* home   ชานเรือน
คืนเรือน | ชานเรือน | ชานเรือนย้อนหลัง

ไปดูหนัง 14


Borat (2006)
กำกับโดย Larry Charles
หนังภาษาอังกฤษ/โปแลนด์/ฮีบรู/อาร์มีเนีย ความยาว 84 นาที เรท R ตัวอย่างหนัง

เป็นการยากที่จะบรรยายถึงหนังเรื่องนี้ และควรไปชมเองจะดีที่สุด Sacha Baron Cohen นักแสดงตลกจากอังกฤษแสดงนำ โดยสวมบทนักข่าวจากคาซักสถานชื่อ บอรัต เริ่มต้นมาบอรัตก็แนะนำตัวและพาไปรู้จักเพื่อนบ้านพร้อมครอบครัวที่คาซักสถาน เขาเล่าว่าประเทศยังมีปัญหาหลายอย่าง รัฐบาลจึงส่งเขาไปอเมริกาเพื่อศึกษาดูงาน และให้ทำหนังสารคดีออกมา (ชื่อเต็มของหนังเรื่องนี้คือ Borat: Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan)

ที่อเมริกา บอรัตติดต่อคุยเรื่องวัฒนธรรมกับบุคคลต่างๆ โดยบุคคลเหล่านั้นไม่รู้เลยว่ากำลังถูกหลอก ส่วนบอรัตสวมบทคนซื่อจากประเทศด้อยความเจริญ ดูถูกผู้หญิง เกลียดยิวและยิบซี บทบาทเขาทำให้หนังเรื่องนี้ตลกสุดชีวิต มีตอนที่ดูแล้วหัวเราะจนปวดท้องและน้ำตาไหล นักแสดงผู้นี้บ้าดีเดือดจริงๆ และไม่หวั่นเกรงเลยว่าจะถูกฆ่าตาย (หลายฉากมันน่ากลัวและเสี่ยงภัยจริงๆ)

เลือดบ้าของผู้แสดงเป็นบอรัตมีเยอะมาก เช่นฉากร้องเพลงชาติที่เขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสงครามอิรัก ช่างเป็นตลกร้ายที่เลือดเย็นจนน่าตกใจ บอรัตบอกฝูงชนว่า "ขอให้จอร์จ ดับเบิลยู บุช ดื่มเลือดของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทุกคนในอิรัก ... ขอให้ท่านทำลายประเทศนี้เสียจนในอีกพันปีข้างหน้า จะไม่มีแม้แต่กิ้งก่าสักตัวที่รอดชีวิตในทะเลทรายนั้น" เขาช่างไม่กลัวตายเอาเลยจริงๆ

หนังเรื่องนี้ตลกมากในตอนแรกๆ แต่ช่วงหลังไม่ค่อยตลกแล้ว (มีตอนออกแนววิตถาร) และทำให้คนชังได้ง่ายๆ แต่จากการทำตัวอินโนเซนต์ของบอรัต ทำให้เราได้เห็นเบื้องลึกในใจคนอเมริกัน เป็นบทเสียดสีสังคมที่เจ็บแสบ

เป็นหนังน่าดูและจะสร้างความช็อคให้ อาจทำให้หลายคนไม่ชอบได้เหมือนกัน ที่ไม่ชอบและยังเจ็บใจคงเป็นรัฐบาลประเทศคาซักสถาน ที่ซวยเหลือเกินเพราะบอรัตล้อเลียนเสียไม่มีดี อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้จะทำให้หัวเราะแน่ๆ
 


Flags of Our Fathers (2006)
กำกับโดย Clint Eastwood
เรื่องจากหนังสือของ James Bradley, Ron Powers
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 132 นาที เรท R ตัวอย่างหนัง

รูปถ่ายทหารอเมริกันกำลังตั้งธงเป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก รูปนี้ถ่ายโดย Joe Resenthal ที่ญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารอเมริกันบุกเข้ายึดเกาะอิโวจิมะ หนังเรื่องนี้เล่าเบื้องหลังของภาพนี้ และเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิตของบุคคลในภาพ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นฮีโร่ และถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเงินระดมทุนเพื่อใช้ในการทำสงคราม

หนังเรื่องนี้ดีมากๆ ดูแล้วเศร้าลึกซึ้ง ฉากสงครามน่ากลัวและสมจริง ทหารอเมริกันใช้เวลา 35 วันจึงจะยึดเกาะนี้ได้ โดยเสียเลือดเนื้อกว่า 6,000 ชีวิต ภาพนี้ถ่ายวันที่ 5 ของการโจมตีเกาะ เมื่อการโจมตีสำเร็จ ทหาร 3 นายในภาพถ่ายเสียชีวิตไปแล้ว แต่ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงความสำเร็จของสงคราม โดยน้อยคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง

