจรรย์ใหม่ๆ ในทางที่ดี นักแสดงในเรื่องนั้นดีมากๆ เกรก เคนเนียร์รับบทพ่อ (ผู้ที่เราจะไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย แต่ก็อดเห็นใจเขาไม่ได้) โทนี คอลเลต รับบทคุณแม่ อลัน อาร์คิน เป็นคุณปู่แสนดีจอมลามก ส่วนสตีฟ แคเรลล์ รับบทคุณน้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะตลกหน้าตาย และช่างเป็นศาสตราจารย์ทางด้านพรูซต์ได้สมจริงอย่างยิ่ง ลูกชายลูกสาวแสดงดีเช่นกัน น่ารักทั้งคู่ ลูกชายบ้านิชเช่และปฏิญาณตนว่าจะไม่เอ่ยปากพูดจนกว่าความหวังจะเป็นจริง คนดูชอบเด็กคนนี้และฮาแตกกับเขาเอามากๆ ตัวลูกสาวนั้นเป็นเด็กแสนหวานเหลือเกิน

หนังเรื่องนี้ล้อเลียนหลายอย่าง และเสียดสีการประกวดนางงามเด็กได้โหดมาก ผู้เข้าประกวดแต่ละคนดูแล้วช่างหลอกหลอนเหมือนผีแม่นาคพระโขนง

เป็นหนังที่มีเสน่ห์และน่ารักมากๆ เป็นหนังดีที่น่าประทับใจ ไปดูกันเถอะ น่ารักและขำมากด้วย
 


A Scanner Darkly (2006)
กำกับและเขียนบทโดย Richard Linklater เรื่องจากหนังสือของ Philip K. Dick
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 100 นาที เรท R ตัวอย่างหนัง

ผ่านทางทั้งรถทั้งเรือ เพื่อนฝูงบางคนล้มตาย

หนังเรื่องนี้ถ่ายทำโดยใช้นักแสดงจริง แล้วเอามาทำให้เป็นแอนิเมชัน ช่างเป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับเรื่องอย่างยิ่ง เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ภาพหลอนต่างๆ จึงเป็นแฟนตาซีที่น่าชม (รวมทั้งชุดที่เจ้าหน้าที่ปราบยาเสพติดสวมใส่) เนื้อเรื่องนำมาจากนิยายไซไฟของฟิลิป เค. ดิค เป็นหนังดีที่ไม่อยากให้คุณพลาดเลย

นักแสดงนำในเรื่องคือ คีอานู รีฟส์ ช้าก่อน อย่าเพิ่งแหวะ บุคลิกของเขาเหมาะสมกับบทบาทในเรื่องมาก ด้วยเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบผู้สืบสวนเรื่องยาเสพติด อีกทั้งเป็นผู้เสพและค้ายาด้วย ยาเสพติดชื่อ Substance D ในเรื่องออกฤทธิ์ให้จิตประสาทสับสน ชนิดที่ทำให้การแสดงของคีอานูเหมาะสมกับเรื่องอย่างยิ่ง นอกจากนั้น รีฟส์เป็นแฟนตัวยงของ ฟิลิป เค. ดิค อีกด้วย

นักแสดงคนอื่นๆ ที่ร่วมแก๊งเสพยากับคีอานูได้แก่ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, วูดดี้ ฮาเรลสัน, โรรี คอคเรน และ วิโนนา ไรเดอร์ เพียงฟังชื่อนักแสดงก็ต้องทึ่งแล้วว่าช่างสรรหามาได้เหมาะสมกับบทบาทอะไรเช่นนี้

เนื้อเรื่องกล่าวถึงโลกอนาคต เมื่ออเมริกาพ่ายแพ้สงครามยาเสพติด (น่าสมเพชจริงๆ ที่ไม่รู้จักการฆ่าตัดตอนอย่างบ้านเรา) ประชากร 20% ติดยา ขอให้ไปติดตามเนื้อเรื่องดูเถิด มีทั้งบทฮามากๆ (โดยเฉพาะจากโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) และบทกดดันจิตใจ รวมทั้งบทจบที่ทำให้ใจหายได้ลึกซึ้ง

หนังสือเรื่องนี้อิงจากประสบการณ์ติดยาของผู้เขียน โดยบอกไว้ท้ายเรื่องว่า "นิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับผู้คนที่ถูกลงโทษสาหัสเกินไปจากการกระทำ" "คนเหล่านี้ต้องการเพียงสนุกสนาน เหมือนอย่างเด็กออกไปเล่นที่ถนน เด็กๆ เห็นเด็กอื่นถูกฆ่าตายทีละคน จากถูกรถทับ พิการ หรือถูกทำลายลง แต่ก็ยังออกไปเล่นอยู่นั่นเอง ... นิยายเล่มนี้ไม่มีข้อจริยธรรม ... ไม่ได้บอกว่าผิดที่ออกไปเล่นทั้งที่ควรทำงานหนัก เพียงแต่บอกว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร"

