* home   ชานเรือน
คืนเรือน | ชานเรือน | ชานเรือนย้อนหลัง

เมื่อตกหลุมรัก

 

เมื่อแรกตั้งใจจะติดป้ายบนหน้าเว็บ ความว่า "ขออภัยที่ไม่อาจปรับปรุงเว็บ พบกันคราวหน้าวันที่ 1 มีนาคม 2550" แต่ทุกครั้งที่ต้องทำเช่นนี้ อดคิดไปไม่ได้ว่าจะทำให้ผู้อ่านบางท่านผิดหวัง (ทุกครั้งจะต้องมีอีเมลตัดพ้อ) จึงคิดว่าบอกเล่าอะไรสักหน่อยก็น่าจะดี อย่างน้อยได้บันทึกเรื่องราวบางส่วนที่ผู้เขียนคงกลับมาอ่านได้หลายครั้งในภายหน้า

ช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ดอทใช้ชีวิตและเวลากับการจัดเตรียม งานนิทรรศการหนังสือ ดอนกิโฆเต้ ณ หอสมุดแห่งชาติ วันที่ 3-10 มีนาคม 2550 ดอทชอบไปพิพิธภัณฑ์เมืองนอกยิ่งนัก เมื่อสำนักพิมพ์ผีเสื้อจะจัดงานหนังสือ จึงอยากให้งานนี้มีข้อมูลเพียบ ใจอยากให้ดีงามเทียบเท่างานนิทรรศการเมืองนอก (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เท่าที่กำลังคน กำลังเวลา และกำลังเงินมีอยู่ แต่ก็อยากให้ดีที่สุด)

โดยเฉพาะงานนี้ทำขึ้นเพื่อหารายได้แก่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งได้รับงบประมาณชนิดฟังแล้วน่าอนาถใจจนอยากร้องไห้

ต้องเล่าความเดิมเมื่อปลายปี 2548 ผีเสื้อติดต่อให้ดอทเป็นหนึ่งในผู้อ่านต้นฉบับแปล ดอนกิโฆเต้ นอกจากคนเก่งแล้ว เขาต้องการผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาลองอ่านด้วย ดอทจึงตอบรับตำแหน่งการตรวจทานจากมุมมองผู้ไม่รู้ด้วยยินดียิ่ง

งานในตอนนั้นเร่งด่วนไม่แพ้กัน แต่คราวนี้เหน็ดเหนื่อยสาหัสกว่า เป็นงานไร้ขอบเขตเพราะยิ่งทำมากเท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น ดอททำงานนี้ด้วยความคิดอยากให้ผู้เข้าชมงานได้ประโยชน์สูงสุด ถึงใครจะไม่ได้อ่านหนังสือดอนกิโฆเต้ ก็น่าจะได้สิ่งดีบางอย่างติดดัวไป หรือถ้าทำให้อยากอ่านขึ้นมาได้ก็คงจะดี แม้จะเป็นเด็กๆ หากได้มางานนิทรรศการ ก็อยากให้ได้รู้จักบางส่วนเสี้ยวของดอนกิโฆเต้และซานโช่ ปันซ่า เผื่อเมื่อโตขึ้นมา เขาจะอยากอ่านหนังสือเล่มนี้เข้าในสักวันหนึ่ง ทุกวันที่ผ่านไปในช่วงนี้จึงเริ่มต้นและจบลงด้วยการทำงานเกี่ยวกับนิทรรศการ ลืมตาตื่นมาแต่เช้าตรู่ก็ทำ (บ้างเช้ามากชนิดตีสี่) กลางคืนก็ทำจนกว่าจะหมดแรงหรือหลับคาโต๊ะ (อดนึกไม่ได้ว่าเมื่อนอนน้อยและทำงานแต่รุ่งยันค่ำ ค่ำยันรุ่ง จะเสียสติไปดังดอนกิโฆเต้หรือเปล่าหนอ)

ดอทน้ำหนักลดไป 2-3 กิโลกรัมภายในสองอาทิตย์ จึงขอเชิญชวนผู้อยากลดน้ำหนักโดยไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องออกกำลังกาย ให้ร่วมงานกับผีเสื้อ งานการจะเร่งรัดและมีความบ้าสูง จนคุณไม่นึกหิวอีกต่อไป

การทำงานครั้งนี้มีคุณหลายประการ เช่นได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ได้รับน้ำใจจากหลายท่าน น่าทึ่งว่าในเรื่องหนังสือดี มีหลายผู้คนเต็มใจช่วยเหลือดียิ่ง