อยากชวนดูหนังดีมากเรื่องนี้ แม้จะทำให้เศร้าและใจหายกับความโหดร้ายของสงคราม แต่จะทำให้เราตั้งคำถามและคิดหนักๆ ถึงเรื่องของชีวิต หนังสวย นักแสดงดี ดนตรีประกอบไพเราะ สมกับเป็นหนังของอีสต์วูด

อีสต์วูดกำกับหนังอีกเรื่องที่ขนานไปกับเรื่องนี้ ชื่อ Letters from Iwo Jima เป็นเรื่องสงครามครั้งนี้โดยเล่าจากมุมมองของทหารญี่ปุ่น สร้างอิงจากหนังสือเขียนโดยทหารญี่ปุ่น เป็นหนังที่อยากดูมากเช่นกัน ได้โอกาสดูเมื่อไรจะมาเล่าให้ฟัง
 


Idiocracy (2006)
กำกับโดย Mike Judge
หนังภาษาอังกฤษ ความยาว 84 นาที เรท R

หนังล่าสุดของ ไมค์ จัดจ์ (Beavis and Butt-head, Office Space) ที่ถูกค่ายหนังฟอกซ์ดอง และฉายแบบเงียบเชียบที่สุดใน 7 เมืองของอเมริกา (ไม่ฉายที่นิวยอร์กและซานฟรานซิสโก) ยังดีว่าออกมาเป็นดีวีดีให้ดู เพราะเป็นตลกร้ายน่าดูไม่น้อย

หนังเรื่องนี้บอกว่าคนเราอาจจะไม่ได้วิวัฒนาการไปสู่ความฉลาดขึ้นเสมอไปหรอกนะ แต่จะวิวัฒนาการไปตามแต่ว่าคนแบบไหนมีลูกหลานมากที่สุดต่างหาก ว่าแล้วก็ยกตัวอย่างสองครอบครัวทันที สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ไอคิวสูงไม่ยอมมีลูกสักที จะรอความพร้อม สุดท้ายเลยไม่มีลูกเพราะอายุมากเกินไป กับสามีภรรยาอีกคู่ที่ไอคิวต่ำกว่า ยากจนไร้การศึกษากว่า แต่กลับมีลูกหลานเป็นโขยง ฉากนี้เปรียบ family tree ให้ดูได้ฮาสุดๆ

ดังนั้น ที่คนเราชอบมองว่าโลกอนาคตจะเจริญขึ้น เทคโนโลยีดีขึ้นน่ะ ไม่จริงหรอก หนังเรื่องนี้แสดงว่าในอนาคต ประชากรอเมริกันจะโง่ลงไปเรื่อยๆ ต่างหาก

พระเอกในเรื่องเป็นทหาร ถูกคัดเลือกให้ร่วมโครงการทหารเพื่อทดสอบเครื่องจำศีลมนุษย์ (เอาคนไปเก็บไว้ในเครื่อง ในอนาคตค่อยเปิดออกมาเรียกใช้งานได้ สำหรับเก็บพวกนักบินนักรบเก่งๆ เอาไว้ปลุกเรียกใช้เฉพาะยามมีสงคราม) พระเอกถูกคัดเลือกมาเพราะเป็นคนธรรมดาที่สุดในทุกเรื่อง ความฉลาดปานกลาง แถมไม่ได้แต่งงาน พ่อแม่เสียแล้ว ดังนั้นหากผิดพลาดอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมีปัญหามาก การทดสอบนี้กะจำศีลพระเอกและสาวอีกคนเป็นเวลา 1 ปี

แต่แล้วโครงการถูกยกเลิก ห้องแล็บถูกทำลาย ทั้งคู่ถูกลืมไปเลยและมาตื่นอีกครั้งในปี 2505 อันเป็นห้าร้อยปีหลังจากนั้น พระเอกตื่นมาพบโลกที่คนอเมริกันโง่ลงมากๆ จนกระทั่งเขากลายเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในประเทศ

หนังเรื่องนี้ตลกตั้งแต่ต้น ยิ่งโลกอนาคตยิ่งขำเพราะประชดได้แสบมาก ผู้คนไอคิวต่ำเสียจนพูดจาไม่เป็นประโยค ป้ายต่างๆ สะกดผิดเสียมาก ตึกรามบ้านช่องเละเทะไปหมด  รายการทีวีมีช่อง Masturbation  Channel  โซฟาอนาคตให้คุณนั่งดูทีวีโดยไม่ต้องลุกไปไหน เพราะเป็นสุขาไปด้วยในตัว ประธานาธิบดีเป็นอดีตดาราหนังเอ็กซ์ เหล่านี้มีให้ดูเยอะมากจนน่าไปชม

แถมหนังยังแซวห้างร้านต่างๆ รวมถึงแซวสถานีข่าวฟอกซ์ ไม่รู้ว่าอย่างนี้หรือเปล่าหนา สตูดิโอจึงไม่ชอบหนังถึงขนาดนี้

เนื้อเรื่องนี้เป็นคอมิดี้ที่ไม่เอาจริงเอาจังอะไร ไม่ใช่หนังดีเลิศแต่เป็นหนังตลกน่าดู บอกประเด็นน่าคิดไว้หลายอย่างและเสียดสีสังคมแรงๆ ที่ตลกร้ายกว่านั้นเพราะว่าโลกอนาคตนี้ไม่ได้ต่างจากปัจจุบันเท่าไรนักเลย

พระเอกเห็นโลกอนาคตแล้วถึงกับมึน เขาอยากนั่งไทม์แมชชีนกลับไปอดีตเพื่อบอกผู้คนว่า อ่านหนังสือกันมากๆ อย่าเอาแต่ดูทีวีเลย และเขาเริ่มต้นบอกผู้คนในอนาคตอีกครั้งว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอกนะ อ่านหนังสือเถอะ
 



 
ต่อไปนี้ขอแนะนำกระทู้น่าอ่านจากพันทิพ ควรรู้ว่าแผ่นลิขสิทธิ์ของหนังและเพลงในบ้านเรา ไม่ควรเอาไปเปิดในคอมพิวเตอร์ หากเครื่องที่คุณใช้ไม่ใช่แมคอินทอช
      * เห็นด้วยหรือไม่กับการที่ผู้บริโภคควรรวมตัวกันฟ้องค่ายหนัง+เทป กรณีใส่ไวรัสมาในแผ่นหนัง+เพลง

ผู้ใช้งานวินโดวส์ไม่ควรให้โปรแกรม AutoRun ทำงานโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเมื่อใส่แผ่นลงในเครื่องแล้ว หากแผ่นนั้นมีโปรแกรม AutoRun แปลว่าโปรแกรมในแผ่นจะทำงานโดยทันที สามารถทำงานอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรอคำอนุญาต จึงไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะในกรณีใดๆ   (อย่างไรก็ตาม โปรแกรมออโต้รันอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานที่ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน) ผู้สนใจอ่านขั้นตอนการกำหนดไม่ให้ AutoRun ทำงาน โดยเริ่มอ่านจากตรงภาพประกอบเป็นต้นไป

ในปี 2005 มีคดีอื้อฉาวอันโด่งดัง กรณีบริษัทโซนี่บีเอ็มจีใส่โปรแกรม rootkit เข้าไปในแผ่นซีดีเพลงรวม 102 อัลบั้ม จำนวนราว 15 ล้านแผ่น โดยไม่บอกให้ผู้ใช้งานรู้ว่าเมื่อใส่แผ่นซีดีเข้าไปในคอมพิวเตอร์ จะมีซอฟต์แวร์ที่ลงโปรแกรมสปายแวร์ในเครื่องผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ โซนี่ทำเช่นนี้เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่โปรแกรมที่ลงในเครื่องลูกค้านี้เปิดช่องให้มีจุดอ่อนด้านความปลอดภัย ให้ไวรัสโจมตีได้ง่าย และสร้างปัญหาอื่นตามมา

โปรแกรมแฝงนี้แอบใช้เนื้อที่ส่วนหนึ่งในคอมพิวเตอร์ผู้ใช้งาน โดยให้โซนี่ใส่อะไรลงไปก็ได้ แต่ที่แย่คือทำให้คนอื่นที่รู้วิธีสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ในเนื้อที่นี้เช่นกัน ดังนั้นจึงเหมือนการยอมรับไวรัสใดๆ ก็ได้เข้ามาในเครื่องนั่นเอง แถมทุกครั้งที่เราใส่ซีดีลงไปในเครื่องคอม มันจะรีบรายงานไปที่โซนี่ทันที (อีทีโฟนโฮม) เครือข่ายกว่าครึ่งล้านทั่วโลก รวมถึงเครือข่ายทางทหารและราชการ มีคอมพิวเตอร์ที่ถูกผลกระทบจากการติดตั้งโปรแกรมของโซนี่ (การจะเอาโปรแกรมแฝงนี้ออกจากเครื่องทำได้ยากมาก) บริษัทและสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงสถานที่ราชการออกกฎแบนซีดีของโซนี่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน

เรื่องนี้ฉาวขึ้นมาเมื่อมีผู้พบว่าซีดีของโซนี่มีพฤติกรรมดังนี้ และเขียนให้ชาวโลกได้อ่านในบล็อกของตน ชื่อของเขาคือ Mark Russinovich

โซนี่ถูกฟ้องนับไม่ถ้วนคดี ยังไม่นับว่าถูกก่นด่าประณามไปทุกหย่อมหญ้า ถูกด่าจนกระทั่งโซนี่ต้องยุติการผลิตซีดีที่มีโปรแกรมชนิดนี้อยู่ เมื่อแรกที่มีคนโวยวาย โซนี่บอกว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรอย่างที่คนกล่าวอ้าง ซึ่งไม่จริง ต่อมาเมื่อแถไม่ได้อีกต่อไปจึงรับจะแก้ไขให้ แต่ได้เสนอโปรแกรมแก้ไขที่ไม่ได้ลบโปรแกรมแฝงออกไปจริงๆ เพียงแต่ซ่อนโปรแกรมเอาไว้ไม่ให้เห็นเท่านั้น โปรแกรมแก้ไขครั้งแรกที่ออกมาเป็นสปายแวร์ด้วยซ้ำไป และจะได้โปรแกรมนี้มาก็ต้องบอกข้อมูลส่วนตัวให้โซนี่รู้ (เมื่อลงโปรแกรมแก้ไขนี้ มันจะช่วยลงโปรแกรมอีแอบอื่นๆ ในเครื่อง) ประธานโซนี่กล่าวในรายการวิทยุ NPR ว่า "คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูตคิตคืออะไร แล้วจะมาแคร์ทำไมกัน"

สุดท้ายแล้วโซนี่หลุดคดีไปได้ง่ายเหลือเกิน ทั้งที่เป็นคดีผิดกฎหมายหลายข้อ โซนี่ตกลงยอมความโดยจ่ายเงินเพียง 1.5 ล้านเหรียญ และเรียกคืนแผ่นซีดีพร้อมยอมคืนเงินให้ลูกค้า การคืนเงินนั้นให้เลือกได้สองแบบ คือคืนเงิน $7.50 และให้ดาวน์โหลดอัลบั้ม 1 ชุด หรือจะเลือกโหลดอัลบั้ม 3 ชุดก็ได้

สิ่งที่โซนี่ทำลงไปเป็นการบอกลูกค้าว่า การซื้อของเถื่อน (การขโมย) นั้นดีและปลอดภัยกว่าการซื้อของแท้ที่อาจมีภัยร้ายแฝงมาอย่างเงียบเชียบ เพราะการดาวน์โหลดอัลบั้มฟรีนั้นทำได้ง่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้เป็นคดีความอย่างนี้ โปรแกรมป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้ คือโปรแกรมป้องกันไม่ให้ลูกค้าอยากซื้อแผ่นแท้นั่นเอง แล้วเราจะโทษใครได้ถ้าได้ยินคนบอกว่าไม่อยากซื้อของแท้หรอก เพราะมีพฤติกรรมทุเรศทุรังเช่นนี้ต่อลูกค้า

ใครลองไปดูเว็บอเมซอน จะเห็นว่าอัลบั้มที่มีโปรแกรมแฝงนั้นมีคำแนะนำให้อ่านได้เมามัน สารเหล่านี้บอกว่า "อย่าซื้อแผ่นนี้" (ว่าแต่โซนี่ก็ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยนะ จะแน่ใจได้ยังไงว่าจะไม่ติดตั้งอะไรประหลาดๆ เช่นนี้มาในเครื่องลูกค้า)

ไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่าเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นจนเป็นคดีความระดับโลกไปแล้ว ยังจะเกิดขึ้นได้ในบ้านเรา บริษัทที่ทำสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ได้ทำด้วยความไม่รู้ ต่อไปนี้คงอยู่ที่ผู้บริโภคว่าจะเลือกซื้ออะไร และจะป้องกันตนอย่างไร
 

เฟย์   ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐
  หรือฝากจดหมายไว้ที่ ตู้จดหมาย
Copyright © 2007 faylicity.com

คืนเรือน