ผลที่ตามมาเจ็บปวดและมืดมน แต่ก่อให้เกิดหนังดีงามเรื่องหนึ่ง
 


The Notebook (2004)
กำกับโดย Nick Cassavetes
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 123 นาที

เมื่อดูหนังที่สร้างอิงจากหนังสือของ นิโคลาส สปากส์ เพียงครั้งเดียว ทำให้สาปส่งชื่อนักเขียนผู้นี้ตลอดชีวิต แต่แล้วเรื่องนี้ดันมีนักแสดงฝีมือดีมาก นาม ไรอัน กอสลิง แสดงนำฝ่ายชาย (จาก Half Nelson) ทำให้คิดว่าไปดูสักหน่อย แต่แม้จะเตรียมใจไว้แล้วสุดแรง สุดท้ายก็โกรธผู้เขียนไม่ได้ คนๆ นี้ดูจะเกิดมาโดยมีเป้าหมายเดียวในชีวิตคือ ทำให้ผู้อ่าน/ดูหนังของเขาร้องไห้จนตายไปเลย แล้วเขาจะมีความสุขสะใจอยู่เงียบๆ

สิ่งดีที่สุดของหนังคือนักแสดงนำชายผู้นี้ ขอให้จับตาดูเขาเถิด เขาเก่งมากจริงๆ และจะเป็นดาว ส่วนเนื้อหานั้นก็ดูเพลินดังหนังรักทั่วไป มีบทโรแมนติก โดยเฉพาะบทตอนเกี่ยวกับการลืม ใครที่ต้องข้องแวะกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะรู้ว่าธรรมชาติสามารถโหดร้ายได้ปานใด ทำลายได้แม้กระทั่งสิ่งที่เปราะบางอ่อนโยนที่สุด จนไม่เหลือชิ้นดี

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องรักจับใจ ฉากสวยสดงดงาม เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคน้ำตาแห้งหรือขาดน้ำ เพราะดูแล้วน้ำตาจะชุ่มฉ่ำเนืองนอง เหมาะกับการเอาไปทำฝนเทียม
 


Children of Men (2006)
กำกับโดย Alfonso Cuaron อิงจากนิยายของ P.D. James
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 109 นาที เรท R

นี่คือหนังดีที่สุดที่ได้ชมในรอบปี 2006

โปสเตอร์หนังดังรูปซ้ายมือเป็นรูปทารก มีเนื้อความว่า "ภายใน 20 ปี ผู้หญิงจะเป็นหมัน ไม่มีเด็ก ไม่มีอนาคต ไม่มีหวัง แต่เหล่านี้จะเปลี่ยนไปด้วยจังหวะหัวใจเต้นจังหวะเดียว"

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในอนาคต ปี 2027 เราจะได้ทราบว่าผู้หญิงทั่วโลกไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ทารกที่คลอดเป็นคนสุดท้ายเกิดในปี 2009   เมื่อ เปิดเรื่องมา ผู้คนกำลังสนใจและตกใจกับข่าวโทรทัศน์ที่รายงานว่า คนที่อายุน้อยที่สุดในโลก (คือทารกที่คลอดคนสุดท้ายนั้น) เสียชีวิตลงแล้วเนื่องจากถูกแทง เขาอายุ 18 ปีเศษ

เนื้อเรื่องเปิดที่ลอนดอน แสดงโลกอนาคตที่มืดมนและปราศจากความหวัง เราจะได้ทราบว่าเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลกต่างล่มสลายจากสงคราม ผู้คนอพยพย้ายถิ่นเป็นที่โกลาหล ในอังกฤษนั้นปิดชายแดน และปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นจริงจัง ในขณะที่มีเหตุก่อการร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นวัน

ธีโอ (ไคลฟ์ โอเว่น) เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้รับคำขอร้องให้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เหตุการณ์พลิกผันและความรุนแรงที่เกิดตามมาคือเรื่องราวของหนัง

หนังเรื่องนี้ดีมากในหลายด้าน เช่นเป็นหนังที่สั่นคลอนเราอย่างรุนแรง (ไม่น่าเชื่อว่าอเมริกาจะเปิดฉายในวันคริสต์มาส) เป็นหนังที่กระชากและทำให้หัวใจหนักอึ้ง ดูไปเหมือนจะหัวใจวายตายเสียแล้ว แต่เป็นหนังดีเหลือเกิน แสดงว่ามนุษย์นั้นเปราะบางเพียงใด และโลกที่ไร้เสียงของเด็กๆ นั้นโหดร้ายได้อย่างไร อีกทั้งโลกปัจจุบันไม่ได้ต่างไปจากโลกในหนังเท่าใดเลย เพียงแต่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเท่านั้น