กลับไปที่เรื่องน้ำหนักสักเล็กน้อย ควรอธิบายว่าที่น้ำหนักลดนั้นใช่จะไม่มีกิน ผีเสื้อพาไปเลี้ยงของกินดีๆ ทั้งสิ้น เช่นอาหารญี่ปุ่น (ดอทชอบปลาดิบญี่ปุ่นเป็นพิเศษ จนมีคำเรียกขานว่ากอลลัม) อาหารไทยรสชาติดี อาหารอิตาเลียนแสนอร่อย ก๋วยเตี๋ยวที่ผีเสื้อว่าอร่อยที่สุดในโลก ซึ่งดอทกินไม่รู้เบื่อตามนิสัยกินอะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แกงไตปลาของโปรดที่สุดของดอทและอาหารใต้เลิศรส

เวลาอยู่ที่ผีเสื้อจะมีของกินมาให้ตลอดเวลา เดี๋ยวๆ จะมีอะไรปรากฏตัวออกมาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเค้ก ผลไม้ ขนมต่างๆ น้ำชากาแฟ (รวมถึงไวน์ตอนดึกๆ) ว่ากันว่าถ้าลองคุ้ยเขี่ยตามโต๊ะหรือซอกมุมต่างๆ จะพบอาหารเช่นปลาแห้งปลากรอบหรือขนมต่างๆ ซ่อนตัวใต้กองหนังสือ หากหิวเพียงย้ายข้าวของสักเล็กน้อยจะพบอาหารทันที ดอทรู้สึกว่าผีเสื้อเป็นสถานที่อันตรายยิ่งด้วยอาจอ้วนได้ง่ายๆ และการปฏิเสธไม่กินนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย เวลากินก๋วยเตี๋ยวยังต้องกินทีละสองชามอีกด้วย เพราะผีเสื้อไม่ยอมให้กินเพียงชามเดียว นอกจากนั้นยังได้ของกินติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ ให้กินไปได้อีกสองสามวัน

ดอทรู้แกวว่าเข้าไปผีเสื้อแล้วต้องได้กินปริมาณมาก จึงพยายามรักษาตัว หลีกเลี่ยงการเข้าไปยกเว้นจำเป็นจริงๆ แต่ทำได้ยากนัก แถมเมื่อเข้าไปแล้วมักจะกลับออกมาไม่ได้ (เช่นไปกินข้าวเย็นด้วยกัน, ไม่ไปค่ะ, อย่างไรก็ต้องกินข้าว, ไม่เอาค่ะไม่อยากกลับค่ำ จะต้องกลับไปทำงานต่ออีก ไม่หิวด้วย อยู่นี่กินตลอดเวลา, อย่างไรก็ต้องกินข้าว, เวลากินที่บ้านสามารถกินไปทำงานไปด้วยได้ เป็น multitasking ไม่เสียเวลา, อย่างไรก็ต้องกินข้าว ฯลฯ)

เช่นวันนี้เมื่อดอทนำหนังสือที่ยืมมาค้นหาข้อมูลเอาไปคืนผีเสื้อ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการหาคนมารับหนังสือ (จะได้ไม่ต้องไปเอง) กะว่าเข้าไปแล้วจะขอตัวกลับทันที แต่ภายในห้านาทีก็มีลูกมะพร้าวเฉาะมาวางไว้ให้ กว่าจะกินหมด คุณปอล แวงซอง วัยแปดสิบเอ็ด และคุณประไพ ภรรยาคุณปอลก็มาถึง ทั้งคู่นำหนังสือดอนกิโฆเต้ฉบับต่างๆ มาให้จากปารีส เล่มน่าทึ่งที่สุดคือฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่มีภาพประกอบโดยกุสตาฟ ดอเร่ ในภาษาฝรั่งเศส พิมพ์ปี 1863 ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงพรึงเพริดกับความงดงามของหนังสือ เป็นหนังสือเล่มใหญ่ยักษ์ที่สวยงามมาก เป็นหนังสือชุดมีสองเล่ม แต่ละเล่มหนักราวสิบกิโลกรัม ดอทกลายสภาพจากคนเป็นลูกหมา อยากเข้าไปคลอเคลียหนังสือ ลืมหมดสิ้นว่าจะรีบมารีบกลับ อดใจไม่ได้ต้องขอเข้าไปลูบคลำและเปิดดู ช่างเป็นหนังสือมีค่าเสียจริง