สภาพบ้านเมืองในหนังนั้นมืดดำโหดร้ายกว่า 1984 ของออร์เวล ที่เหมือนกันคือมีประกาศทั่วเมืองให้รายงานผู้อพยพเข้าเมือง ให้รายงานพฤติกรรมต้องสงสัย ในฉากทุกฉากล้วนมีรายละเอียดมากมายจากป้ายและจอต่างๆ     เหล่านี้บอกเล่าบรรยากาศสังคมตอนนั้นได้ดีอย่างไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูดอื่นใด ทหารถือปืนคุมด่านต่างๆ  กระจกรถเมล์ที่ติดลูกกรง รูปปั้นดาวิดใส่ขาเทียม  ในหนังไม่มีสีสันสดใสใดๆ เลย เสมือนว่าถูกดูดหายไปสิ้นแล้วในใจคน

นักแสดงนำนั้นดีๆ ทั้งสิ้น ไคลฟ์ โอเว่นที่เก่งมากๆ และรับบทนำดีมาก ไมเคิล เคน ในบทลุงฮิปปี้ที่ทำให้เกือบจำไม่ได้ จูเลียน มัวร์ ในบทผู้นำขบวนการใต้ดิน Chiwetel Ejiofor  ที่แสดงดีเสมอไม่ว่าเรื่องไหน และ คี เด็กหญิงผู้เป็นหัวใจของเรื่องนี้

ภาพและการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้ก็สวยเหลือใจ สวย เก่ง และน่าทึ่งอย่างยิ่ง จนไม่อยากให้พลาดชมเป็นอันขาด cinematographer ของหนังคือ Emmanuel Lubezki (ผลงานก่อนหน้าคือ Como agua para chocolate หรือ Like Water for Chocolate, A Little Princess, A Walk in the Clouds, Great Expectations, Sleepy Hollow,  A Series of Unfortunate Events) มุมมองของหนังเรื่องนี้สวยช่างคิดไปทุกฉาก  ฉากแอ็คชั่นในหนังจะแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น ไปชมฉากคนร้ายไล่ยิงเข้ามาในรถ  และฉากสงครามตอนท้ายเรื่อง (ที่ถ่ายๆ ไปแล้วมีหยดเลือดกระเด็นติดหน้ากล้องด้วย ดูแล้วหลอนและจริงจังมาก) ฉากที่น่าประทับใจเมื่อคีลงจากตึกท่ามกลางห่ากระสุน และทุกคนหยุดต่อสู้ ฉากนี้จะทำให้เราร้องไห้เพราะซาบซึ้งในความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต

ผู้กำกับชาวเม็กซิกันคนนี้มีผลงานจาก แฮร์รี่ พ็อตเตอร์และ the Prisoner of Azkaban, Y tu mama tambien  หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นผลงานดีที่สุดของเขาในตอนนี้

เพลงและเสียงประกอบในเรื่องยังดีมากๆ อีกด้วย ช่างเป็นหนังที่ทำทุกอย่างได้ลงตัวและดีอะไรเช่นนี้

ธีโอใช้ชีวิตในโลกอันปราศจากความหวังนี้อย่างตายด้านเย็นชา เขาตื่นนอนมา ทำอะไรๆ ไปแกนๆ  จนกระทั่งเมื่อตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องของเด็กหญิงคีนี่เอง ที่ทำให้เขามีชีวิตขึ้นมาอย่างจริงๆ และจดจำได้อีกครั้งว่า เราอยู่เพื่ออะไร
 


Pan's Labyrinth (2006)
กำกับโดย Guillermo del Toro
หนังภาษาสเปน ความยาว 112 นาที เรท R ตัวอย่างหนัง

เรื่องนี้เกิดช่วงหลังสงครามกลางเมืองในสเปน ปี ค.ศ. 1944  หนังเปิดเรื่องได้ดีมากด้วยฉายภาพเด็กหญิงนอนตะแคง เลือดเปรอะมือ และกำลังไหลออกจากจมูก     และแล้วเลือดไหลย้อนเข้าไปในจมูกของเธอ ดังเข็มนาฬิกาถอยกลับไปอดีต ในวันเวลาที่ยังไม่เจ็บปวดและถูกทำร้ายพร้่อมด้วยเสียงเล่านิทานว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โลกใต้พิภพ เมื่อโลกนี้ยังไม่มีการโกหกและความเจ็บปวด   เจ้าหญิงฝันถึงโลกมนุษย์ข้างบน ถึงสายลมและแสงแดด วันหนึ่งเจ้าหญิงหนีไป แต่พอออกมายังโลกข้างนอก แสงอาทิตย์ทำให้เจ้าหญิงตาบอด อีกทั้งลบอดีตทั้งมวลจากความทรงจำ ลืมว่าเป็นใครมาจากไหน ต้องทนทุกข์จากความเหน็บหนาว โรคภัย และความเจ็บปวดต่างๆ ในที่สุดเจ้าหญิงก็ตาย แต่บิดาเธอรู้ว่าวิญญาณลูกจะกลับมา ในวันใดวันหนึ่ง อาจจะในอีกร่างหนึ่ง พ่อของเจ้าหญิงคอยเธออยู่ตลอดกาล

เนื้อเรื่องจับจิตจับใจได้ตั้งแต่แรก และเป็นเช่นนี้ไปจนจบ ตัวเอกคือ โอฟีเลีย วัย 12 ปี เดินทางมาพร้อมแม่มาอยู่กับพ่อใหม่ที่ค่ายทหาร พ่อใหม่เป็นทหารชั้นกัปตัน ผู้กำลังปราบปรามพวกกบฎ

หนังเรื่องนี้เป็นแฟนตาซีที่น่าสนใจ เนื้อหามืดมนไม่น้อยแต่น่าประทับใจ ด้วยโลกจริงโหดร้ายจากสงคราม ส่วนโลกแฟนตาซีนั้นก็ไม่ใช่เล่น ด้วยตัวละครต่างๆ ที่พบเจอ เช่น แฟรี่ ไม่ได้ดูน่ารักสดใสแบบนางฟ้า แต่ดูหลอนๆ และน่ากลัวเกรงมากกว่า อีกทั้งยากจะบอกว่าใครคือตัวร้ายหรือดี

เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เป็นหนังแสนดีที่ควรไปชม (ไม่ใช่หนังเด็ก มีฉากที่โหดเกินกว่าเด็กจะดูได้) หนังเปิดฉายครั้งแรกที่คานส์ และฉายในอเมริกาช่วงปลายปี 2006  ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม รางวัลโกลเด้นโกลบ ปี 2007 และตำแหน่งหนังออสการ์ต่างประเทศยอดเยี่ยม จากประเทศเม็กซิโก ปี 2006

หนังเรื่องนี้เป็นเทพนิยายโดยแท้ ด้วยมีด้านมืดปะปนอย่างเข้มข้น  มีความดีงามและร้ายกาจที่สุดอยู่รวมกันได้ ก็เหมือนอย่างชีวิตจริงนั่นเอง
 


Cars (2006)
กำกับโดย John Lasseter, Joe Ranft
การ์ตูนภาษาอังกฤษ ความยาว 116 นาที เรท G

การ์ตูนเรื่องนี้น่ารักและฮามากๆ แล้วยังมีบทตอนอ่อนหวานน่าประทับใจอีกด้วย เป็นเรื่องของรถแข่งที่จับพลัดจับผลูได้ไปอยู่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง และได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตบางอย่าง

ความน่ารักของหนังน่าจะอยู่ที่รายละเอียดและความตั้งใจของผู้สร้าง ที่ขยันหาลูกเล่นเกี่ยวกับรถมานำเสนอ เช่นรายการทีวีแข่งรถที่มีรูปแบบเลียนของจริง ผู้ชมจะฮาสุดๆ เมื่อเห็นข่าวรถแข่งที่เสนอโดยทีวีญี่ปุ่น ที่ทำรูปแบบล้อเลียนความอาโนเนะของญี่ปุ่นได้น่ารักมาก ที่สำคัญ หนังทำให้ตัวละครที่เป็นรถยนต์น่ารักขึ้นมาได้อย่างไรกัน

ดูไปแล้วผู้ใหญ่อาจชอบการ์ตูนเรื่องนี้มากกว่าเด็กๆ ด้วยมีบทตอนย้อนระลึกความหลัง การ์ตูนเรื่องนี้ดีทีเดียว และเป็นการ์ตูนดีล่าสุดที่ได้ชม (ดีกว่า Flushed Away  การ์ตูนใหม่ที่ผู้สร้าง Wallace and Gromit ที่สุดยอดน่ารัก ร่วมสร้างกับดรีมเวิคส์ ซึ่งออกมาไม่เลวร้าย และงานแอนิเมชันอลังการสุดๆ แต่เนื้อเรื่องไม่น่าจดจำ และขาดเสน่ห์โดยสิ้นเชิง)

นอกจากน่ารักแล้วภาพยังสวยมากด้วยนะ
 

เฟย์   ๑ มกราคม ๒๕๕๐
  หรือฝากจดหมายไว้ที่ ตู้จดหมาย
Copyright © 2007 faylicity.com

คืนเรือน