ไม่น่าเชื่อว่าคุณปอลจะขนหนังสือเล่มใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มาเมืองไทยได้อย่างไร คุณปอลเพิ่งกลับจากปารีสวานนี้ ผีเสื้อฝากซื้อหนังสือดอนกิโฆเต้ฉบับเก่าแก่มาให้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยากจะคาดคิดว่าเขานำหนังสือเล่มใหญ่ขนาดนี้มา หนังสือโบราณจัดทำสวยเสียจริง หน้าปกงดงามมาก ผีเสื้อจะนำหนังสือเล่มนี้แสดงในงาน ดอทคิดว่าเพียงได้ชมหนังสือสองเล่มนี้ ก็คุ้มค่าแล้วที่จะมางาน

คุณปอลขนหนังสือมาขนาดนี้ ย่อมทำให้น้ำหนักสัมภาระเกินกว่าที่สายการบินกำหนด คุณปอลติดต่อสถานทูตไทยบอกว่าฉันเอาหนังสือเหล่านี้มาให้คนไทยได้ดูนะ สถานทูตแจ้งไปที่การบินไทยให้อำนวยความสะดวกคุณปอลเต็มที่ คุณปอลและภรรยาจึงขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องชั่งน้ำหนักสัมภาระ และได้เลื่อนชั้นไปนั่งเฟิสต์คลาส ถึงเมืองไทยมีคนมารับช่วยขนหนังสือ

ผีเสื้องุนงงว่าตอนซื้อมา คุณปอลขนมาได้อย่างไร เขาตอบว่าใส่รถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ตเข็นมาใส่รถ วันนั้นฝนเจ้ากรรมเกิดตก คุณปอลเดินกางร่มให้หนังสือ ตัวเองยอมเปียก

ดอทเสียดายที่พูดภาษาฝรั่งเศสไม่เป็น ต้องรอฟังที่อาจารย์วัลยา วิวัฒน์ศรถ่ายทอดให้ฟัง เพราะคุยกับคุณปอลน่าจะมันมากๆ เขามีมุขแพรวพราว รู้เรื่องหนังสือมาก มุขตลกเกี่ยวกับหนังสือนั้นแสดงว่าเขาอ่านหนังสือมาก รู้เรื่องหนังสือเยอะ และตลกร้ายอย่างยิ่ง เมื่อบอกว่าคุณปอลแข็งแรงมาก เป็นอัศวินแล้วเนี่ยที่ขนหนังสือหนักขนาดนี้มา คุณปอลตอบว่าเขาแบกแต่ดอนกิโฆเต้ ไม่ได้แบกซานโช่ ทำให้พวกเราฮากันลั่น

หลังจากนั้นเราไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารไทย อาหารอร่อยมากและดอทกินมากเสียจนคิดว่ามื้อนี้คงทำให้ได้น้ำหนักกลับคืนมาแน่แล้ว (จะมีอาหารต่างๆ ตักมาให้ในจานอยู่ตลอดเวลา) เรากินกันสนุก คุณประไพ ภรรยาคุณปอลน่ารักมากๆ ดอทไม่แปลกใจที่คนไทยในปารีสจะรักครอบครัวนี้ เมื่อกลับไปที่ผีเสื้อหลังอาหารและส่งคุณปอลกับภรรยาแล้ว ดอทกำลังเตรียมเก็บของกลับบ้าน ก็ปรากฏผู้มาเยือน เมื่อกำลังคิดจะลาก็ได้ยินคำว่า "อย่าเพิ่งกลับบ้าน" เพราะผู้จัดทำเสื้อสตาฟสำหรับงานนี้นำต้นแบบมาส่ง "ลองใส่ดู" กว่าจะได้กลับบ้านจึงเลยสี่ทุ่มไปแล้ว (บอกแล้วว่าเข้ามาจะกลับไม่ได้ง่ายๆ แต่การชมเสื้อนี้ทำให้ได้รู้จักน้องสาวที่น่ารักมากเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง)

แต่จะว่าไป นับว่าเป็นโชคดีที่เข้ามาคืนหนังสือได้จังหวะ ถ้ารู้แต่แรกว่าเข้ามาแล้วจะได้เห็นหนังสือจากคุณปอล คงอยากจะเข้ามาอย่างยิ่งเป็นแน่ เห็นหนังสือโบราณแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หนังสือโบราณของไทยก็สวยมากนะ น่าจะมีใครจัดแสดงงานบ้าง

กว่าจะถึงวันงานหวังว่าถ้าน้ำหนักลดลงได้อีกก็จะดี เพียงหนึ่งกิโลกรัมก็จะเข้าสู่โหมดน้ำหนักในปรารถนาของดอท เมื่ออายุมากขึ้น น้ำหนักย่อมเพิ่มจากสมัยที่เราอายุสิบแปดปีหรือยี่สิบห้าปี เหมือนกับที่ดอทรู้ว่าในภายหน้า ตัวเองจะแก่ตัวลง จะมีโรครุมเร้า ต้องข้องเกี่ยวกับหมอ ถ้าไม่ตายเสียก่อนแก่ ก็จะมีผมสีดอกเลาอย่างหญิงคนนั้น เนื้อหนังเหี่ยวย่นเดินเหินไม่สะดวกอย่างยายผู้นี้ ในวันนี้ยามเมื่อยังแข็งแรงทำงานได้โดยไม่มีโรคภัย น่าจะทำงานให้เต็มที่ และเหมือนอย่างเพลงละคร Man of La Mancha ที่ว่าให้ฝันถึงสิ่งอันเป็นไปไม่ได้

ดอทฝันว่าสักวันหนึ่ง ไทยจะจัดนิทรรศการได้ดีเยี่ยมดังเมืองนอกจัด ไทยจะใส่ใจเรื่องความรู้ด้านหนังสือมากกว่าเอาแต่จัดงานลดราคาหนังสือ อันจะนำความฉิบหายมาสู่วัฒนธรรมการอ่านการพิมพ์ของประเทศ

ดอททำงานนี้ด้วยความบ้าคลั่งชนิดหนึ่ง ถึงจะเหนื่อยโทรมแต่มีความสุขและเพลิดเพลิน งานนี้ทำให้เจ็บไหล่เพราะขนหนังสือหนักกลับบ้านเพื่อเขียนข้อมูล นอกจากนั้น ดอทมีแต่หนังสือดอนกิโฆเต้เล่มใหญ่ เมื่อต้องหยิบมาเปิดบ่อยๆ ถึงกับข้อมือเคล็ด จนต้องขอฉบับเล่มเล็กจากผีเสื้อ เพื่อไม่ให้กล้ามขึ้นจากงานนี้ บางวันดอทต้องติดต่อผู้คนมากมาย บางคนหยาบคายจนน่าตกใจ (คันปากยิกๆ อยากบอกว่าใคร แต่เรื่องนี้ในไทยถือว่าไม่สมควรเปิดเผย) แต่ที่สุภาพอารีก็มี ดอทพยายามอดใจรักษาความไม่รู้เอาไว้ เผื่อผีเสื้อจะได้ชวนไปอ่านต้นฉบับแปลตอนสองอีก แต่สุดท้ายเป็นไปไม่ได้ ต้องรี่ไปซื้อดอนกิโฆเต้ฉบับแปลโดย อีดิธ กรอสแมน ที่คิโนะคุนิยะ ซึ่งเหลือเพียงเล่มเดียว แถมเป็นปกอ่อนเข้าเล่มด้วยกาว ซึ่งแสดงสภาพว่าคงฉีกขาดแน่ๆ ก่อนถึงวันงานนิทรรศการ ดอทไปอเมริกาคราวหน้าจะต้องซื้อฉบับปกแข็งมา (ที่ไม่ซื้อแต่แรกเพราะกลัวจะอดใจอ่านไม่ได้ แล้วจะขาดคุณสมบัติคนอ่านโง่ที่ผีเสื้อต้องการ)

เวลากลับไปเปิดนิยายดอนกิโฆเต้อีกไม่ว่าครั้งที่เท่าไร ดอทยังขำและรักใคร่ซานโช่เสมอ (วาเลนไทน์ปีนี้ดอทอยู่กับซานโช่ ปันซ่าและดอนกิโฆเต้ ช่างโรแมนติกเหลือแสน) หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราววิเศษแสนบันเทิง เซร์บันเตสเขียนหนังสือเก่งมากๆ เวลาทำงานเหนื่อยหนักดอทนึกถึงเพลงโฟล์ค For Lovin' Me ของปีเตอร์ พอล และแมรี่ "That's what you get for lovin' me" รักตัวละครเรื่องนี้เข้าแล้ว ก็ต้องเจออย่างนี้อย่างไรเล่า

ดอทเพียงคิดว่าหากความพยายามทั้งหมดนี้จะทำให้มีใครแม้แต่สักคนเดียวอ่านดอนกิโฆเต้ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

หนังสือเจ้าเอยเอ่ยอ้าง
ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน
สติหลงเลือนเฟือนฟั่น
รักมั่นนิยายอัศวิน
        หญิงงาม อาวุธ นักรบ
        อ่านจบวิปลาสไปสิ้น

            -- ดอนกิโฆเต้ หน้า 30

(15 กุมภาพันธ์ 2550)
 

เฟย์   ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

Copyright © 2007 faylicity.com

คืนเรือน